มีคำสำนวนไทยอยู่ว่า "มากหมอ ก็มากความ" หมายถึงยิ่งหลายคนยิ่งหลายความเห็น ไม่ได้หมายถึงหมอจริงๆ หรอกนะ แต่ก็ไม่ต่างกันเท่าไร
หลายครั้งที่คนเป็นโรคแล้ว หาสาเหตุไม่เจอ กินยามาเป็นเดือน ก็ยังไม่หายขาด กลายเป็นโรคเรื้อรัง ที่ต้องอาศัยยามาช่วยบรรเทาอาการ นับวันปริมาณยายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คำถามก็คือ มันอาจไม่ใช่ คำตอบที่ถูกต้อง และน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ถูกมองข้ามไป
สุดท้ายต้องพึ่งคำสอนของพุทธศาสนาว่าด้วยอริยสัจ 4 เพื่อหาทางดับทุกข์ (โรค) ว่าด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
สมุทัยเวชศาสตร์ หรือ Functional Medicine เป็นการแพทย์ทางเลือกใหม่ที่มีวิธีคิดสอดคล้องแนวคิดของพุทธศาสนาว่า ถ้าอยากแก้ปัญหาให้หมดสิ้นต้องแก้ตรง "ต้นเหตุ"
หลักการคือแพทย์ที่ทำการรักษาต้องเปลี่ยนมุมมองจากการวิเคราะห์อาการ ไปพิจารณาต้นตอปัญหาในระดับเซลล์ หรือระดับชีวเคมีเพื่อค้นหาสาเหตุ เริ่มต้นจากการตรวจหาภาวะพร่องทางโภชนาการของฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการทำงานปกติเพื่อหาทางทดแทน (Replace)
ตามมาด้วยการตรวจหาของเสีย สารพิษ การติดเชื้อแฝงโลหะหนักหรือสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อกำจัด (Remove)
ต่อมาให้ตรวจหาตัวบ่งชี้เพื่อซ่อมแซม (Repair) และอันดับสี่มองหาแนวการฟื้นฟู (Rebuild) ระบบการทำงานของร่างกายที่เสียหายไป
นพ.ต่อศักดิ์ ทิพย์ไพโรจน์ แพทย์ผู้บุกเบิกสมุทัยเวชศาสตร์ในประเทศไทย อธิบายว่า Functional Medicine ไม่ใช่การรักษาแบบแพทย์ทางเลือก แต่เป็นการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ แต่เพิ่มแนวคิดธรรมชาติบำบัดเข้ามาผสมผสาน
สมุทัยเวชศาสตร์จึงเปรียบเสมือน "สะพาน" ที่เชื่อมระหว่างการแพทย์ปัจจุบันกับแพทย์ทางเลือก จากเดิมที่มี 2 แนวทางในการรักษาโรค แนวทางแรก คือ การใช้ยา หรือสารเคมี หรือวิธีการใดๆ ก็ตามที่เข้าไปจัดระบบการทำงานของร่างกาย ส่วนอีกแนวทางคือ การใช้วิธีธรรมชาติในการฟื้นฟูร่างกายด้วยธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือก
"เราไม่ปฏิเสธว่า การรักษาด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันผิด เพียงแต่ว่ามันเหมาะกับการรักษาเฉพาะหน้าป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามต่อไป แต่ในกรณีที่เป็นโรคเรื้อรัง อาจต้องใช้มุมมองอีกทางหนึ่งคือย้อนไปดูที่ต้นเหตุของปัญหา เปรียบเหมือนคนเราเป็นต้นไม้หนึ่งต้น มีกิ่งก้านสาขาที่มองเห็นคล้ายอาการของโรคที่แสดงออกมาชัดเจน " นพ.ต่อศักดิ์ อธิบาย
ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีเครื่องมือทันสมัยมากมาย แต่กลับพบว่า คนเป็นโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนวิธีการรักษามุ่งเน้นแนวทาง "ตั้งรับ" มากกว่า "ป้องกัน" ไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่ต้น
พอสาวไปให้ลึกมักจะพบว่า โรคดังกล่าวส่วนมากเกิดจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิต ปัจจัยเหล่านี้สามารถใช้วิธีการรักษาแบบ โลว์เทค เมดิซีน
