กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 14 กันยายน 2552 04:00

หนุ่มบีม..ความสุขที่ไม่จำกัด

ภาพประกอบข่าว

รอยยิ้มสดใสคนนี้ ราวเจ้าชายในนิทานก่อนนอน ทำให้หลายคนตกหลุมหลงใหลโดยไม่รู้ตัว ถ้าคุณได้อยู่ใกล้จะรู้สึกถึง ออร่าแห่งความสุข แผ่ซ่าน

ย้อนไปเมื่อ 8 ปีก่อน  คนฟังเพลงป็อบแดนซ์ใสๆ ต้องรู้จักเขาในนาม "บีม ดีทูบี" พี่ชายคนโต ตี๋หล่อ ขาว สูง เสียงดี บุคลิกเงียบขรึม พกรอยยิ้มเบิกบานแฝงความทะเล้น  แต่ไม่เท่าสองหนุ่มรุ่นน้อง (แดน-วรเวช ดานุวงศ์ และบิ๊ก-ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ)

 กระทั่งวันหนึ่งสถานะสมาชิกนักร้องกลุ่มดีทูบีกลายเป็นอดีตไปแล้ว เสียงกรี๊ดของแฟนคลับอันทรงพลังก็ยังไม่สร่างซ่า แม้จะเหลือเพียงสองหนุ่ม "แดน-บีม" ก็ยังคลอดออกมาเป็นอัลบั้มสร้างความบันเทิงต่อได้อีก พลันสมาชิกอีกคนต้องการเดินตามฝัน อีกหนึ่งหนุ่มก็ยังอยากทำหน้าที่ศิลปินในแบบฉบับของตัวเอง โดยทิ้งภาพดีทูบีเอาไว้เป็นเบื้องหลังคอยผลักดันให้ก้าวต่อไป

  "ช่วงที่เป็นดีทูบี  ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดเวลา ไม่มีอะไรจีรัง มันค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ผมเชื่อว่าชีวิตเราก็เป็นแบบนั้น" บีม - กวี ตันจรารักษ์ กล่าว

 อดีตสมาชิกดีทูบีตี๋หล่อ เล่าว่า ดีทูบีทำให้เขามีโอกาสมากกว่าคนอื่น ทั้งโอกาสพบปะกับคนจำนวนมาก สอนให้วิธีการอยู่ร่วมกับคนต่างสไตล์ บีมต้องรู้ว่าคนที่วิ่งเข้าหาเยอะๆ นั้น  ต่างก็มีความคิดกันคนละแบบ ทำให้เขาต้องเรียนรู้ว่าจะทำตัวอย่างไรเมื่ออยู่กับคนประเภทไหน 

 หากจะอยู่ในวงการนี้ ก็ต้องยอมรับภาพ "มายา" ให้ได้ เพราะไม่ว่าจะทำอะไร มันดู "เจ๋งเป้ง" ไปเสียหมด บีมอาจหลงระเริงไปกับคำเยินยอบ้าง แต่สุดท้ายเขาต้องรับผิดชอบตัวเองให้มากขึ้นเป็นการทดแทน

 บีมบอกว่า  เวลาเจอคำพูดหรือสถานการณ์ที่ไม่สบอารมณ์นัก เขาต้องต่อสู้กับความรู้สึกแย่ๆ นั้นให้ได้ ต้องนิ่งไว้ก่อน  ฝึกไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีซื้อหรือยื้อเวลา เพื่อให้ทุกอย่างอ่อนลง บีมจะพยายามเบี่ยงประเด็นคำถามไปก่อน เพราะคิดว่าการสร้างศัตรูไม่ใช่เรื่องดีนัก

 "พบคนมากมาย ทำให้เรารู้ทันเล่ห์เหลี่ยม การปรับตัวเพื่อทำให้เรามีเพื่อนก็ยังดีกว่าแสดงทุกอย่างออกไปแล้วมีแต่คนเกลียด เราต้องทำให้ทุกวันสนุก เพราะหน้าที่ของเราคือให้ความบันเทิง"

