ดร. สิงห์ อินทรชูโต สถาปนิกโครงสร้างก็อยู่ร่วมโลกเดียวกับคนอื่นเช่นกัน เพียงแต่เขาเลือกซ่อมบ้านไปพร้อมๆ กับสร้างบ้าน
เขาเป็นบุคคลที่รู้จักกันดีในฐานะผู้บุกเบิกงานออกแบบแนว Green Design จากผลงานประดิษฐ์และออกแบบเฟอร์นิเจอร์ด้วยเศษขยะที่ถูกทิ้งขว้างให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เหมือนหนอนลอกคราบออกเป็นผีเสื้อ
สิงห์เป็นเด็กที่เติบโตมาในบ้านที่เป็นครอบครัวใหญ่พร้อมหน้ากันบนเนื้อที่ 5 ไร่ ที่แบ่งเป็นบ้านและธุรกิจปั๊มน้ำมันที่มีคุณแม่รับหน้าที่ดูแล
พื้นที่ 2-3 ไร่ร่มรื่นด้วยต้นไม้และสิงสาราสัตว์ที่เชื้อเชิญอย่างเป็ดไก่ กระต่าย นก รวมถึงสัตว์ที่ไม่ได้รับเชิญอย่างงูเหลือม และตัวเงินตัวทอง เขาใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติโดยไม่คิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งเขาจะมารับหน้าที่เล็กๆ เพื่อช่วยเยียวยาอาการของโลกที่ได้รับบาดเจ็บจากการถลุงของประชากรโลก
"คุณพ่อชอบขับรถไปต่างจังหวัด บางทีพาลูกชายไปบุกป่าฝ่าดง เราขับรถจี๊ปตกหล่ม ไปเก็บไข่เป็ดตามทุ่งนา ครอบครัวผมมีที่นาอยู่นอกเมืองหลายแห่งขับรถไปดูที่นา ไปดูเขาเลี้ยงเป็ด เก็บไข่เป็ด เลอะโคลน ตอนเด็กๆ ชอบมากไปต่างจังหวัด " สิงห์วัยหนุ่มเล่าชีวิตวัยสนุกสนาน
บ้านอายุกว่า 40 ปีของครอบครัวสิงห์และพ่อแม่พี่น้องออกแบบโดยสถาปนิกชาวต่างประเทศ ออกแนวทาวน์เฮาส์ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกันทะลุถึงกันหมด เป็นบ้านสองชั้นออกแบบให้หลังคาหล่อเลี้ยงน้ำตลอดเวลาเพื่อระบายความร้อน หลังคาเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาในห้องน้ำระบายกลิ่นอับและทำความสะอาดด้วยยูวีจากธรรมชาติ
ตอนเด็กเขายังไม่รู้สึกว่าตัวเองอินกับธรรมชาตินัก แต่ธรรมชาติก็อยู่รายล้อมตัวอยู่เสมอ เมื่อนึกย้อนถึงช่วงสมัยเด็ก เขาไม่ได้สรุปว่าบรรยากาศช่วงนั้นถูกปลูกฝังให้เขามองธรรมชาติวันนี้เป็นคนป่วยที่ต้องการเยียวยารักษาหรือเปล่า
"ก็จริงนะ ผมอยู่กับธรรมชาติตั้งแต่เด็ก คุณพ่อชอบต้นไม้มาก ชอบไปต่างจังหวัดมาก แต่คุณแม่เป็น City Woman อยู่ในเมืองตลอด เติบโตมาจากสุขุมวิท เป็นคนละแบบกับพ่อ แต่ผมก็มีความสุขกับการเข้าเมือง และมีความสุขมากกับการออกต่างจังหวัด" สิงห์ บอก
กว่าครึ่งชีวิตของสิงห์ อินทรชูโต เติบโตจากต่างถิ่น เขาออกเดินทางไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 15 ปี และใช้ชีวิตและเรียนนาน 20 ปีในต่างประเทศพร้อมกับวุฒิบัตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต
