กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 04:00

อลิสา อัศวโภคิน ชีวิตมีไว้เรียนรู้

อลิสา อัศวโภคิน

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ถึงจะเป็นลูกสาวของนักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้สมญาว่า "แชมป์เศรษฐีหุ้น" แต่ อลิสา อัศวโภคินก็ยังเป็นผู้หญิงเสาะแสวงหาเส้นทางของตัวเอง

อลิสา อัศวโภคิน หรือคุณแตงเจ้าของและผู้บริหาร Lullaby Spa แห่ง Life Center เป็นผู้หญิงหัวเราะเก่ง พูดเร็วปรื๋อ และยอมรับว่าเธอออกจะ "ไฮเปอร์" แต่ก็สามารถนิ่งได้เมื่อต้องการนิ่ง หยุดอารมณ์โกรธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบทเรียนสมาธิจากศาสตร์อายุรเวชที่เธอเพิ่งเรียนจบจนได้ใบประกาศนียบัตรเป็นครูสอนโยคะ

อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาธิที่เธอฝึกฝนตนเองตั้งแต่ถูกส่งไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 13 ปี จนสำเนียงพูดไทยมีกลิ่นอายของ phonetics อเมริกันชนปนอยู่บ้าง

เธอใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัย อลิสาบอกว่าเธอเป็นคนชอบเดินทาง ยิ่งเดินทางยิ่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติต่างๆ ยิ่งเข้าใจความเป็นชาติของมนุษยชาติมากขึ้น สบทบกับบทเรียนประวัติศาสตร์ที่เธอเรียนในระดับปริญญาตรี ยิ่งทำให้เธอ "อิน" กับวัฒนธรรมของคนต่างชาติต่างภาษายิ่งขึ้น

ทายาทคนกลางของอัศวโภคินเลือกเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และเป็นนิวยอร์กเกอร์คนหนึ่งที่ร่วมเผชิญเหตุการณ์ก่อการร้ายเขย่าโลก ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสารชนอาคารเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2001 และวิ่งหนีอันตรายอยู่ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของชาวนิวยอร์ก 

"บ้านอยู่แถววอลล์ สตรีท สักร้อยเมตรได้ค่ะ ตอนที่เครื่องบินชน ได้ยินเลยค่ะ เสียงดัง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องร้าย คือนิวยอร์กเสียงดังอยู่แล้วเป็นปกติ พอที่บ้านโทรมาบอกว่าเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรด เลยรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมาข้างนอก" 

ปริญญาโทที่เรียน เป็นโปรแกรมที่เรียกว่า Teaching English to Speaker of Other Language หรือเรียนสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็ก ESL เด็กที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองของเขา 

"เหมือนกับเราละค่ะ ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแรก เราก็จะรู้ว่าที่เขามีปัญหา ปัญหาคืออะไร เวลาเราสอนก็จะรู้ทริกว่าทำยังไงให้เข้าใจง่ายขึ้น"

จากประวัติศาสตร์สู่โลกของภาษาศาสตร์ อลิสามองว่า ความรู้ทั้งสองสาขาเชื่อมโยงกันด้วยวัฒนธรรม และภาษาก็คือวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อเรียนรู้ภาษาได้เจอคนหลายประเภทผ่านการสื่อสารด้วยภาษา คนที่มาเรียนกับเธอมาจากเม็กซิโก เกาหลี ไต้หวัน เรียกว่าเป็นสหประชาชาติ เวลาสอนเลยได้มีโอกาสคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับวัฒนธรรมโลกกันไปด้วย

หลังเรียนจบ แตงกลับมาสอนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) อยู่สองปี ก่อนไปเรียนต่อที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อตุนความรู้ด้านการบริหารธุรกิจใส่ตัวบ้าง แต่จบมาแล้วกลับไปสตาร์ทงานใหม่ที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO หน่วยงานในสังกัดองค์การสหประชาชาติ และแน่นอนว่าต้องเกี่ยวข้องกับคนหลายเชื้อชาติหลากวัฒนธรรม 

"แตงอยากทำงานกับยูเอ็นมานานแล้ว อยากทำยูเอ็นมาก พอดี ILO  โทรมาเรียก แบบเพิ่งจบได้สองอาทิตย์ เราไม่ได้ไปสมัครเอง แต่เขาคัดกรองจากศศินทร์แล้วโทรมา ก็ไปสอบสัมภาษณ์ ปรากฏว่าได้เลย ก็ตกลงทำ "

คุณแตงทำงานอยู่กับ ILO เพียงช่วงสั้น แต่ก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสวัสดิการของคนแรงงาน ก่อนจะถูกดึงตัวจากคนใกล้ตัวที่สุดให้มาทำธุรกิจสปา หลังจากคุณอนันต์ อัศวโภคิน เปิด Life Center ต้นถนนสาธรให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพและความงาม

"เป็นไอเดียคุณพ่อค่ะ อยากทำเป็น destination mall เกี่ยวกับสุขภาพทั้งหมด ตอนนั้นยังไม่มีในเมืองไทย เราก็เลยทำเป็นที่แรก เอาทุกอย่างที่ครบวงจรเกี่ยวกับสุขภาพ ที่ไม่ใช่โรงพยาบาล ประเภทเข้ามาแล้วเจอคนป่วย แต่เป็นศูนย์รวมสำหรับคนรักสุขภาพ อะไรที่เกี่ยวกับสุขภาพก็มาที่นี่เป็น one stop service ค่ะ"

แตงอาสาขอเปิดสปาคลายเครียดคลายปวดเมื่อยนาม Lullaby Spa เหมาะสำหรับลูกค้าที่ผจญกับโรค office syndrome และเครียดจากงานให้ผ่อนคลายกับดนตรีแนวธรรมชาติกับกลิ่นจรุงของสมุนไพรตะวันออก 

ถึงจะทำงานที่ Lullaby Spa เป็นงานประจำแล้ว เธอยังหาเวลาไปเรียนนั่นเรียนนี่อยู่เรื่อย และบอกว่า เพิ่งเรียนจบหลักสูตรเป็นครูสอนโยคะหลังจากเข้าคอร์สเรียนเต็มเวลา 200 ชั่วโมงกับครูฝรั่งเศสวัย 70 ปีที่ยังกระฉับกระเฉงเหมือนคนหนุ่ม

กิจวัตรประจำวันที่แตงไปเรียน เริ่มตื่นตอนตีห้า สวดมนต์และนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ ตามด้วยโยคะ 3 ชั่วโมง ตกบ่ายแดดคล้อยเรียนสรีรวิทยา 

คอร์สที่เธอเรียนแบ่งออกเป็น 4 สัปดาห์ สัปดาห์แรกเรียน Anatomy สัปดาห์ที่สองเรียนเรื่องอายุรเวท สัปดาห์ที่สามเรียน NLP Neuro-Linguistic program เป็นศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ในหลายมิติ เช่น การพัฒนาศักยภาพเชิงพฤติกรรม การคิดเชิงกลยุทธ์ การเข้าใจความคิด และกระบวนการรับรู้ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม ซึ่งแตงบอกว่าเป็นศาสตร์ที่นำมาใช้บำบัดอาการโรค และอาการเสพติดบางอย่างได้ 

"สัปดาห์สุดท้ายเป็นการสอบ ต้องไปสอนจริง และนำความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดไปสอน และคิดท่าขึ้นมาเอง"

ประสบการณ์จากการไปเรียนโยคะกับปรมาจารย์ชาวฝรั่งเศสวัย 70 ปีที่มีใจเป็นครู แม้จะดุแต่ไม่ถึงกับคี่ยวเข็นบังคับให้ศิษย์ต้องทำให้ตามกำหนดการณ์ แต่ปล่อยให้เป็นไปเองตามธรรมชาติ รู้และเข้าใจข้อจำกัดของสรีระตัวเองมากกว่า เธอยังได้พบกับเพื่อนชาวต่างชาติทั้งชาวสวีเดน เยอรมัน และชาวนิวยอร์กที่เพิ่งถูกปลดออกจากสถาบันการเงินหลังจากพิษเศรษฐกิจ "ซัพไพร์ม" สำแดงเดช

"เราไปเจอคนดีๆ ก็เลยอยากจะถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย เลยอยากเปิด Yoga Studio เราจะได้ทำเองทุกวันด้วย"

เธอเห็นด้วยอย่างเต็มที่ว่า สุขภาพสำคัญที่สุด ต่อให้มีเงินทองมากมาย ถ้าไม่รู้จักดูแลตัวเองจะเรียกว่ามีความสุขไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกคนควรออกกำลังกาย แต่ไม่ถึงกับต้องฝืนร่างกาย หรือบังคับตัวเองเข้มงวด เพราะหากการออกกำลังกายไม่ได้มาจากใจมันจะไม่สนุก 

"โยคะ คนทางตะวันตกเรียกว่า moving  meditation เป็นการทำสมาธิในลักษณะที่เคลื่อนไหว อย่างอายุรเวท เขาจะสอนพวกธาตุลม ธาตุไฟ คือทั้งหมด เราเคยได้ยินมาหมดแล้ว แต่ฝรั่งเขามีวิธีพูดถึงมันอีกแบบหนึ่งตามสไตล์ของเขา"