 แม้จะเจอสถานการณ์ช็อกความรู้สึกทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตหลายต่อหลายครั้ง แต่บีมก็ไม่ฟูมฟายและคิดว่าชีวิตนี้ไม่ได้โหดร้ายเกินไปนัก

 บีมอาศัยความเป็นคนสบาย ง่ายๆ อยู่กับความสุข และแคร์คนอื่นเสมอเป็นแกนหลักในการใช้ชีวิต

 ถ้าจะต้องแวบความคิดถึงเหตุการณ์หรือสถานที่เก่าๆ ที่เขาทั้งสามคนผูกพัน เวลานั่นแหละจะเป็นตัวช่วยให้ยอมรับและเข้าใจ ที่ผ่านมาพวกเขาคุยกันเหมือนเพื่อน บีมจะสนิทกับแดนมากกว่าอยู่ก่อนแล้ว เมื่อแดนอยากออกไปหาประสบการณ์ ต้องการเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น ขณะที่เขาอยากอยู่ในที่สบาย และอยู่ได้มากกว่า

 "ในเมื่อเรามีจุดมุ่งหมายคนละอย่าง เราก็ต้องต่างคนต่างออกเดินในเส้นทางที่ตัวเองเลือกแล้ว" 

 เมื่อต้องกลายเป็นศิลปินเดี่ยว เดินคนเดียวบนเส้นทางเดิมอย่างสง่างาม บีม-กวี ต้องมีกำลังใจมหาศาลซึ่งไม่ใช่มาจากในบ้านอาร์เอสเท่านั้น แต่สั่งสมมาตั้งแต่อยู่ในบ้านตันจรารักษ์แล้ว

 บีมเล่าว่า ส่วนผสมของพ่อ (วีระศักดิ์) และแม่ (เกตน์นิภา) อยู่ในตัวเขา  บีมจะเหมือนพ่อตรงความขี้อาย แต่ถ้ารู้จักใครและสนิทด้วยแล้ว เขาจะคุยออกรสชาติทีเดียว ส่วนที่ได้จากแม่ก็คือความมีเหตุผล แม่เป็นทั้งนักปราชญ์ และนักวิทย์ แต่สอนให้ดำรงอยู่ในแนวทางแห่งพุทธ ทำให้เชื่อในคำสอนเป็นที่ยึดเหนี่ยว  

 เขาจึงยกความสำเร็จทุกวันนี้ให้กับผู้เป็นแม่ ที่ปลูกฝังวิธีการเรียนสุดวิเศษ บีมสนใจคณิตศาสตร์ตั้งแต่ตอน ป.5-6 จนทำให้เขาเอ็นทรานซ์ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บวกกับความใส่ใจสอนเคล็ดลับให้เขารักการอ่านหนังสือ โดยจะซื้อหนังสือสาระรอบตัว สารานุกรมให้ลูกอ่าน ทำให้มีอะไรใส่หัวตลอดเวลา อาจจะอ่านการ์ตูนได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทุกวัน และนั่นทำให้บีมเป็นคนอ่านหนังสือได้เร็ว

 แม้จะถูกเลี้ยงดูอยู่ในกรอบ แต่มันก็ไม่ได้คับแคบจนอึดอัด เพราะครอบครัวเปิดใจให้ลูกเดินสู่สนามชีวิตได้อย่างอิสระ

