ไม่ได้มีเฉพาะแต่รอบตัวเรา ที่ดูจะมีการปะฉะดะกันอยู่ทุกที่ แต่โรคภัยเก่าแก่ที่เคยเก็บเข้ากรุมานานก็ดูจะกลับมารอนราญพวกเราอีก
อย่างโรคมาลาเรีย ล่าสุดนี้ก็ว่าแก่กล้าขนาดย้ายบ้านจากวานรมาสู่คน จนทำให้ถึงตายกันไปแล้วในมาเลเซีย และตอนนี้ก็พบมีโหมโรงในทางใต้กับทางตะวันออกบ้างแล้วด้วย
แต่ก่อนที่ผ่านมาสมัยผมเป็นแพทย์ใช้ทุนเมื่อ 10 ปีก่อนที่จังหวัดตราดนั้น ยังพบมาลาเรียชุมอยู่มากเป็นเรื่องปกติ แต่ต่อมามีการดูแลควบคุมประชากรยุงได้ดีก็ทำให้คนป่วยน้อยลงมาก
พอถึง ณ วันนี้น่าแปลกที่ว่าปัญหากลับเกิดจากมีเชื้อสายพันธุ์ใหม่กระจายจากลิงสู่คนทำให้ปนเปกันยุ่งเหยิง ลิงอาจคุ้นกับเชื้อมากกว่าคนเลยไม่ตาย แต่มนุษย์อย่างเราท่านที่ห่างจากวานรมาไกลแล้ว กลับกลายเป็นเปราะบางขี้น้อยใจกว่าพาลลาโลกไปเสียก่อน
ทั้งที่จริงโรคมาลาเรียนี้มียารักษาให้หายได้สนิทดีไม่ต้องเตรียมเผาผีกันกลางป่าเหมือนแต่ก่อน ซึ่งเราจะค่อยๆมาดูกันว่าอะไรที่ทำให้ไข้ป่าธรรมดาอย่างมาลาเรียกลายมาเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อนตัวใหม่ได้ครับ
เหตุเกิดจากใช้ยา
ดังที่เคยเล่าข่าวไปว่าคนไทยเรามีค่าใช้จ่ายเรื่องยานี้สูงกว่าค่าจีดีพีเสียอีกโดยเฉพาะยากลุ่มแก้ปวดและปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ ตัวหลังนี่แหละครับที่เป็นตัวดีมีโอกาสทำให้เชื้อบ้านๆ กลายพันธุ์ไปได้ราวกับเอ็กซ์เมน แล้วก็เล่นบทหมูไม่กลัวน้ำร้อนกับเราเสียจนงอมพระรามกันไป
เป็นต้นว่าเชื้อไข้หวัด 2009 นี้ก็ทำท่าจะเป็นเชื้อกะล่อนกลายพันธุ์ไม่กลัวยาราคาแพงหูฉี่เอาเสียแล้ว อย่าว่าแต่วัคซีนเลยแค่ยากินนี้ก็ร่ำๆว่าจะดื้อกันได้โดยง่ายอยู่แล้ว หรืออย่างมาลาเรียนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากเพราะดื้อต่อยาที่องค์การอนามัยโลกเคยให้กินป้องกันมานานแล้ว
จนแม้เดี๋ยวนี้ท่านก็ยังบอกว่ากินยาป้องกันนั้นช่วยไม่ได้มากเท่าใส่เสื้อผ้าและหามุ้งมาครอบตัวเสีย ดังนั้น เห็นได้ว่าการใช้ยาก็ไม่ใช่ทางแก้ที่ดีชั้นหนึ่ง ซึ่งบางทีถ้าเราใช้วิธีตรงกันข้ามคือมองข้ามยาไปให้เสียมากๆ ก่อน แล้วกลับมาไขก๊อกลาออกจากการพึ่งพาภายนอกมาใช้ “ภูมิ” ในกายของเราให้มันสร้าง “ธาตุต้านโรค” ขึ้นมาได้ก็น่าจะดีกว่า เป็นต้นว่า
1) ใช้วิธีป้องกันแทน ใส่เสื้อผ้ากันยุงได้ ให้อบอุ่นพอและอย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยใส่ 2) อย่ากินยาฆ่าเชื้อแบบ “กันไว้ก่อน” เพราะจะทำให้เชื้อง่ายๆกลายเป็นขั้นเทพได้ 3) อย่ายกย่องเชื้อจนเกินไปว่า ยังไงมันย่อมชนะเราแน่เพราะหลายทีที่เชื้อแพ้คนให้เห็นมาแล้ว
4) ใช้พิษต้านพิษ สร้างตัวเราให้ไม่น่าอยู่สำหรับเชื้อโดยการออกกำลังให้เครื่องร้อนและนอนเร็ว 5) เล่นบทแข็งบ้างอย่าตั้งป้อมรับอย่างเดียว โดยการอย่าทำตัวอ่อนแอให้เป็นที่พิสมัยของเชื้อ
จะเห็นว่ายาที่ดูน่าเชื่อถือจากสถานพยาบาลหรูๆนั้นเองคือผู้ก่อการร้ายรายหนึ่งที่สำคัญบ่อนทำลายเราทุกคนอยู่อย่างเงียบๆ ฟังดูเหมือนไกลตัวว่าทำให้เกิดโรคแปลกขึ้นแต่ที่จริงแล้วนั้นมันอาจบ่อนทำลายอยู่ภายในกายท่านมานานแล้วก็ได้ แต่แฝงมาในรูปอาการป่วยไข้ไม่หายง่ายหรือพอป่วยทีหนึ่งก็เป็นเอาจนงอมเลยทีเดียว
เล่นบท “ไม่กลัวหมู” บ้าง
ถ้าคิดให้ดีโลกนี้ประหลาด ยิ่งคนกลัวตายมากก็ยิ่งเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย ถ้าลองพิเคราะห์ดูให้ดีจะรู้ว่าปฐมเหตุจริงนั้นมาจากความกลัวเบื้องลึกในใจ ครั้นกลัวมากเข้าก็ต้องหาที่ยึด โดยที่ยึดสำหรับคนที่ยังคุมใจตนไม่ได้ก็ย่อมต้องเป็นของภายนอกที่จับต้องได้นั่นก็คือ “ยา” ทั้งหลายนั่นเอง
ซึ่งยาฆ่าเชื้อเหล่านี้นั้นกินไปนานเข้าสักวันหนึ่งมันก็จะถึงทางตันเจอ “ตอ” ก็คือเชื้อโรคตัวแม่ที่แก้อย่างไรก็ไม่ได้ทำให้ยาที่ใช้เหมือนยิ่งไปเร่งให้มันกลายพันธุ์ไป
แต่เมื่อใดที่ยังมีผู้ผลิตยาก็เป็นธรรมดาโลกที่จะต้องอยากให้ยาขายได้ ปัญหาการใช้ยาเกินจำเป็นจึงแก้ไม่ได้เสียทีไม่ใช่เพราะว่าหมูมีเส้นเป็นแบ๊คดีทำให้หนียาได้เร็วราวลัดนิ้วมือ
สงสัยเกิดเป็นคนยุคนี้เห็นทีต้องเล่นบท “ไม่กลัวหมู” บ้างเสียแล้ว
*** นพ.กฤษดา ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
drkrisda@gmail.com
Tags : นพ.กฤษดา ศิรามพุช • มาลาเรีย • ยา