เขาเล่าว่า ซีแอตเทิล เมืองที่เขาไปอยู่กับ host parent เป็นเมืองที่รายล้อมด้วยสภาพธรรมชาติล้วนๆ แทบไม่มีอารมณ์เมืองอยู่เลย แต่ชีวิตไม่เคยเหงาเพราะเขามีกิจกรรมเล่นสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา
"ตอนไปเรียนต่อที่เยอรมนี ผมก็ไปอาศัยอยู่เมืองที่เก่ามากสมัยจักรวรรดิโรมัน มีเนินเขาให้วิ่ง ผมชอบมาก ตอนนี้ผมหลับตายังเห็นภาพของเนินเขาที่วิ่งเกือบทุกเย็น มันอาจเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มั้งครับที่ทำให้ผมรู้สึกว่า เราน่ารักษามันนะ พอมาเรียนสถาปัตยกรรม ยิ่งเรียนสูงถึงระดับปริญญาเอก ยิ่งคิดว่า ประเด็นอะไรที่เราอยากจะอยู่กับมันตลอดชีวิต"
ช่วงเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสสาชูเซ็ต หรือเอ็มไอที เป็นช่วงที่เขาสารภาพว่าสาหัสสากรรจ์ และเป็นช่วงที่เขาจำเป็นต้อง "ตกผลึก" ตัวเองกับเส้นทางในวันข้างหน้า
เขายอมรับว่า เขาเองก็เหมือนกับสถาปนิกทุกคนที่ไม่อยากทำอะไรเหมือนคนอื่น อยากทำอะไรที่แตกต่าง แต่พอกวาดตามองรอบๆ แล้วกลับพบว่า งานนวัตกรรมที่แตกต่างมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เห็นแต่งานทำซ้ำที่ลอกกัน จึงเป็นเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ และทำให้เขาโผล่ความคิดออกมาว่า
"จบปริญญาเอกทั้งที ผมอยากทำเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ต้องเป็นสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่เสมอ "
กว่าจะตกผลึกตกตะกอนเป็นสถาปนิกที่โฟกัสด้านสิ่งแวดล้อม สิงห์ใช้เวลาค้นหาตัวเองอยู่ระยะหนึ่ง
ตอนที่เขาเริ่มเรียนปริญญาเอกช่วงปีแรก เป็นช่วงปีที่เขาสนุกสนานไปกับกิจกรรมรอบตัว เขาบอกว่า อยู่ในเอ็มไอทีมีสารพัดเรื่องราวดึงดูดให้เขาไปเรียนรู้
"เห็นคนเล่นหุ่นยนต์บังคับผมก็ไปเล่น เขาทำโครงการอวกาศกันผมก็สนใจ เขาคุยเรื่องการเมือง ประวัติศาสตร์อเมริกันผมก็ไปฟัง ชอบไปทุกอย่าง สนุกมาก ปีแรกเละเลย สนุกมากเหมือนอยู่ในร้านขายขนม สุดท้ายก็ไม่ได้ ถ้าเราไม่โฟกัส เราจะไม่สามารถลงลึกได้ในระดับปริญญาเอก"
พอเริ่มปรับเลนส์ ภาพเบื้องหน้าก็เริ่มชัดขึ้น เป็นความคมชัดที่เขาบังคับตัวเอง และบอกกับตัวเองอย่างหนักแน่นว่า "สิงห์ นายต้องลงลึกแล้วนะ ไม่งั้นจะชอบไปหมด ตื้นๆ ไปหมด ไม่ได้แล้ว"
หลายโอกาสเมื่อถูกถามถึงเส้นทางก้าวสู่อาชีพสถาปนิก สิงห์ไม่เคยลังเลที่จะตอบว่า เขารู้ตัวมานานแล้วว่าคืออนาคตของเขา
"ผมก็ประหลาดใจกับตัวเองเหมือนกันนะ ผมไม่เคยซีเรียส หรือเคร่งครัดตัวเองในเรื่องอนาคต แต่พอคนถามผมว่าอยากเป็นอะไร ผมจะตอบว่า ผมอยากเป็นสถาปนิก ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ก่อนไปต่างประเทศอีก คือผมไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง เลยไม่เคยคิดว่าอยากเป็นหมอ หรือสมัยเด็กเห็นทหารมาเติมน้ำมันผมก็ไม่รู้สึกอยากเป็นทหาร"