 "ผมเข้าวงการตั้งแต่ยังอยู่ม. 4 มีแมวมองมาทาบทาม พ่อแม่ก็เปิดกว้าง และมองว่าเป็นโอกาสที่ดี อีกอย่างผมเป็นลูกผู้ชาย เป็นพี่ชายคนโตด้วย เลยไม่ต้องห่วงมาก ทั้งสองรู้ว่าลูกจะเลือกได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี  และโตพอที่จะตัดสินใจสิ่งต่างๆ ได้เอง  มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงที่สอบเอ็นทรานซ์วิชาสุดท้าย  ผมต้องเตรียมสอบวิศวะ การสอบครั้งนั้นจะเปลี่ยนอนาคตผมได้ ก็เดินไปหาคุณแม่ คุกเข่าเพื่อขอพร เพราะคิดว่าพ่อแม่เหมือนพระในบ้าน แต่แม่คิดว่านี่คือการแสดงว่าผมมีวุฒิภาวะแล้ว"

 แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าการเปิดใจ คือการได้เปิดโอกาสให้เขาสัมผัสสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต บีมเล่าว่าตอนเรียนมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย ชีวิตของเขาไม่ต้องโลดโผน โจนทะยานเท่าไร เรียกได้ว่า ชีวิตนี้มีแต่เรียนอย่างเดียว แต่เพิ่งมาสนใจการแต่งตัว และการดูแลตัวเอง เพราะมีสิ่งตื่นตาตื่นใจเข้ามาช่วง 1-2 ปีแรกที่เข้าวงการใหม่ๆ และมันก็ช่วยให้เขาเป็นตัวเองทุกวันนี้
 
 ทั้งหมดคือ พื้นฐานที่ดีที่ช่วยบ่มเพาะให้บีมกลายเป็นคนภาพลักษณ์ดีในสายตาหลายคน แต่บีมบอกว่า เพราะเขาชอบอยู่สงบ ไม่ได้ไปในที่อโคจร เขาเพียงแต่แคร์ความคาดหวังของคนอื่น นั่นทำให้เขาชอบที่จะศึกษา และเลือกทำงานที่สนุก มากกว่าจะไปทดลองอะไรนอกลู่นอกทาง โดยมีกรอบความคิดว่าต้องแคร์คนที่รักเรามากกว่า

 "ผมจะทำงานเพลงต่อไปจนกว่าแฟนๆ จะไม่อยากฟัง ไม่อยากเจอผมแล้ว ผมอาจหางานในสายอาชีพอื่น เพราะหลังจากจบปริญญาโท พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ก็เริ่มอยากทำงานเป็นมนุษย์ออฟฟิศบ้าง อย่างเป็นที่ปรึกษาไฟแนนซ์ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่จังหวะที่ดี อาจเพราะเศรษฐกิจด้วย แต่ก็ยังไม่ต่อปริญญาเอกแน่นอน"

 บีมบอกว่าการได้อยู่ใน  "ที่เก็บเกี่ยวความสุข" นั่นแหละ เพียงพอแล้วสำหรับเขา

 สำหรับเขา การเรียนรู้ไม่มีคำว่าสายไป และสามารถเรียนเพิ่มเติมได้ก็จริง แต่งานเบื้องหลังก็ยังไม่ใช่เป้าหมายที่สุดของบีม-กวี ตันจรารักษ์

 ถึงเขาจะเคยเขียนเพลง แต่ก็ต้องอยู่บนเงื่อนไขว่าอยากเขียน มีเรื่องที่จะเขียน และต้องการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกระหว่างกัน ที่ผ่านมา เขาเขียนเพียง 2 เพลง เพลงแรกเขียนให้บิ๊ก ดีทูบี เพราะรู้สึกคิดถึงเพื่อน และอีกเพลงก็เขียนให้แฟนเพลง เพราะขอบคุณความปรารถนาดีตลอดมา

 พื้นที่สร้างสุขให้กับบีม ยังมีงานอื่นที่เขาต้องรับผิดชอบอีกมาก เช่น งานพิธีกร ถ่ายแบบ และนักแสดง ตรงนี้เอง ทำให้บีมสนุกกับการได้รับบทบาทที่แปลกออกไป ซึ่งชีวิตไม่ค่อยได้เจอนัก เขามีโอกาสได้พาชีวิตให้เป็นคอมเมดี้ หรือระเบิดอารมณ์ใส่คนอื่นได้ ทั้งไม่เคยทำมาก่อน

