กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 04:00

ปฏิวัติมื้อเช้าแสนวิเศษสไตล์สามแม่ครัว

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เลิกหาข้ออ้างหลีกเลี่ยง "อาหารเช้า" เพราะไม่มีเวลาทำบ้างล่ะ กลัวรถติดไปโรงเรียนไม่ทันบ้างล่ะ ลองอ่านวิธีคุณแม่คนดังเตรียมความพร้อมให้ลูก

อย่างที่รู้กันว่า มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุด ยิ่งสำหรับเด็กวัยเรียนด้วยแล้ว  เพราะเป็นวัยที่ต้องการสารอาหารที่มีประโยชน์มาหล่อเลี้ยงสมองและร่างกาย เพื่อเติมความพร้อมก่อนเข้าห้องเรียน

จากการสำรวจพฤติกรรมรับประทานอาหารเช้าของเด็กนักเรียน พบว่า เด็กกรุงเทพฯ 40% ไม่รับประทานอาหารเช้าทุกวัน สาเหตุมาจาก สภาพชีวิตที่รีบเร่ง ไม่มีเวลา ครอบครัวไม่ทำอาหารเช้าที่บ้าน ทำให้เด็กส่วนใหญ่ เคยชินและไม่รู้สึกหิว เมินผักผลไม้ และผงะกับความคิดที่ว่า พวกเขาต้องการลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารเช้าถึง 4 % 

ในขณะที่ สามคุณแม่ นุสบา ปุณณกันต์ ,ลอร่า ศศิธร วัฒนกุล และดารณีนุช โพธิปิติ ออกมาประกาศเสียงแข็งว่าลูกๆ ของพวกเธอจะไม่ยอมอยู่ในกลุ่มนั้นเด็ดขาด

คุณแม่น้องปุณ  ชิงเล่าก่อนว่า เธอเคยเป็นเด็กดื้อ คำว่าอาหารเช้า อาจไม่ใช่คำที่ต้องใส่ใจมากนักสำหรับเด็กยุคใหม่ แต่วันหนึ่งเธอก็ต้องเปลี่ยนความคิด เพราะร่างกายไม่มีพลัง ไม่มีสมาธิ และหน้ามืด จึงไปพบแพทย์และได้รับการวินิจฉัยว่า ขาดอาหารเช้า กินเพียงพอหรือไม่ หรือเวลาไม่ปกติหรือเปล่า 

ครั้นพอมีลูก นุสบา ปุณณกันต์ จึงเห็นความสำคัญของคำนี้ และยิ่งลูกชายเป็นนักกิจกรรมตัวยง ชอบเล่นกีฬาที่ต้องอาศัยพละกำลังสูง อย่าง ฟุตบอล  เธอจึงต้องเตรียมอาหารเช้าทุกวัน โดยเลือกสิ่งที่ลูกชอบก่อนเป็นอันดับแรก และจะไม่ยัดเยียดสิ่งที่เขาไม่ชอบกินเด็ดขาด  แต่จะใช้วิธีจัดสรรเมนูให้ได้สารอาหารครบทั้งห้าหมู่ และสอนให้รับประทานอาหารให้หมดจาน ว่าของทุกอย่างมีคุณค่า  

เมนูมื้อเช้าบ้านประจำบ้านปุณณกันต์ ได้แก่ โจ๊ก ไส้กรอก ไข่ดาว ซีเรียล ข้าวไข่เจียว ซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามเหมาะสม และเติมผลไม้ น้ำผลไม้ปิดท้ายทุกครั้ง  

มาถึงคิวของคุณแม่ลอร่า ศศิธร วัฒนกุล กันบ้าง เธอเล่าว่าโรงเรียนประจำ ทำให้เธอต้องรับประทานทั้งมื้อเช้า เที่ยง และเย็น เป็นประจำ แถมรอบสาย บ่ายและรอบค่ำอีก และเมื่อได้ใช้ชีวิตมหาวิทยาลัย เธอกลับมีพฤติกรรม ไม่กินข้าวเช้า  ทำให้ปวดหัว และหมดแรง จนกระทั่งมาสนใจเรื่องสุขภาพ ธรรมชาติบำบัด ถึงได้ตระหนักในความสำคัญของอาหารเช้าอีกครั้ง

เธอบอกว่าเลี้ยงลูกแบบโฮมสคูล ทำให้ชีวิตวัยอนุบาลของน้องโมนิก้าสนุกกับอาหารเช้า ใช้เวลากับอาหารเป็นเวลานาน ได้อยู่กับน้ำผลไม้ ผลไม้ ซีเรียล ไข่ดาว ซึ่งเธอขอเลียนแบบดินเนอร์เต็มสตรีม โดยใช้ชื่อว่า Sit down Breakfast  

แต่เมื่อเข้า ป.1 กลับมีชีวิตรีบเร่ง จึงปรับวิถีอาหารเช้าเป็นอาหารแห้งๆ หรืออาหารสำเร็จรูป แถมยังมากินกันในรถ ต้องใช้ผ้ากันเปื้อน ยุ่งยากวุ่นวาย  ทำอยู่ได้เทอมหนึ่ง ก็พบทางสว่างของชีวิต เธอและลูกสาวต้องปรับเวลาตื่น เข้านอนเร็วขึ้นเพื่อจะตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิมสักชั่วโมงครึ่ง แล้วมาเพลิดเพลินกับเมนูโปรดของบ้านวัฒนกุล อย่าง ข้าวผัดฟักทอง และซีเรียล  และทิ้งปัญหาการจราจรด้วยการศึกษาเส้นทางและทดลองวิ่งรถมาแล้ว

