กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 3 มิถุนายน 2552 04:00

ศรีวิกรม์ บ้านนี้..หัวใจกีฬา

พิพ-พิร และ ที- ทีฆ ศรีวิกรม์

ศรีวิกรม์ บ้านนักกีฬา

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

"กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ" คำขวัญที่ทำให้หลายคน ตระหนักถึงความสำคัญของวิถีแห่งการออกกำลังกาย โดยมอบประเทศชาติไว้ในกำมือน้อยๆ ของเด็กไทย

"พิมล ศรีวิกรม์" ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขวัญใจแชมป์เทควันโดโอลิมปิก.. แต่เบื้องหลังหัวโขนนายกสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย เขาคือ คุณพ่อหัวใจกีฬา ซึ่งพร้อมสร้างพลังชีวิตเต็มขั้น และแง่คิดสปิริตนักกีฬาชั้นเลิศให้กับทายาทสองหนุ่มน้อยนักต่อสู้

  พิมล ศรีวิกรม์ หรือ บิ๊กเอ  ย่อมต้องแบกรับภาระหน้าที่นี้อย่างสุดกำลังในฐานะนายกสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย แต่นั่นยังไม่พอสำหรับบทบาทคุณพ่อลูกสอง ซึ่งต้องสอดแทรกแง่คิดดีๆ จากกีฬาให้แทรกซึมทุกอณูความคิดคนในครอบครัว

 "เยาวชนเล่นกีฬาน้อยเกินไป.." ประโยคแรกที่หลุดจากปากคนในวงการกีฬาเทควันโด สะท้อนให้เรารู้ว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองยัง "ปั้นกำลังสำคัญของชาติ" ไม่มากพอ  ทำให้คนไทยยังห่างชั้นฝรั่งตาน้ำข้าว ที่ปลูกฝังจิตวิญญาณกีฬาให้กับเด็กๆ ตลอดเวลา

 พิมลจึงอธิบายสิ่งอัศจรรย์ของกีฬาอีกแง่มุมหนึ่งว่า นอกจากลูกจะได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งเป็นผลประโยชน์โดยตรงของกีฬาแล้ว

สิ่งที่โรงเรียน วิชาคณิตศาสตร์ หรือวิชาวิทยาศาสตร์ปลูกฝังที่ไม่ได้ นั่นคือน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งเป็นพื้นฐานสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งความรักสามัคคี ซึ่งเกิดได้เพราะเล่นกีฬาเป็นทีม เมื่อเขาได้ทำงานเป็นทีม ก็จะรู้จักทีมเวิร์ค แบ่งงานกันทำโดยอัตโนมัติ รวมทั้งยังเพิ่มศักยภาพการทำงานสูง และทำให้มีภาวะผู้นำในอนาคต 

  เมื่อรู้ถึงสรรพคุณของ "ยาวิเศษ" ขนาดนี้แล้ว คุณพ่อวัย 45 ปีไม่รีรอที่จะผลักดันกีฬาให้กับ "น้องพิพ-พิร ศรีวิกรม์" ลูกชายคนโตอายุ 10 ปี และ "น้องที- ทีฆ ศรีวิกรม์"  ลูกชายคนเล็กวัย 5 ขวบ  โดยอาศัยภาพลักษณ์ "คนชุดขาวขาดเข็มขัดดำ" เข้าช่วย

 "พวกเขาเริ่มสนใจและเล่นเทควันโด เพราะคิดแบบเด็กๆ ผมพาไปดูนักกีฬาซ้อมและแข่ง น้องพิพเห็นวิว เยาวภา บุรพลชัย เป็นโมเดล ส่วนน้องที มีพี่แมกซ์ ชัชวาล ขาวละออ เป็นฮีโร่ เป็นต้นแบบที่สวยเท่เวลาเตะต่อย แถมชุดก็เท่อีกต่างหาก งานเข้าผมแล้ว เพราะเขาอยากเล่นจริงจัง"