เข็มทิศที่ชี้ตรงไปสู่อาชีพสถาปนิกแน่วแน่เหมือนกับที่ชี้ไปยังทิศเหนือ ส่วนหนึ่งมาจากแผนการเรียนที่ตกลงกันในครอบครัวก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวไปเรียนต่อมัธยมปลายที่ซีแอตเทิล เนื่องจากสิงห์พิเคราะห์ตัวเองแล้วว่าไม่เดินสายศิลป์แน่นอน เพราะไม่ชอบประวัติศาสตร์ ไม่ชอบภาษา ไม่ชอบวิชาสังคม ขณะเดียวกัน พอพิจารณาแผนการเรียนสายวิทยาศาสตร์ เขาสนใจสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ออกแนวฮาร์ดคอร์นัก โดยเลือกแผนการเรียนที่มีศิลป์แซมมาบ้าง และอาชีพที่เป็นไปได้สำหรับแบบแผนดังกล่าวคือ สถาปนิก
"ฟิสิกส์ผมแย่มากที่เมืองไทย แต่ผมไปอยู่อเมริกาผมกลับเป็นติวเตอร์ฟิสิกส์ มันเหมือนกับสุกงอม เหมือนอยู่เมืองไทยเราไม่มีโอกาสสุกงอม ไปอยู่ที่นั่นผมถึงสุกงอม ไม่รู้เป็นเพราะอะไร หรือผมมุ่งมั่นมากกว่า ได้ช่วยตัวเองมากกว่า ไม่มีใครมาบังคับ บังคับตัวเองมันแรงกว่านะครับ คนอื่นบังคับ เราก็หลบๆ เอา แต่บังคับตัวเองผมว่ามันแรง หลบไม่ได้" สิงห์หัวเราะตบท้ายประโยค
ช่วงชีวิตกว่า 2 ทศวรรษในต่างประเทศ 3-4 ปีกลับบ้านครั้งหนึ่ง ภาพประเทศไทยแทบจะไม่เหลือค้างอยู่ในความคิดคำนึงถึงมากนักสำหรับเขา แต่พอถึงช่วงเวลาตัดสินใจกลับเมืองไทย เสียงรอบข้างออกแนวคัดค้านมากกว่าสนับสนุน สำทับด้วยภาพลบต่างๆ นานา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปากเพื่อนคนไทยด้วยกันเอง
"ช่วงที่กลับมาผมเตรียมใจไว้มากว่าอาจเผชิญกับสิ่งไม่ดี เพราะทุกคนบอกว่าอย่างนั้น ผมก็เตรียมใจมาตั้งแต่หนึ่งปีก่อนกลับแล้ว แต่ผมก็ไม่ลังเลมากนะ เพราะมีความคิดว่า ถ้าอยู่ไม่ได้ ก็ไม่น่ายากที่จะไปอยู่ประเทศอื่น ทุกคนชอบพูดว่า ผมจะอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก่อนกลับมาผมก็ไม่ได้แฮปปี้กับการกลับเท่าไร แต่ก็พร้อมกลับ และก็พร้อมที่จะไปอีกรอบหนึ่ง" สถาปนิกโครงสร้างที่จับงานออกแบบแนวรักษาสิ่งแวดล้อม กล่าว
เขาบอกความรู้สึกตอนนั้นว่า ไม่ได้ถึงกับพิศวาสอยากกลับเมืองไทยนัก แต่ไม่ได้กลัว เพราะชีวิตที่หนักหนาสากรรจ์จากการเรียนระดับปริญญาเอกที่เอ็มไอทีทำให้เขาแกร่งจนไม่คิดว่าจะมีอะไรยากเย็นแสนเข็ญไปมากกว่านั้นอีกแล้ว ย้อนนึกถึงช่วงปีสุดท้ายก่อนจบดอกเตอร์ เขาบอกว่า "ผมแย่มากเลยตอนนั้น สภาพผมแย่มาก มันคงไม่มีอะไรหนักกว่านั้นแล้วละ"
ทว่า พอกลับมาเมืองไทยเขาพบว่า ไม่ได้มีสิ่งเลวร้ายอย่างที่คนเขาบอก ก่อนกลับมาหลายคนพูดถึงเมืองไทยอย่างเลวร้ายว่าเต็มไปด้วยคนขี้อิจฉา อากาศร้อน มลพิษเต็มเมือง จราจรโกลาหล ฟังแล้วประดุจนรกอีกขุมหนึ่ง เขายังจำเสียงทักท้วงที่กรอกหูได้ว่า "เอ็งอยู่ที่นี่มา 20 กว่าปีแล้ว หมดสิทธิ์ ไปเดี๋ยวก็วิ่งแจ้นกลับมา เสียเวลาเปล่าๆ "