เธอบอกว่า การเล่นโยคะเหมือนกับการลดอัตตา เนื่องจากบางคนพยายามฝืนตัวเองให้เล่นท่าโยคะยากๆ แข่งกับคนอื่น ซึ่งมันไม่ใช่ คำว่าโยคะ หมายถึง การรวมเป็นหนึ่งเดียว จะเป็นสมาธิ จิตใจ และร่างกาย ถ้ามีสมาธิดี จิตใจดี ร่างกายก็จะแข็งแรง

และเธอสามารถนำบทเรียนจากโยคะมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลา 

"การทำงาน ถ้าเราปักธงว่าจะต้องทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ได้ ถ้าเกิดไม่ได้ขึ้นมา ก็บอกกับตัวเองว่า เราทำดีที่สุดแล้ว ได้แค่นี้ก็ไม่เป็นไร สำคัญที่สุดคือ การมีสมาธิอยู่กับปัจจุบัน"

ทายาทสาวของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เบอร์หนึ่งของประเทศมองว่า โยคะเป็นการใช้ชีวิต ไม่ใช่เป็นแค่แฟชั่น เธอฝึกนั่งสมาธิมาตั้งแต่เรียนอยู่ที่ต่างประเทศ จุดเริ่มต้นของวิถีพุทธของเธอ แตงบอกว่า เธอเป็นคนเครียดไม่ได้ หากเครียดก็จะไปวิ่งออกกำลังกาย ถ้ายังไม่หายอีกนั่งสมาธิแล้วได้ผล และสมาธิยังทำให้เรียนดีด้วย 

สำหรับเธอการทำสมาธิเป็นของง่าย เธอยกตัวอย่างเทคนิคง่ายๆ ที่ได้จากครูสอนคอร์ส NLP ว่า ถ้านั่งทำสมาธิแล้ว ไม่นิ่ง มีความคิดอื่นแวบเข้ามาให้บอกกับความคิดพวกนั้นว่า "เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยมาคุยกัน ไปที่อื่นก่อนนะ ไป "

"ถ้าบังคับไม่ได้ ก็ให้หายใจ โยคะสอนให้หายใจเข้า และหายใจออกยาวกว่าหายใจเข้า พอเราไปโฟกัสเรื่องหายใจ เราก็ลืมเรื่องต้องคิดแล้ว พอหายใจไป 20 ทีก็ลืมไปแล้วว่าคิดอะไร เพราะมัวแต่เหนื่อยกับหายใจก่อน" แตงพูดเสร็จหัวเราะสนุกสนาน

เวลาหายใจตามสไตล์โยคะ เธอแนะว่าเวลาหายใจเข้าให้แขม่วท้อง นั่งหลังตรง ลดระดับไหล่ หายใจให้รู้สึกเสมือนว่า ปอดอยู่ข้างหลัง แล้วให้หายใจเข้า ลองฟังดูจะมีเสียงที่เธอบอกว่าเป็นเสียง ocean sound ให้รู้สึกว่าอากาศเข้าไปที่ปอดข้างหลัง ซึ่งไม่มีปอดแต่ให้ทำเสมือนว่ามีปอดอยู่ข้างหลัง 

นอกจากฝึกตน ฝึกจิตด้วยโยคะและสมาธิแล้ว ด้วยความเป็นคนโครงร่างใหญ่ทำให้เธอต้องดูแลเรื่องอาหารเป็นพิเศษ ผนวกกับหลักอายุรเวททำให้เธองดเนื้อสัตว์ไปโดยปริยาย และเลือกทางเต้าหู้ และปลาเป็นแหล่งโปรตีนทดแทน และทานผลไม้ไทยที่เธอบอกว่าคนไทยโชคดีมีผลไม้หลากหลาย 

"แตงว่า ชีวิตทุกคนก็คือการเรียนรู้ คนเราไปทำงานก็คือการเรียนรู้ทุกวัน ขึ้นอยู่ว่าเราเลือกจะโฟกัสตรงไหนมากกว่า แต่ถึงที่สุดแล้วแตงคิดว่าอยากทำอะไรที่เกี่ยวกับสุขภาพมากกว่า" 

เธอบอกว่า เป็นคนโกรธยาก ไม่ค่อยโกรธ โดยนำศาสตร์อายุรเวชมาคอยบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า "อารมณ์ที่เป็นพิษที่เราสะสมเอาไว้ การหายใจทำสมาธิช่วยได้ระดับหนึ่ง"

สำหรับเป้าหมายชีวิต แตงมองว่า อีก 5 ปีหน้า 10 ปีข้างหน้า ชีวิตการทำงานของเธอคงไม่แตกต่างจากตอนนี้นัก แต่คงได้ประสบการณ์มากขึ้น เจอผู้คนมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ 

"การทำงานทำให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น การตัดสินใจก็จะดีขึ้น" แตงบอก

Tags : อลิสา อัศวโภคิน สปา โยคะ สุขภาพ

advertisement

advertisement