นพ.ต่อศักดิ์ แจกแจงว่า การให้ความใส่ใจในกระบวนการทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกายช่วยให้ทราบถึงความไม่สมดุลของระบบการทำงานนั้น อันเป็นเหตุพื้นฐานของการเกิดโรค และแสดงอาการของโรคได้ดีกว่า ซึ่งจะนำไปสู่หนทางในการปรับปรุง ฟื้นฟู ส่งเสริมการทำงานของร่างกาย โดยวิธีทางธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหาโรคเรื้อรังในระยะยาวได้มากกว่าการตรวจแบบทั่วไป
ความต่างคือ แนวทางสมุทัยเวชศาสตร์ช่วยทำให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายจากการรักษาไปตามอาการ และลดความเสี่ยงจากการวินิจฉัยที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่มีสาเหตุการเจ็บป่วยที่คลุมเครือ ซับซ้อน มีอาการครอบคลุมไปในหลายระบบของร่างกาย
“แพทย์โดยทั่วไปมักมุ่งหาคำตอบว่าจะต้องใช้ยาหรือเครื่องมืออะไรที่จะบรรเทารักษาอาการเจ็บป่วย แต่แพทย์สมุทัยเวชศาสตร์มุ่งตรวจวินิจฉัยอย่างจริงจังว่าอะไรคือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยนั้นๆ แล้วจึงเสนอทางเลือกสำหรับการป้องกันหรือบำบัดรักษานอกจากยาหรือการผ่าตัด ด้วยการปรับปรุงโภชนาการ เสริมอาหาร จัดการด้านอารมณ์ ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย ฝังเข็ม นวด และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ”
สำหรับผู้เจ็บป่วยเรื้อรังนั้นสิ่งที่จำเป็นคือต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงเพื่อการวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกันสำหรับผู้ที่ยังไม่อยู่ในขั้นเจ็บป่วย แต่อาการทางกายส่งสัญญาณบอกเหตุว่าระบบร่างกายกำลังผิดปกติต้องรีบแก้ไข ตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ภูมิแพ้เรื้อรัง โรคออทิสติก (สมาธิสั้น)
ส่วนผู้ใหญ่มักเป็นโรคภูมิแพ้ตนเอง โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง ภาวะการอักเสบของเส้นเอ็น การเสื่อมสภาพของเซลล์ประสาท โดยไม่ทราบสาเหตุ
แพทย์นักสืบอธิบายว่า บางครั้งคนเป็นโรคเรื้อรังอาการเดียวกันแต่สาเหตุของโรคแตกต่างกัน การรักษาต่างกัน เช่นเดียวกับการรณรงค์ให้รับประทานอาหาร 5 หมู่สำหรับทุกคนอาจไม่ถูกเสมอไป เพราะอาจเหมาะกับคนกลุ่มหนึ่ง แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญต้องหา " สาเหตุ" ให้พบก่อน ไม่ใช่ใช้ทางเลือกในการรักษาก่อน
“สมุทัยเวชศาสตร์ ไม่ใช่สูตรในการรักษาแบบสำเร็จรูป แต่เป็นศาสตร์การรักษาแบบใหม่ ที่เรียกว่า " เพอร์ซัลแนลไลฟ์เมดิซีน (personal life medicine) เหมือนกับการตัดเสื้อเฉพาะตัวคน “
ค่าใช้จ่ายในการรักษาตามแนวสมุทัยศาสตร์ถือว่าสูงกว่า เพราะค่าตรวจในห้องปฏิบัติการต่างประเทศประมาณ 4- 5หมื่นบาท ส่วนระยะเวลาในการรักษาช่วงแรกประมาณ 1-2 เดือน และยังต้องพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา
ในต่างประเทศจะมีสถานที่ฟื้นฟู และมีผู้ดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย อารมณ์ ฯลฯ เพื่อประคับประคองให้ผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ ทุกขั้นตอนแพทย์สมุทัยเวชศาสตร์จะตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุพื้นฐานอย่างละเอียด วางแผนการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสมเฉพาะบุคคล เน้นสร้างเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูระบบการทำงานของร่างกายและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผู้ป่วย
ไม่ได้มุ่งจะเอาชนะคะคานโรคเพียงอย่างเดียว
Tags : สมุทัยเวชศาสตร์