 แต่ความสุขของเจ้าชายคนนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบมากไปกว่าใคร  หากภายนอกดูเหมือนมีครบทุกอย่าง บีมบอกว่า บางทีเราอาจต้องรักษาแผลลึกในใจ หรืออาจมีอะไรที่ทำให้นอนไม่หลับก็ได้ 

 "เราอาจโชคดีกว่าคนอื่น ทุกข์ของเราหนักหนาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการมองออกไปข้างนอก เราเห็นคนขายของ ทำงานกลางถนน พวกเขาทำงานหนัก เราสบายกว่าตั้งเยอะ ฉะนั้นผมก็เลือกที่อยู่ทางสายกลาง ต้องทำงานที่มีความสุข ไม่ใช่ทำงานที่ได้เงินเยอะเท่านั้น  คนที่สมบูรณ์แบบในสายตาผมคือคนที่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ และพยายามหาข้อดีและสิ่งที่ดี จากสิ่งที่ทำให้ได้"

 เมื่อทำใจให้ดีแล้ว ก็ย่อมนำความสุขกายตามมาด้วย เมื่อจิตใจเป็นสุขแล้วบีมก็ไม่ป่วยสักเท่าไร ทำให้เขาไม่หักโหมดูแลสุขภาพมากนัก วันว่างก็เลือกที่จะนอนอยู่กับบ้านเฉยๆ 

  และไม่รู้ว่าสาเหตุจากความเป็นทูต WWF (องค์กรนานาชาติที่ดำเนินการด้านอนุรักษ์) 2 ปีซ้อน ซึ่งมีหน้าที่บอกเล่าเรื่องราว ความรู้ การหยุดทำลาย การรักษ์โลกและธรรมชาติ ที่เจ้าตัวภาคภูมิใจที่สุดหรือไม่ ที่ทำให้บีมชอบปลูกต้นไม้ อยู่กับธรรมชาติ มีสัตว์เลี้ยงก็ได้เลี้ยงบ้าง บางทีการก็ได้เดินบนหญ้าและได้มองอะไรสีเขียวๆ ก็ถือว่าได้เสริมสร้างสุขภาพที่ดีในแบบฉบับของบีมแล้ว

 แต่พออายุมากขึ้น ระบบเมตตาบอลิซึ่มอาจทำงานไม่ดีเหมือนตอนเป็นเด็ก ทำให้บีมต้องรู้จักกินแต่พอดี ไม่ควรกินเยอะ และควบคุมน้ำหนักเป็นพิเศษ โดยพยายามกินผัก และรับประทานวิตามินซีบ่อยๆ เพื่อช่วยป้องกันภูมิแพ้และโรคหวัด

 นอกจากนั้นยังอาศัยนอนในเครื่องทูมมารีน ซึ่งเป็นแคปซูลปล่อยประจุพลังงาน จัดระเบียบอิเล็กตรอนในร่างกาย เพื่อช่วยทำให้บีมผ่อนคลายและสร้างสมดุลร่างกายได้ดีขึ้น  เขาเรียกเหงื่อด้วยกีฬาอย่างแบดมินตัน ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อให้สดชื่น และมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ส่วนอาหารลงกระเพาะนั้น ก็ต้องพึ่งฝีมือคุณแม่ ที่ขยันสร้างสรรค์อาหารแปลกตั้งแต่รุ่นอากงมาให้คนในครอบครัวได้ลิ้มลองเสมอ

 คุยไป ฟังไป ก็อดส่งรอยยิ้มเล็กๆ ที่แฝงความหมั่นไส้นิดๆ ให้กับเจ้าชายแห่งความสุขคนนี้ไม่ได้เลย แหม..ชีวิตช่างน่าอิจฉาเสียจริง

Tags : บีม - กวี ตันจรารักษ์ ดีทูบี นักร้อง

advertisement

advertisement

advertisement