คำว่า "อัจฉริยะ" ของเด็กในสหัสวรรษนี้ ต้องมีส่วนผสมของเก่ง + ดี และผ่านมาตรวัดความฉลาดถึง 6 ตัวเลยทีเดียว เพียงแค่ IQ - EQ คงไม่พอเสียแล้ว
เริ่ม Qแรกที่พวกเราคุ้นเคยและแสนเชย แต่ก็ขาดไม่ได้ คือ Intelligent Quotient (IQ) วัดกันที่สติปัญญา สามารถคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงปัญหาและแก้ปัญหาได้ ต่อมาคือ Emotional Quotient (EQ) หรือหลายคนเรียกว่าความฉลาดทางอารมณ์ มีความสามารถยับยั้งชั่งใจ มองโลกในแง่ดี รู้จักคุณค่า และปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้
ล่าสุด พ่อแม่ยุคใหม่ยังต้องรู้จักกับ CQ คือ Creativity Quotient ต้องมีวิธีคิด ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ได้ ตามด้วย Play Quotient (PQ) ความฉลาดด้านพลานามัย ความเก่งที่เกิดจากการเล่น และอยู่ร่วมกันในสังคมได้ดี และ Moral Quotient (MQ) มีศีลธรรมและคุณธรรม
ท้ายสุดเกิดขึ้นมาเสริมภูมิต้านทานทางอารมณ์ ได้แก่ Adversity Quotient (AQ) ความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรค อดทนทั้งด้านความยากลำบากทางกาย อดกลั้นทางใจ และจิตวิญญาณ
รู้หรือไม่ว่า IQ EQ และ MQ เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ลูกในครรภ์อายุ 3 สัปดาห์ จะมัวรีรอให้ลูกคลอดออกมา คงสายเกินไปแล้ว
แพทย์หญิงปวีณา ครีมโนทิพย์ ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายเพิ่มเติมว่า สมองของเด็กจะมีการเจริญเติบโตจากการแบ่งตัว และสร้างเป็นเซลล์ประสาทนับล้านเซลล์มากถึง 80% ตั้งแต่ช่วงเวลาอยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 3 ปี
"วิทยาการทางการแพทย์ ทำให้เราค้นพบความลับของชีวิตน้อยๆ ในครรภ์ ทั้งการหายใจเข้าออก เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงท่าทาง ตั้งแต่ไตรมาสแรกนั้นสามารถเพิ่มความหนาแน่นของจุดเชื่อมต่อเส้นใยสมอง และมีการติดต่อระหว่างเซลล์มากกว่าปกติ ทำให้มีพัฒนาการต่อเนื่องจนหนูน้อยลืมตาดูโลก เราจึงต้องเตรียมสมองลูกให้พร้อมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพื่อสะสมแต้มไว้แต่เนิ่นๆ"
หากหนูน้อยได้รับการส่งเสริมและกระตุ้นอย่างถูกต้อง วิถีอัจฉริยภาพคงไม่ไกลเกินเอื้อม
คุณหมอคนสวยแบไต๋ ทางลัดปั้น "ไอสไตน์น้อย" ด้วยรหัสอัจฉริยะ NSPL ที่เหมาะสมกับอายุครรภ์คุณแม่
เริ่มต้นด้วยอักษรตัวแรก N-Nutrition โภชนาการเป็นหน้าที่ของคุณแม่โดยตรง ตั้งแต่วางแผนตั้งครรภ์
คุณแม่ควรบริโภคทั้งอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 และ 6 (DHA / ARA) ซึ่งมีอยู่ในปลาทะเล และน้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน พร้อมกับรับประทานตับ ผักใบเขียว ธัญพืช ส้ม ซึ่งมีโฟลิคเอซิค ช่วยในการสร้างเพียวรีนและไพริมิดีน ช่วยสร้างดีเอนเอของเซลล์ต่างๆ รวมทั้งเซลล์สมอง เม็ดเลือดแดงและเซลล์อื่น เพื่อป้องกันแกนประสาทผิดปกติ (neural tube defect) และภาวะกระโหลกศีรษะไม่ปิด (Anencephaly) ได้มากกว่า 70% รวมทั้งวิตามินบีวันละ 1 เม็ดอย่างสม่ำเสมอ
ที่สำคัญ จะต้องหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ บุหรี่และยาเสพติด รวมทั้งพฤติกรรมซื้อยามารับประทานเอง
มาถึงรหัสตัวที่สอง คือ S-Symphonies เสียงเพลงเปรียบเป็นของคู่กันกับเจ้าตัวเล็ก เพราะเขาจะเริ่มมีพัฒนาการระบบประสาทในการรับฟังตั้งแต่อายุครรภ์ 18 สัปดาห์ และเพลงจะช่วยกระตุ้นหู ตา จมูกให้ทำงานเชื่อมโยงกันดีขึ้น
