วันอาทิตย์จะนอนตีพุงอยู่บ้านให้สบายอารมณ์สักหน่อย หมาข้างบ้านเห่าขรม เพื่อนบ้านเฮงซวยอีกหลังเปิดเพลงดังลั่น อาทิตย์สำราญเลยอันตรธานไปพริบตา
วางแผนไว้อย่างดิบดีว่า เช้าวันอาทิตย์ หลังจากใส่บาตรทำบุญกรวดน้ำแล้วจะอยู่กับต้นไม่ กวาดสวน รดน้ำผ่อนคลายอารมณ์ พยายามคิดถึงแต่เรื่องดีเพื่อให้จิตใจผ่องใส
แต่แล้วความตั้งใจก็พังทลายสิ้น เมื่อลูกชายวัยรุ่นข้างบ้าน "เบิ้ล" มอเตอร์ไซค์แต่งซิ่งเสียงแผดลั่นแก้วหูแทบทะลุ ใบหน้าคุณเริ่มแดงก่ำ คิ้วขมวดปมเข้าหากัน จมูกย่น และแยกเขี้ยวราวกับหมาบ้า
หากใครตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ ควรจัดการความเครียดโดยด่วน
ดร.นพ.ยุทธนา ภาระนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาด้านการบริหารองค์กรบอกว่า ทุกคนมีโอกาสสัมผัสความเครียดเหมือนกันทุกคน ต่างกันก็ตรงที่สาเหตุที่ของความเครียด ร้อยคนก็ร้อยเรื่อง เครียดมากเครียดน้อยต่างกันไป สิ่งสำคัญอยู่ที่ใครจัดการความเครียดได้ก่อนก็มีความสุขก่อนเท่านั้น
“คนที่มีอารมณ์บูดบึ้ง หรือเครียดตลอดเวลา สมองซีกขวาซึ่งมีส่วนควบคุมการแสดงออกทางสีหน้าจะเกิดความตึงเครียด และส่งผลกระทบถึงสมองซีกซ้ายที่ควบคุมความคิด ทำให้เรียนรู้งานไม่ค่อยได้ดี คิดอะไรไม่ค่อยออก และทำงานไม่ค่อยประสบความสำเร็จในที่สุด” นักจิตวิทยาองค์กรเกริ่นเรียกน้ำย่อย
เวลาที่สมองเกิดความเครียด ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามมันมีผลโดยตรงต่อกล้ามเนื้อใบหน้า กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ และกล้ามเนื้อไหล่ โดยเฉพาะบริเวณกระบอกตา บางคนอาจปวดมากจนนอนน้ำตาไหล หรือนอนเป็นไข้เลยทีเดียว
วิธีรับมือกับอาการเครียดด้วยตัวเองไม่ยากเลย เริ่มต้นใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง คลึงบริเวณที่ปวด เช่น ใต้กระบอกตา ฐานกะโหลกศีรษะด้านหลังใบหู พร้อมกับหายใจเข้า หายใจออกช้าๆ และยาวๆ ก็จะลดความตึงเครียดได้ระดับหนึ่ง
ส่วนคนที่เครียดจนเป็นกิจวัตร จนจิตขาดความสุข อาจใช้วิธีการให้รางวัลตัวเอง เพื่อกระตุ้นจิตให้มีความสุข อาจเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น การให้รางวัลตัวเองเมื่อทำงานสำเร็จ บางคนชอบกินไอศกรีม ก็ซื้อไอศกรีมกินเป็นการฉลองความสำเร็จ เพื่อให้เกิดความสุขหลังการทำงาน และอยากทำมันต่อไปอีก หรือชอบซื้อของก็ไปเดินช็อปปิ้ง เป็นต้น
“คนที่มีอารมณ์ดีอยู่เสมอ นอกจากมีมุมมองต่อสิ่งรอบข้างในแง่สร้างสรรค์แล้ว ร่างกายยังมีพลังทำงานมากกว่าคนที่อารมณ์หมองเศร้า พวกเขาจะมองงานที่ได้รับมอบหมายว่าเป็นเหมือนอุปสรรคมาทดสอบความสามารถ ทำให้มีมานะสู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ” หมออารมณ์ดีแนะแนวแบบชิวๆ