คุณแม่คนเก่ง ให้ความเห็นต่อนิสัยไม่กินมื้อเช้าของคนเมือง ว่าเพราะผู้ใหญ่ไม่ชินกับอาหารเช้า แค่ดื่มกาแฟ กับขนมปังสักชิ้น  บางคนก็กลัวเรื่องความอ้วน แล้วอดอาหารเช้า แต่รู้หรือไม่ว่าเด็กๆ กำลังซึมซับทัศนคติไม่ถูกต้องเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว

หากไม่กินมื้อเช้า จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เส้นกราฟอารมณ์จะขึ้นๆ ลงๆ และหิวจัด เพราะไม่ได้อาหารเช้าที่มีคุณค่าเพียงพอ  เธอเล่าต่อว่า เคยสังเกตความผิดปกติของโมนิก้าในวันหยุด ว่าอาหารเช้าในปริมาณน้อยเกินไปจะทำให้เด็กหงุดหงิด กินข้าวเที่ยงทานเยอะ และวิถีการขับถ่ายเปลี่ยนไป

 ฉะนั้นเริ่มต้นหาเมนูที่ลูกชอบ อย่าทำให้จุดเริ่มต้นเกินความฝันจะเอื้อมถึง ด้วยการใช้เวลาเตรียมอาหารไม่มาก รวดเร็วสดใหม่ คัดเลือกวัตถุดิบมีคุณค่า ยกตัวอย่าง วาฟเฟิลสอดไส้หมูบด และพยายามสร้างเมนูตัวเลือกสัก 2 อย่าง เพื่อสร้างความสนุกและไม่รู้สึกเหมือนโดนบังคับ แต่ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูป ควรเพิ่มผักสด เนื้อสัตว์ ลงไป และควรจดบันทึกพฤติกรรมของลูกผ่านอาหารเช้า กลางวัน เย็น เพื่อจะได้นำมาวิเคราะห์ว่าใช่หรือไม่ จากนั้นก็เปลี่ยนเมนูแล้วจดบันทึกไปเรื่อยๆ 

ปิดท้ายที่คุณแม่ท็อป ดารณีนุช โพธิปิติ ซึ่งคุ้นเคยอาหารเช้าตั้งแต่เด็ก สำหรับบ้านนี้ของกินเป็นเรื่องใหญ่ คุณแม่ของท็อปจะตื่นนอนก่อนลูกๆ เพื่อเตรียมอาหารเช้าหลากหลาย ทั้งไทยเทศ เช่น ซุปมะเขือเทศ ขนมปังกระเทียม กุนเชียง เสิร์ฟพร้อมข้าวหม้อใหญ่กินได้หลายคน บางวันก็เป็นอาหารจานเดียว ข้าวหน้าไก่ และดื่มนมเยอะ  และเมื่อเข้าโรงเรียนประจำ ต้องกินอาหารเช้าเป็นนิสัย กลายเป็นคนเอนจอยกับมื้อเช้า 

ไลฟ์สไตล์วัยเด็ก ทำให้ท็อปใส่ใจกับรับประทานอาหารเช้าของลูกๆ โดยจดตารางหนึ่งมื้อ ต้องมีของโปรดและมีคุณค่า เช่น ข้าวผัดปลาแซลมอน ซุปไข่ อาจซ้ำได้ 1-2 สัปดาห์ และเปลี่ยนให้หลากหลาย 

ผลลัพธ์คือพัฒนาการทางร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยไข้ เธอจำไม่ได้แล้วว่านัดหมออีกครั้งเมื่อไรหลังจากฉีดวัคซีน

แต่เธอก็ยังต้องเพิ่มความสนใจในเมนูอาหารมากเป็นพิเศษ เพราะน้องติณห์ ลูกคนเล็กเป็นภูมิแพ้ จึงต้องปรับเมนูอาหารใหม่ ด้วยการเพิ่มวิตามินจากผักสด 

แน่นอนว่าเด็กๆ กับผักนั้น เปรียบเหมือนศัตรูกัน ท็อปแนะนำว่าขั้นแรกต้องอธิบายประโยชน์ให้ลูกฟังก่อน ถ้าไม่เชื่อ ก็จะใช้กุศโลบายบอกลูกว่า ถ้าอยากโดดเด่นต้องกินผัก เด็กกินผักแล้วเท่ และปลูกฝังด้วยวิธีต่างๆ นานา และสุดท้าย คือการปรับใช้เลย ด้วยการเปลี่ยนข้าวขัดขาวเป็นข้าวกล้อง หรือขนมปังโฮลวีต 

ท็อป ดารณีนุช ย้ำว่า พ่อแม่มีบทบาทสูงที่จะสร้างนิยาม "อาหารเช้า" ให้เป็นส่วนหนึ่งของสุขลักษณะนิสัยที่ดีของลูก หากละเลยอาหารเช้า ต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องเสียโอกาส  เสียเวลาป่วยไข้ เสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ

Tags : อาหารเช้า

advertisement

advertisement

advertisement