เราต้องเปลี่ยนจากเสียงเต้นของหัวใจแม่ เสียงลมหายใจ เสียงภายในท้องและลำไส้ตามธรรมชาติ มาเป็นกิจกรรมฟังเพลงร่วมกันสัก 10-15 นาทีต่อวันในช่วงเย็น โดยเลือกเปิดเพลงที่มีเสียงดนตรีจังหวะนุ่ม สบาย ผ่านลำโพงที่ห่างจากหน้าท้อง 1 ฟุตขึ้นไป อย่าใส่หูฟัง หรือเปิดเพลงเสียงดังเกินไป เพราะความรู้สึกเครียดจะเข้ามาแทนที่ความสุข
พ่อแม่จะเล่นบทบาทนักร้องจำเป็น หรือเลือกอ่านกลอน ทำนองเสนาะก็ได้ สมองส่วนควบคุมสติปัญญา ความสนใจและความจำ จะได้รับการกระตุ้น และลูกจะคุ้นเคยและจดจำเสียงของพ่อแม่ มีผลให้หนูน้อยนิ่งเงียบ และลดความดื้อรั้นลงได้
รหัสตัวที่สาม P-Play การเต้น หรือดิ้นไปดิ้นมาตั้งแต่ 8 สัปดาห์ ลูกน้อยจะเริ่มรู้สึกถึงการสัมผัส ถึงเวลาที่คุณแม่จะกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูก ด้วยการหมั่นลูบท้องตัวเองเบาๆ เริ่มจากด้านล่างขึ้นไปถึงสะดือ ระหว่างนั้นพ่อแม่ควรพูดกับลูกด้วยว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพื่อช่วยพัฒนาระบบประสาทของลูก และสามารถเพิ่มระดับให้คุณพ่อนวดท้องเบาๆ เมื่อพ้น 20 สัปดาห์ไปแล้ว
คุณหมอปวีณาเล่าว่า วิธีลูบท้องสามารถเช็คฟีดแบคของลูกได้ ถ้าเขาดิ้น แสดงว่ารับรู้แล้ว ขณะเดียวกันก็สามารถตรวจสอบความผิดปกติได้ด้วย หากเกิดอาการมดลูกหดรัดตัว ต้องหยุดกิจกรรมนั้นแล้วปรึกษาแพทย์ทันที
และอีกกิจกรรมบันเทิงอย่าง นั่งเก้าอี้โยก ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะการทรงตัวอย่างสม่ำเสมอบนเก้าอี้โยกตรงมุมโปรด จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กเรียนรู้การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการพัฒนาระบบประสาทการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวเล็กได้ดี
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 28 เจ้าตัวเล็กจะเริ่มกระพริบตาเพื่อตอบสนองกับแสง เวลานี้คุณแม่ลองเล่นกับลูกน้อยด้วยการเอาไฟฉายส่องที่หน้าท้องครั้งละ 5 นาที วิธีนี้กระตุ้นเซลล์สมอง เส้นประสาทส่วนรับภาพและการมองเห็น เตรียมพร้อมสำหรับการมองเห็นหลังคลอดได้
มาถึงรหัสตัวสุดท้าย L-Language ภาษามีความสำคัญมาก เพราะผลการศึกษาเด็กอายุ 12-26 เดือนของ Janellen Huttenlocher ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยชิคาโก พบว่าเด็กเข้าใจคำศัพท์ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคนในครอบครัวมีการพูดคุยกับลูกบ่อยๆ
แพทย์หญิงปวีณา แนะนำว่า การสวดมนต์ก่อนนอนกับลูกสามารถลงมือทำได้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ผลลัพธ์ที่ได้คือกำไรสองต่อ นอกจากคุณแม่สบายใจ คลายกังวล จิตใจสงบแล้ว ยังช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่น และปลอดภัยด้วย
ถ้าอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ขึ้นไป พ่อและแม่ควรคุยจ๊ะจ๋ากับลูกในเรื่องดีๆ เช่นทักทายหรือเล่าเรื่องต่างๆ โดย ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล สดใส และพูดประโยคซ้ำๆบ่อยๆ เพื่อสร้างความผูกพัน และควรทำทุกวันจนถึงช่วงใกล้คลอด
หรือจะชวนลูกฟังนิทาน เริ่มจากหนังสือที่คุณแม่ชอบ หรือเล่านิทานแต่งเองแสนสนุก โดยใช้น้ำเสียงที่มีจังหวะ และใส่อารมณ์ความตื่นเต้นด้วยน้ำเสียงขึ้น-ลง เพื่อเรียกร้องความสนใจของเจ้าตัวน้อย
ลองนำรหัส NSPL ไปประยุกต์ใช้ตามสไตล์แต่ละคน แล้วมาแลกเปลี่ยนกันก็น่าสนุกไม่น้อย
Tags : พญ.ปวีณา ครีมโนทิพย์ • ไอคิว • ความฉลาด • อารมณ์
