กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 27 มกราคม 2553 04:00

เตรียมพร้อม...คุณแม่ไฮเทค

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

จะเป็นคุณแม่ทั้งที โอกาสพิเศษแบบนี้ไม่ได้มาง่ายๆ หรอกนะ อย่าปล่อยช่วงเวลานี้ลอยนวล จงฉกฉวยไว้แล้วเพิ่มดีกรีความสนใจ ใส่เทคโนโลยีเต็มพิกัด

“กันไว้ดีกว่าแก้” ยังเป็นเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ว่าอย่าให้ความรักบังตา จนละเลยจูงมือกันไปตรวจสุขภาพก่อนแต่งหรือก่อนวางแผนจะตั้งครรภ์

 เพราะความคิดที่ว่าไม่จำเป็น มากเรื่อง ยุ่งยาก หรือเสียเวลาเปล่าๆ อาจสายเกินไป ถ้ารู้ทีหลังว่าคนที่ร่วมเรียงเคียงหมอนเก็บกักโรคร้ายบางอย่างไว้กับตัว และพร้อมเป็นพาหะนำโรคไปสู่ชีวิตคู่ และลูกน้อยที่กำลังลืมตาดูโลก

  โรคที่สามารถติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ควรรักษาให้หายก่อน โดยเฉพาะโรคที่ต้องตรวจเลือดถึงจะรู้ เช่น หัดเยอรมัน ซิฟิลิส  หรือไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งไวรัสตัวนี้สามารถส่งผ่านทางเพศได้มากกว่าเอดส์ถึง 100 เท่า

  และปัจจุบันมีคนไทยได้รับเชื้อชนิดนี้มากกว่า 5% หรือประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งสามารถลุกลามเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด และสามารถส่งผ่านโรคจากคุณแม่สู่ลูกน้อยได้มากถึง 70%

 แถมการได้รู้ก่อนยังช่วยคุณแม่ตัดสินใจว่าควรจะท้องหรือไม่ หากตรวจพบโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปยังลูกหลานได้ เช่นโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย เลือดออกไม่หยุด เป็นต้น

 หรือแม้กระทั่งหญิงที่มีโรคประจำตัว เช่นหัวใจ ไตวาย ไทรอยด์ จะมีอัตราความเสี่ยงของโรคมากขึ้น และหญิงอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป อาจก่อความเสี่ยงลูกน้อยจะมีความผิดปกติทางโครโมโซมแบบTrisomy 21 หรือปัญญาอ่อน

 แม้การตรวจดังกล่าวจะจำเป็น และสมควรกระทำอย่างยิ่งก็ตาม แต่วิธีผิวเผินอาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว

 แพทย์หญิงพริมรตา ติยะจินดา แห่งวิลลา เมดิกา ศูนย์ดูแลและฟื้นฟูสุขภาพ กล่าวว่า เมื่อวางแผนจะตั้งครรภ์  ควรสนใจเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงล่าสุด เช่นกำจัดสารพิษในเลือด (Chelation Therapy) เสียก่อนตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันโรคออทิสติกในเด็ก ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะโลหะหนักในกระแสเลือดของแม่

 กรรมวิธีการให้น้ำเกลือทางสายเลือด ที่มีสารประกอบประเภท กรดอะมิโน ที่เรียกว่า EDTA ผสมกับวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่ง EDTA จะทำหน้าที่สำคัญในการจับสารโลหะหนัก เช่นตะกั่ว ปรอท สารหนู หรือแคลเซียมส่วนเกิน ซึ่งสะสมตกค้างในเนื้อเยื่อ และพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือดของเรา เพื่อขจัดออกทางระบบปัสสาวะ โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งถึง 3 ชั่วโมง 

 คุณหมอแนะนำต่อว่า หากต้องการให้ทารกในครรภ์ได้รับออกซิเจนเพิ่มจากแม่เพื่อช่วยให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์มากขึ้น คุณแม่ควรบำบัดด้วยออกซิเจน H.O.T ด้วยการนำเลือดออกจากร่างกายประมาณ 50-80 ซีซี ในขวดที่ป้องกันเลือดแข็งตัว จากนั้นจะใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์เป็นตัวพาให้เลือดจัดเรียงตัวเป็นโฟม และผ่านแสงยูวี (UVC Spectrum)

 กระบวนการนี้จะทำให้เลือด เกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่สำคัญขึ้น เปลี่ยนเลือดดำให้เป็นเลือดสีแดงและมีพลัง แล้วหยดเลือดเข้ามาในร่างกายก่อนกลับไปเสกลูกน้อยเข้าท้องคุณแม่

 รวมทั้งการป้องกันตรงเป้า อย่าง วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