เสียงข่มขู่ไม่ได้ทำให้เขาฝ่อ แต่เพื่อความไม่ประมาทเขาจึงเตรียมแผนบีเอาไว้รับมือ
การทำงานตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี ทำให้เขาสะสมประสบการณ์ไว้พอตัวชนิดที่เรียกว่าสามารถสมัครงานได้ทุกที่ ประสบการณ์ทำงาน 5-6 ปีบวกกับปริญญาเอก ถือเป็นใบเบิกทางให้เขาสามารถดำรงชีพและประกอบอาชีพอยู่ในต่างประเทศได้ หากรับมือกับเมืองไทยไม่ไหวจริงๆ
แต่พอกลับมาเมืองไทย สิ่งที่เขาพบกลับเป็นคนละเรื่องกลับสิ่งที่ได้รับฟัง สิงห์บอกว่าเขามีความสุขมาก เขาบอกว่าปีแรกที่กลับมาเหมือนอยู่บนสวรรค์ สิ่งที่คนบ่นว่าร้อน เขาก็คิดว่า นึกว่าจะร้อนกว่านี้ สิ่งที่คนบอกกันว่าคนนิสัยไม่ดี เลว อิจฉาริษยา เขายังไม่เจอ ไม่ได้รู้สึกว่ามีคนปัดแข้งปัดขากัน
"ผมกลับมาก็เห็นมีแต่คนสนับสนุนให้ทำนั่นทำนี่ ผมรู้สึกว่า ตื่นขึ้นมาทุกเช้าตอนที่มาปีแรก บอกโอ้โหทำไมตัดสินใจถูกอย่างนี้ ตื่นมาแล้วมีความสุข อบอุ่น อุ่นใจตลอดเวลา 2-3 ปีแรกเป็นสวรรค์ของผมเลย ถ้าเรียก Culture Shock ก็ขอช็อกแบบนี้นานๆ หน่อย" สิงห์ยิ้มกริ่ม
เขาบอกว่า พูดไปคงไม่มีใครรู้หรอกว่า มีความสุขขนาดไหน และรู้ว่าการกลับมาบ้านเกิดอีกครั้งไม่ได้คิดผิด
เพื่อนฝูงของสิงห์มักมองว่า เขาเป็นคนมองโลกแง่ดี อยู่ด้วยแล้วไม่ค่อยมีปัญหา สำหรับเขามองว่าเป็นธรรมชาติของตัวเองไม่ได้ตั้งใจมองโลกในแง่ดี เพราะไม่เห็นประเด็นต้องมองในทางลบ บางครั้งไม่พอใจอะไรก็บ่นเป็นธรรมดาสามัญของปุถุชน แต่บ่นเสร็จก็จบกันไม่ได้ฝังอยู่ในหัว และไม่ได้ส่งต่อ
"ผมคิดว่าคนที่เขาบอกว่าอยู่ไม่ได้ เขาอาจมีความทรวงจำบางอย่าง แต่ผมไม่มีความทรงจำอะไร หรือต้องปรับตัวเข้ากับอะไร ผมไม่ได้วางแผนอยู่เมืองไทยตลอดไป และผมก็ไม่ได้วางแผนปรับตัวเข้ากับอะไร เลยไม่เคยปรับตัวเข้ากับเมืองไทย ผมไม่ได้คิดจะปรับตัว ฉะนั้น ผมก็มีความสุขของผมตามแบบที่ผมเป็น"
สิงห์บอกว่า สิ่งที่หล่อหลอมให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้ต้องขอบคุณชีวิตที่ซีแอตเทิล และคนรอบข้างที่นั่น เขาพบว่าคนรอบข้างเขามีแต่คนดี การเติบโตอยู่กับคนแปลกหน้าที่เป็นคนดีคือโชคดีของเขา สิงห์ค่อนข้างแน่ใจด้วยซ้ำว่า หากคนรอบข้างเป็นคนไม่ดี เขาคงเป็นคนที่เลวร้ายมาก เพราะมองว่าตัวเขาเองโดยพื้นฐานไม่ได้เป็นคนดี
"ผมรู้สึกว่าคนรอบข้างดีมาก ทำให้ผมอัพตัวเองตลอดเวลา เพราะคนเหล่านี้มีสแตนดาร์ดสูง ถ้าเราจะอยู่กับเขา เราต้องปรับตัว เรารู้เราเป็นคนไม่รับผิดชอบ พอเห็นคนรับผิดชอบแล้ว ถ้าเราไม่รับผิดชอบก็อยู่กับเขาไม่ได้สิ หรือคบกับคนที่นิสัยดีใจดี ถ้าเรานิสัยไม่ดีและใจร้าย ใครเขาอยากอยู่กับเรา"
