ถึงอายุจะเลยแซยิดมาสองปีแล้ว ชมเดือน ศตวุฒิ นักธุรกิจด้านการตรวจสอบทางวิศวกรรมความปลอดภัยด้วยกระบวนการทดสอบโดยไม่ทำลายกลับแข็งแกร่งกว่าสาว ๆ
เธออาจไม่ต่างจากผู้หญิงอีกหลายคนที่ดูแลตัวเอง ไม่เพิ่มความเสี่ยงให้กับสุขภาพด้วยแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือใช้ชีวิตรื่นรมย์ตามแหล่งอโคจร แต่เธอรู้ดีว่า เธอต้องจำกัดความเสี่ยงลงให้น้อยที่สุด เพื่อให้หนีให้ไกลมากที่สุดจากนักล่าวิญญาณนาม มะเร็ง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนในครอบครัวเธอเป็น ”มะเร็ง” เริ่มตั้งแต่คุณปู่ เสียชีวิตเพราะมะเร็งลำไส้ คุณแม่เสียชีวิตเพราะมะเร็งลำไส้ พี่ชายก็เสียชีวิตเพราะมะเร็งลำไส้ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ส่วนพี่สาวมีชีวิตอยู่ก็เป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งมันเป็นสัญญาณอันตราย ชมเดือน จึงรู้อยู่แก่ใจดีว่า เธอมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งสูงกว่าคนอื่น
6 ปีก่อน ชมเดือน ไปตรวจร่างกายตามปกติ โดยเช็คทุกส่วนในร่างกาย ผลปรากฏว่า ทุกอย่างปกติ เหมือนทุกปีที่ผ่านมา แต่เธออดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมจึงเป็นไข้บ่อยๆ จนวันหนึ่งเปรยกับเพื่อนที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ชวนกันไปทำบุญสร้างเตาเผาขยะติดเชื้อที่พระบาทน้ำพุ
“บอกเพื่อนว่าไม่ค่อยสบาย แต่บอกไม่ถูกว่า ไม่สบายเรื่องอะไร รู้แต่ว่าเป็นไข้อยู่เรื่อยเลย ตรวจร่างกายแต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติอะไร" ชมเดือน เล่า
ถึงจะตรวจสุขภาพเป็นประจำ และเลี่ยงความเสี่ยงสารพัด แต่เธอกลับพลาดไปอย่างหนึ่ง เธอไม่เคยคลำหน้าอกสำรวจหาก้อนเนื้อผิดปกติ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย แต่สุดท้ายเมื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองทั้งแบบพื้นฐานด้วยการคลำเต้านม และยืนยันผลด้วยแมโมแกรม ข่าวร้ายก็มาถึง
“ ความรู้สึกที่มีมันเกินคำว่า ตกใจ อาจจะเป็นเพราะว่าภาระที่เรามีอยู่มันทำให้เราไม่คิดถึงตรงนี้ “ ชมเดือนเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ
เธอเป็นมะเร็งระยะที่ 3 แล้ว หลังจากกลืนก้อนบางอย่างที่จุกอยู่ในลำคอเธอถามคำถามแรกกับหมอว่า "รักษาได้ไหม?"
“คนเป็นมะเร็งรอดก็มี ตายก็มี ถ้ามานั่งกังวลว่าเป็นแล้วจะตาย ก็อย่ารักษา ตาเชื่อว่า ถ้ามันจะตายก็ต้องตายอะไรจะเกิดมันก็เกิด “
ชมเดือนเริ่มหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการรักษา ขั้นตอนก่อน และหลังการรักษาอย่างละเอียดยิบ จนแทบจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทรวงอก เพราะสิ่งที่เธอ และใครต่อใครได้ยินมาตลอดคือ อาการข้างเคียงหลังรักษา ไม่ว่าจะเป็นอาการอาเจียน ร่างกายทรุดโทรม ผมร่วง เธออยากรู้เพราะต้องการทำใจรับกับสิ่งที่จะตามมา
3 -4 ชั่วโมงหลังจากทำคีโมครั้งแรก เธอเริ่มอาเจียน แต่ไม่ยอมบอกหมอเพราะกลัวถูกฉีดยา วันรุ่งขึ้นหมอให้กลับบ้าน แต่แล้วอาการแพ้ยารุนแรงจนต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง คีโมครั้งที่ 2 เธอจึงยอมอยู่โรงพยาบาลถึง 7 วัน ตลอดระยะเวลา 7 วันชมเดือนอาเจียนตลอด ต่อให้ยาดีแค่ไหนแต่เธอก็ยังแพ้
พอรอบ 3 และ 4 เธอเลือกที่จะอยู่ที่บ้าน ถ้าแพ้มากหมอจะมาฉีดยาให้ที่บ้าน ทุกครั้งหลังจากทำคีโมสภาพร่างกายจะโทรมมาก แต่หลังจากฟื้นตัว เธอจะแต่งตัวออกไปทำงานอย่างสดชื่น
" กายกับใจเป็นของคู่กัน จริงๆ เหมือนบ่าวกับนาย ถ้าใจเราแข็งแรงกายเราก็แข็งแรงไปด้วย แต่ถ้ากายเราไม่แข็งแรง ใจเราไม่แข็งแรง กายเรายิ่งทรุดหนัก ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน“
ตลอดระยะเวลาที่รักษาด้วยคีโม ตามด้วยฉายแสง 32 ครั้ง ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่น่าทุกข์ทรมาน แต่เธอกลับทำให้มันเป็นเรื่องปกติ ผิดกับหลายคนที่ไปทำคีโมเหมือนกัน เขาจะปิดหน้าปิดตา โพกผม หรือใส่วิกตึงๆ แล้วเดินเข้าไปเหมือนคนใกล้ตาย เวลาเข้าไปโรงพยาบาล แต่เธอกลับแต่งตัวสดใส แข่งกับปลาสีในตู้ แถมใส่วิกผมหลากหลายสไตล์ จนนางพยาบาลแทบจำเธอไม่ได้