 เมื่อภารกิจสำเร็จลุล่วง คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องเสริมภูมิคุ้มกัน โดยเน้นบริโภคโอเมก้า 3 น้ำมันปลา วิตามินซีเป็นประจำ และรับประทานวิตามินบีบางตัวสำหรับลดอาการแพ้ท้องไว้ล่วงหน้า

 แต่วิถีบริโภคตามธรรมชาตินั้น ไม่สามารถหลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยงต่อโรคและพิการได้ จึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอีกครั้งเพื่อสอดส่องดูสิ่งมีชีวิตน้อยๆ
นานมาแล้ว เรารู้จักการถ่าย 2 มิติด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง และกำลังใช้การถ่ายภาพ 3 มิติกันอย่างแพร่หลาย แต่รู้ไหมว่า มันยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์และวินิจฉัยได้แม่นยำ 

 แต่ตอนนี้ เรามีอัลตราซาวด์ 4 มิติ หรือเทคโนโลยีการถ่ายภาพ 40 ภาพต่อ 1 วินาที มีข้อดีที่ทำให้พ่อแม่สามารถจินตนาการตามคำวินิจฉัยของแพทย์ได้ง่ายขึ้น

 เจ้าเครื่องนี้มักนำมาตรวจหัวใจทารกในครรภ์ และจะนำมาใช้ร่วมกับ 2 และ 3 มิติ เพื่อดูความผิดปกติเพิ่มเติมอย่างละเอียด เช่น โครงสร้างกระดูก รวมทั้งตำแหน่งทารก การขยับตัว บ่งชี้เพศได้อย่างชัดเจน และปริมาณน้ำคร่ำ โดยไม่ต้องเจาะน้ำออกมาตรวจอย่างเคย และยังสามารถตรวจความผิดปกติของสมอง ผ่านใบหน้าทารกน้อยได้ด้วย

  เมื่อรอดปากเหยี่ยวปากกามาร้องอุแว้ได้ ก็อย่านิ่งนอนใจ เพราะเทวดาตัวน้อยที่เราเฝ้าทะนุถนอมยิ่งกว่าไข่ในหิน อาจต้องจากไปก่อนวัยอันควร
ผศ.พญ. ปานียา เพียรวิจิตร ผู้จัดการกิจกรรมการแพทย์ บริษัท แกล็กโซสมิทไคลน์ (ประเทศไทย) จำกัด  บอกว่า ในปีหนึ่งๆ เด็ก 4 ล้านทั่วโลกจะเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน

 ฉะนั้น คุณแม่ยุคใหม่จำเป็นต้องพาลูกน้อยไปรับวัคซีนจำเป็น อย่าง บีซีจีและตับอักเสบบีตั้งแต่แรกเกิด ตามด้วยคอตีบ, บาดทะยัก, ไอกรน, โปลิโอชนิดกิน, หัด, หัดเยอรมัน, คางทูม และไข้สมองอักเสบจีอี เป็นอย่างน้อย

 นอกจากนั้น ควรเสริมหรือทดแทนวัคซีนตัวใหม่แกะกล่อง อย่าง วัคซีนฮิบ, ตับอักเสบชนิดเอ, อีสุกอีใส, ไข้หวัดใหญ่, นิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต, โรต้า และเอชพีวี ซึ่งส่วนมากจะเริ่มต้นเดือนที่สอง และเว้นระยะห่างต่างกัน บ้างทุกๆ 2 เดือน หรือ บางตัวเริ่มให้วัคซีนในขวบปีแรก และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

 วัคซีนมีศักยภาพป้องกันโรคได้มากกว่า 90% แต่ที่น่าสนใจคือ นอกจากโรคอุบัติใหม่แล้วยังมีโรคอุบัติเก่า อย่าง มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ หรือ กาฬหลังแอ่น  กำลังจะกลับมา ทำให้วงการแพทย์ตื่นตัวพยายามค้นคว้าวัคซีนป้องกันโรคพวกนี้และผลักดันให้ใช้ได้จริงจัง

 “ในอนาคต อาจเพิ่มรูปแบบการใช้วัคซีนแปะที่ผิวหนัง และขยายขีดความสามารถวัคซีนป้องกันโรคไลฟ์สไตล์คนเมือง อย่าง โปรตีนวัคซีนเพื่อป้องกันภาวะเบาหวาน มะเร็ง หรือความดันไขมันโลหิตสูง  บ้างก็มีผลวิจัยนำ DNA ของเชื้อมาฉีดเข้าร่างกาย เพื่อสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาเอง”


คุณแม่ไฮเทคเตรียมตัวรอรับวิทยาการแพทย์ใหม่ๆ ได้เลย

Tags : ครรภ์ ครอบครัว สุขภาพ ทารก

advertisement

advertisement

advertisement