กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 6 มีนาคม 2553 04:00

หมดเวลา เล่นซ่อนหากับโรค

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

มีคำสำนวนไทยอยู่ว่า "มากหมอ ก็มากความ" หมายถึงยิ่งหลายคนยิ่งหลายความเห็น ไม่ได้หมายถึงหมอจริงๆ หรอกนะ แต่ก็ไม่ต่างกันเท่าไร

หลายครั้งที่คนเป็นโรคแล้ว หาสาเหตุไม่เจอ กินยามาเป็นเดือน ก็ยังไม่หายขาด กลายเป็นโรคเรื้อรัง ที่ต้องอาศัยยามาช่วยบรรเทาอาการ นับวันปริมาณยายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   

คำถามก็คือ มันอาจไม่ใช่ คำตอบที่ถูกต้อง และน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ถูกมองข้ามไป 

สุดท้ายต้องพึ่งคำสอนของพุทธศาสนาว่าด้วยอริยสัจ 4 เพื่อหาทางดับทุกข์ (โรค) ว่าด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

สมุทัยเวชศาสตร์ หรือ Functional Medicine เป็นการแพทย์ทางเลือกใหม่ที่มีวิธีคิดสอดคล้องแนวคิดของพุทธศาสนาว่า ถ้าอยากแก้ปัญหาให้หมดสิ้นต้องแก้ตรง "ต้นเหตุ" 

หลักการคือแพทย์ที่ทำการรักษาต้องเปลี่ยนมุมมองจากการวิเคราะห์อาการ ไปพิจารณาต้นตอปัญหาในระดับเซลล์ หรือระดับชีวเคมีเพื่อค้นหาสาเหตุ  เริ่มต้นจากการตรวจหาภาวะพร่องทางโภชนาการของฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการทำงานปกติเพื่อหาทางทดแทน (Replace)  

ตามมาด้วยการตรวจหาของเสีย สารพิษ การติดเชื้อแฝงโลหะหนักหรือสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อกำจัด (Remove) 

ต่อมาให้ตรวจหาตัวบ่งชี้เพื่อซ่อมแซม (Repair)  และอันดับสี่มองหาแนวการฟื้นฟู (Rebuild) ระบบการทำงานของร่างกายที่เสียหายไป

นพ.ต่อศักดิ์   ทิพย์ไพโรจน์  แพทย์ผู้บุกเบิกสมุทัยเวชศาสตร์ในประเทศไทย อธิบายว่า Functional Medicine ไม่ใช่การรักษาแบบแพทย์ทางเลือก แต่เป็นการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ แต่เพิ่มแนวคิดธรรมชาติบำบัดเข้ามาผสมผสาน 

สมุทัยเวชศาสตร์จึงเปรียบเสมือน "สะพาน" ที่เชื่อมระหว่างการแพทย์ปัจจุบันกับแพทย์ทางเลือก  จากเดิมที่มี 2 แนวทางในการรักษาโรค  แนวทางแรก คือ การใช้ยา หรือสารเคมี หรือวิธีการใดๆ ก็ตามที่เข้าไปจัดระบบการทำงานของร่างกาย ส่วนอีกแนวทางคือ การใช้วิธีธรรมชาติในการฟื้นฟูร่างกายด้วยธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือก 

"เราไม่ปฏิเสธว่า การรักษาด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันผิด เพียงแต่ว่ามันเหมาะกับการรักษาเฉพาะหน้าป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามต่อไป แต่ในกรณีที่เป็นโรคเรื้อรัง อาจต้องใช้มุมมองอีกทางหนึ่งคือย้อนไปดูที่ต้นเหตุของปัญหา เปรียบเหมือนคนเราเป็นต้นไม้หนึ่งต้น มีกิ่งก้านสาขาที่มองเห็นคล้ายอาการของโรคที่แสดงออกมาชัดเจน "  นพ.ต่อศักดิ์ อธิบาย

ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีเครื่องมือทันสมัยมากมาย แต่กลับพบว่า คนเป็นโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนวิธีการรักษามุ่งเน้นแนวทาง "ตั้งรับ" มากกว่า "ป้องกัน" ไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่ต้น 

พอสาวไปให้ลึกมักจะพบว่า โรคดังกล่าวส่วนมากเกิดจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิต  ปัจจัยเหล่านี้สามารถใช้วิธีการรักษาแบบ โลว์เทค เมดิซีน