กรณีความเครียดที่มีต้นเหตุจากเรื่องภายในครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ระยะสั้นสามารถใช้ทักษะซ้าย-ขวาหารือเพื่อลดความเครียดได้ แต่ระยะยาวควรจะหันหน้าคุยกันเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง
ทักษะซ้าย ขวาหารือ (self talk) หรือการพูดกับตัวเอง เป็นวิธีที่ใครจะนำไปใช้เพื่อรับมือกับปัญหาชีวิต หลักการคือ การพูดถึงเรื่องที่ทำให้เรามีอารมณ์รู้สึกโกรธ เสียใจ โดยให้มือสองข้างสื่อสารโต้ตอบกัน มือแต่ละข้างผลัดกันพูดถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดอารมณ์พร้อมขยับมือขวาเหมือนมือข้างหนึ่งกำลังพูดกับอีกข้าง
“วิธีการนี้เหมาะใช้ในการพูดคุยกับตัวเองถึงเรื่องที่กังวลใจอยู่ เมื่อทำอยู่สักระยะหนึ่ง เราก็จะเริ่มเข้าใจเรื่องราวได้ดี ด้วยเหตุและความเป็นผล และจะเริ่มผ่อนคลายความกังวล หรือความเครียดลดลงได้ระดับหนึ่ง”
การได้พูดระบายออกมามีส่วนช่วยลดความตึงเครียดให้ลดลงได้ แม้จะเป็นการพูดกับตัวเองก็ตาม เนื่องจากขณะที่กังวลใจร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดออกมาในปริมาณมาก
เมื่อความกังวลใจลดลง ฮอร์โมนความเครียดก็ลดลง และมีผลให้ใบหน้าเราแก่ช้าลง ทางการแพทย์การขยับมือขวาจะมีผลให้สมองซีกซ้ายถูกกระตุ้น ทำให้ความคิดของเรามีความคมชัดมากขึ้น ความสับสนน้อยลง
นอกจากนี้ ในกลุ่มคนขี้เหงา หรือต้องอยู่คนเดียว ควรหากิจกรรมทำ เช่น การพูดคุยกับคนอื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุควรพบปะเพื่อน หรือเข้าชมรมทำกิจกรรม เพื่อให้สมองไม่เฉื่อยชา ลีบเล็กหรือฝ่อไปตามกาลเวลา รวมถึงได้ฝึกทักษะเฉพาะตัวเพิ่มขึ้น และจิตใจก็มีความสุข
สำหรับคนไหนที่ชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวด หรือบูดบึ้งตลอดเวลา ไม่บริหารกล้ามเนื้อให้ยิ้มแย้มเลย กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าจะถูกใช้งานมากกว่าปกติ ทำให้เสียรูปลักษณ์ใบหน้าที่สวยงาม และแก่ไวกว่าคนทั่วไป
“ทักษะการผ่อนคลายอารมณ์เครียด ยิ่งทำบ่อยเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่ต่างจากการออกกำลังกาย ทำได้ทุกวันได้ยิ่งดี จะช่วยบริหารสมอง และควรทำต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณครึ่งชั่วโมงควบคู่กับการออกกำลังกายประจำวันเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ”ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว
หากอ่านแล้วไม่จุใจใครอยากรู้เคล็ดไม่ลับในการอารมณ์ดีเพิ่มเติม หรือกิจกรรมที่จะช่วยให้สมองมีความคิดในเชิงสร้างสรรค์จากอารมณ์ที่มีความสุขสามารถเข้าไปเป็นสมาชิกชมรมคิดบวกกันได้ที่ www.howareyou.co.th
Tags : เครียด ความเครียด จิตวิทยา