เช่นเดียวกัน คนรอบข้างในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่สิงห์บอกว่า น่ารักมาก ช่วยเหลือกันสุดๆ ไม่มีปัญหา
ถามถึงโลกในฐานะบ้านหลังใหญ่ สิงห์ให้มุมมองว่า โลกใบนี้เล็กมาก ใครก็ตามที่มองเห็นโลกเป็นโลกใบเล็กพวกเขามักระวัง เนื่องจากเห็นเป็นของเปราะบางน่าถนุถนอม ถ้าคนเห็นโลกใบนี้เป็นโลกใบใหญ่ ถลุงยังไงก็ได้ มักเอาเปรียบโลกอย่างไม่หยุดหย่อน
เขามองเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโลกย่อมส่งผลกระทบไปหมด ไม่ต่างกับผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเมื่อครั้งไทยเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือวิกฤตสภาพแวดล้อมจากการระเบิดของภูเขาไฟในอินโดนีเซียที่ฝุ่นควันลอยไปไกลถึงมองโกเลีย
สิงห์บอกว่า โลกใบนิดเดียวแต่ประชากรเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน ซ้ำยังไม่ช่วยกันดูแลอีก
"ถ้าเราเจาะน้ำมันลงไป หรือถางป่า ตัดภูเขา มนุษย์ไม่ได้มองว่ามันคือ แผลผ่าตัด แต่เราไปมองว่าเป็นเข็มที่มาสะกิดที่ผิว คนคิดอย่างนั้นถึงได้ถลุงกันเสียอย่างนี้ มันก็เลยมองในสเกลว่าเป็นแค่เข็ม ฉะนั้นเลยไม่ทำอะไร"
เขายกบุคลาธิษฐานต่อไปว่า หากหกโมงเช้ามีคนถูกเข็นไปห้องผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนไต ความรู้สึกของคนนั้นจะแตกต่างออกไปจากการรู้สึกว่าถูกเข็มสะกิด สิงห์ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เราผ่าตัดโลกจนแย่แล้วแต่กลับมองว่าเป็นแค่เข็มสะกิดผิวโลก ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จบสิ้น
แม้โลกหรือบ้านหลังใหญ่ในมุมคิดของสิงห์ถูกถลุงจนเละตุ้มเปะเหมือนคนโดนผ่าตัดแล้วไม่สามารถคืนสู่สภาพปกติได้ แต่คนมองโลกแง่ดีอย่างสิงห์ยังเชื่อว่า โลกยังอยู่ต่อได้ ถ้ามนุษย์หยุดถลุง
"ถ้าเราหยุดไม่ไปผ่าต่อก็อยู่ได้ เหมือนกับเหลือขาสองข้าง แขนไม่มีแล้วอยู่ต่อได้ไหม อยู่ต่อได้ ถ้าตัดขาตัดแขน ตัดทุกอย่างมันก็ไม่เหลือ ตอนนี้ถือว่าสายไหม ยอมรับว่าสาย เพราะมันกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมไม่ได้"
ถึงร่างกายของโลกไม่สมประกอบไปแล้วก็ตาม เขามองว่าหากทุกคนช่วยกันทำ อย่างน้อยโลกยังไม่ตาย ยังมีลมหายใจอยู่ต่อไป และอาจพักฟื้นทำกายภาพบำบัดกลับมาเดินได้เหมือนเดิม
"คงไม่ใช่เราหรือคนรุ่นเรา อาจเป็นคนรุ่นหลานเรา แต่อย่างน้อยมันมีโอกาสที่จะหยุดทำลาย อย่างน้อยเรารู้ว่าโลกนี้ ต้นไม้ยังโตใหม่ได้ ฝนยังตกลงมาชะล้าง แสงอาทิตย์ยังเป็นพลังงานได้อยู่ ลมยังเป็นพลังงานได้อยู่ โอกาสฟื้นยังมีอยู่" คนมองโลกแง่ดีให้ความหวัง
Tags : สิงห์ อินทรชูโต • สถาปนิก