“ พี่ไม่ได้ใส่ใจว่าอาการแพ้มันน้อยหรือมันมาก รู้แต่เพียงว่า เราจะผ่านอาการมันมาได้ เราจะทำอะไรต่อไป ตอนที่เราป่วยเราไม่ได้คิดถึงอาการเป็นหลัก คิดถึงแต่ว่า ขั้นตอนมันจะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อร่างกายดีขึ้นเราจะทำอย่างไรต่อไป เพราะในหัวมีแต่คำว่า 'ภาระ' ทั้งลูก ครอบครัวและองค์กร”
ระหว่างที่รักษามะเร็งเต้านม ชมเดือนเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการชีวิตที่เหลืออยู่ใหม่ เธอลุกขึ้นมาทำงานให้หนักขึ้นจนสามารถที่นำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จตามเป้าหมาย เธอบอกว่า ถ้าไม่เป็นมะเร็ง ป่านนี้บริษัทอาจจะยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ แต่เพราะมะเร็งแท้ๆ ที่ ทำให้ชมเดือนตัดสินใจเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรในอนาคต
“พอรู้ว่าเป็นมะเร็ง มันช่วยทำให้เรามีสติ รู้จักวางแผนชีวิตอย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้น เพราะเวลาจะตายมาถึงแล้ว เราต้องใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท จะมัวมาคิดแต่ว่าเราป่วยไม่ได้ ถ้าป่วยก็ต้องหาหมอรักษาอาการป่วย แต่จิตใจของเราต้องเข้มแข็ง ถ้าเราป่วยทุกคนรอบข้างก็จะป่วยตามไปด้วย ”
ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาชมเดือนใช้ชีวิตอยู่กับ“มะเร็ง” อย่างสันติ แม้จะบางช่วงที่ทำให้เธอกังวลใจเพราะเอกซเรย์ เจอจุดหลายแห่งในร่างกาย แต่ก็ลงท้ายด้วยดีเมื่อจุดพวกนั้นเป็นจุดวัณโรคที่รักษาหายง่ายกว่ามะเร็งหลายร้อยเท่า
ผ่านช่วงเผชิญหน้ากับโรคร้าย ชมเดือนกลับมองว่า มะเร็งไม่ใช่โรคที่เลวร้าย คนเป็นหวัดก็ตายได้ เป็นอะไรก็ตายได้ทั้งนั้น แต่ขอแค่คนที่เป็นโรคต้องเข้มแข็งอย่าให้'ใจ'ป่วย เพราะถ้าใจป่วยทุกอย่างมันก็ป่วยไปหมด
" ต้องถามใจตัวเองก่อนว่า อยากมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เพราะต่อให้คนพูด 100 คำ 10,000 คำมันก็ไม่ได้เพราะสำคัญที่สุดมันอยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่คนรอบข้าง ถ้าคิดจะอยู่ต่อไปเราต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็ง "
หลายคนที่เป็นมะเร็ง มักเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแนวชีวจิต ที่พอตื่นเช้าขึ้นมาต้องปั้นผลไม้ดื่มเอง แทนที่จะดื่มน้ำผลไม้สำเร็จรูป กินอาหารชีวจิต ทำดีท็อกซ์ สำหรับชมเดือน เธอเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบไม่มีเงื่อนไข โดยยังคงบริโภคอาหารตามปกติ เพื่อให้ไม่ตัวเองรู้สึกว่าป่วย เพราะปกติเป็นคนทานอะไรไม่โลดโผนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ อาหารมันๆ หรือเมนูพิสดารอย่างอุ้งตีนหมี
“เราปฏิบัติตัวเหมือนกับคนที่ไม่ป่วย พยายามไม่ใช้ชีวิตอย่างมีเงื่อนไข เพราะจะทำให้รู้สึกว่า ตัวเองป่วยอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเรานอนซมเพราะฤทธิ์ยา เราก็นอนไปเดี๋ยวลุกขึ้นมาได้เป็นปกติ แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างประมาท “
ทุกวันนี้ ชมเดือนต้องไปพบหมอเป็นประจำทุก 4 เดือน แม้ว่าจะเบี้ยวนัดหลายครั้ง เพราะติดภารกิจแต่เธอก็ยังคงไปตรวจตามนัด แม้จะคิดว่าคงไม่เป็นอะไรแล้วก็ตาม แต่เธอก็ต้องเช็คร่างกายเพราะกลัวว่ามะเร็งหลบอยู่ตรงไหนบ้าง ตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งครั้งแรกตอนอายุ 56 ปีจนถึงปัจจุบันอายุ 62 ปี ทำให้เธอและครอบครัว ได้เรียนรู้ที่อยู่กับ มะเร็งอย่างมีความสุข
“ ถ้าเราทำตัวไม่ป่วย ครอบครัวเราจะรู้สึกสบายใจไม่เครียด สามารถใช้ชีวิตแบบปกติ แต่ก็ต้องพร้อมที่จะยอมรับ ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา “
Tags : ชมเดือน ศตวุฒิ • มะเร็ง • กำลังใจ