นพ.ต่อศักดิ์ แจกแจงว่า การให้ความใส่ใจในกระบวนการทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกายช่วยให้ทราบถึงความไม่สมดุลของระบบการทำงานนั้น  อันเป็นเหตุพื้นฐานของการเกิดโรค  และแสดงอาการของโรคได้ดีกว่า ซึ่งจะนำไปสู่หนทางในการปรับปรุง ฟื้นฟู ส่งเสริมการทำงานของร่างกาย โดยวิธีทางธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหาโรคเรื้อรังในระยะยาวได้มากกว่าการตรวจแบบทั่วไป 

ความต่างคือ แนวทางสมุทัยเวชศาสตร์ช่วยทำให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ลดการสูญเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายจากการรักษาไปตามอาการ และลดความเสี่ยงจากการวินิจฉัยที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่มีสาเหตุการเจ็บป่วยที่คลุมเครือ ซับซ้อน มีอาการครอบคลุมไปในหลายระบบของร่างกาย

“แพทย์โดยทั่วไปมักมุ่งหาคำตอบว่าจะต้องใช้ยาหรือเครื่องมืออะไรที่จะบรรเทารักษาอาการเจ็บป่วย แต่แพทย์สมุทัยเวชศาสตร์มุ่งตรวจวินิจฉัยอย่างจริงจังว่าอะไรคือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยนั้นๆ แล้วจึงเสนอทางเลือกสำหรับการป้องกันหรือบำบัดรักษานอกจากยาหรือการผ่าตัด ด้วยการปรับปรุงโภชนาการ เสริมอาหาร จัดการด้านอารมณ์  ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย  ฝังเข็ม นวด และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ”

สำหรับผู้เจ็บป่วยเรื้อรังนั้นสิ่งที่จำเป็นคือต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงเพื่อการวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด  ขณะเดียวกันสำหรับผู้ที่ยังไม่อยู่ในขั้นเจ็บป่วย  แต่อาการทางกายส่งสัญญาณบอกเหตุว่าระบบร่างกายกำลังผิดปกติต้องรีบแก้ไข   ตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ภูมิแพ้เรื้อรัง  โรคออทิสติก (สมาธิสั้น)  

ส่วนผู้ใหญ่มักเป็นโรคภูมิแพ้ตนเอง  โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง ภาวะการอักเสบของเส้นเอ็น การเสื่อมสภาพของเซลล์ประสาท โดยไม่ทราบสาเหตุ      

แพทย์นักสืบอธิบายว่า  บางครั้งคนเป็นโรคเรื้อรังอาการเดียวกันแต่สาเหตุของโรคแตกต่างกัน การรักษาต่างกัน เช่นเดียวกับการรณรงค์ให้รับประทานอาหาร 5 หมู่สำหรับทุกคนอาจไม่ถูกเสมอไป เพราะอาจเหมาะกับคนกลุ่มหนึ่ง แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญต้องหา " สาเหตุ" ให้พบก่อน ไม่ใช่ใช้ทางเลือกในการรักษาก่อน

สมุทัยเวชศาสตร์ ไม่ใช่สูตรในการรักษาแบบสำเร็จรูป แต่เป็นศาสตร์การรักษาแบบใหม่ ที่เรียกว่า " เพอร์ซัลแนลไลฟ์เมดิซีน (personal life medicine) เหมือนกับการตัดเสื้อเฉพาะตัวคน “  

ค่าใช้จ่ายในการรักษาตามแนวสมุทัยศาสตร์ถือว่าสูงกว่า เพราะค่าตรวจในห้องปฏิบัติการต่างประเทศประมาณ  4- 5หมื่นบาท   ส่วนระยะเวลาในการรักษาช่วงแรกประมาณ 1-2 เดือน และยังต้องพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา

ในต่างประเทศจะมีสถานที่ฟื้นฟู และมีผู้ดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย อารมณ์ ฯลฯ เพื่อประคับประคองให้ผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ ทุกขั้นตอนแพทย์สมุทัยเวชศาสตร์จะตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุพื้นฐานอย่างละเอียด  วางแผนการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสมเฉพาะบุคคล  เน้นสร้างเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูระบบการทำงานของร่างกายและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผู้ป่วย

ไม่ได้มุ่งจะเอาชนะคะคานโรคเพียงอย่างเดียว

Tags : สมุทัยเวชศาสตร์

Video

advertisement

advertisement

advertisement