 ภารกิจคุณพ่อมือปั้นนักกีฬา เริ่มต้นด้วยการเสาะหาโรงเรียนสอนเทควันโดแบบสนุกๆ

 "บางครั้งเด็กจะเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่บางทีเขาก็เบื่อบ้าง จึงต้องหาสถานที่สอนให้มันสนุก เช่นใช้เกมเป็นสื่อเวลาสอน และสอนจริงจังตามอายุเด็ก เพราะบางแห่งสอนไม่เหมือนกัน บางแห่งเน้นสอนเด็ก บางแห่งเน้นผู้ใหญ่ บางแห่งดีกรีความแรงเวลาเรียนมากเกินไป หรือบางแห่งเน้นป้องกันตัวมากกว่า เราก็ต้องเลือกให้ที่ได้คุณภาพ มีจิตวิทยาในการสอน และดูว่าเหมาะกับเด็กวัยไหน นอกจากเทคนิคการเล่นถูกวิธีแล้ว แต่เขาต้องมีเพื่อนในแวดวง ในสังคมเดียวกันด้วย" 

 หลังจากส่งลูกเข้าโรงเรียนเพื่อติวเข้มอย่างหนักแล้ว คนในครอบครัวศรีวิกรม์ บอกว่า "Balance" คือสิ่งสำคัญขั้นต่อไป หนุ่มน้อยทั้งสองไม่จำเป็นต้องเล่นเทควันโดแบบเอาเป็นเอาตาย และไม่สำคัญว่าจะต้องเล่นเฉพาะกีฬาเทควันโดเท่านั้น

 พิมล บอกว่า ถึงจะเป็นเด็กก็ต้องมีความพอดี  หากทำมากไปเกินกำลัง เด็กก็จะล้า (Burn Out) และหมดไฟ ในที่สุดก็จะไม่ทำต่อ ทั้งยังทำให้เขาหยุดการเจริญเติบโต เพราะเผาผลาญสารอาหารมากเกินไป เราต้องให้เขาพักบ้าง เน้นให้รับประทานดี และพักผ่อนเพียงพอ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญบ้างก็ได้ 

 ขณะเดียวกัน ความเกียจคร้านของเด็กๆ ก็ทำให้พิมลต้องสร้างกฎเกณฑ์และเงื่อนไข หรือเปลี่ยนให้ไปเล่นอย่างอื่นบ้าง และต้องกำหนดดีกรีให้พอดี  ต้องสร้างสมดุล และสร้างวินัยไปพร้อมกัน

 "เด็กๆ จะเล่นเทควันโด สัปดาห์ละ 2-3 วัน วันละ 2 ชั่วโมง สลับกับว่ายน้ำ ส่วนเสาร์อาทิตย์ให้เป็นช่วงพัก บางทีเราจะเล่นโรลเลอร์เบรดกันเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ พ่อแม่ควรใช้เวลาว่าง เริ่มจากชวนกันไปเล่น ชี้ให้เห็น ไปเล่นด้วยกัน  เพราะจะดูน่าเชื่อถือเวลาจูงใจ และชี้นำให้เด็กๆ เล่นกีฬา เราต้องกระตุ้นให้ลูกเล่นกิจกรรมกลางแจ้งดีกว่าเล่นในบ้าน หรือจะเล่นอินดอร์ก็ดีกว่าไม่เล่นอะไรเลย จากนั้นก็ไปหาที่เล่นที่สนุก เริ่มให้มีสังคมนักกีฬา เล่นกีฬาเพื่อไม่ให้ทำกิจกรรมที่ไร้สาระ เมื่อเราปลูกฝังตั้งแต่เด็กจะทำให้เข้าวงจรนั้นและอยู่ได้นาน" พิมล เล่า

 แต่เมื่อถึงช่วงแข่งขัน  ครอบครัวนี้ก็จะกลับมาทุ่มเทเวลาให้กับเทควันโดมากขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งคุณแม่ "แม็กซี่ ตระการตา" จะเตรียมเมนูนม โดยให้ดื่มแทนน้ำ และเมนูไข่ทั้งไข่แดงและไข่ขาว  พร้อมกับเตือนลูกชายทั้งสองให้ทำใจสบาย และทำให้ดีที่สุด อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะทำให้ตื่นเต้นและเครียด รวมทั้งเพิ่มคำสอนเรื่องความรับผิดชอบ เคารพกฎกติกา และน้ำใจนักกีฬาด้วย

 น้องพิพ นักเทควันโดสายดำกับท่าถนัดเตะหัวพิฆาตเริ่มเล่นเทควันโดตั้งแต่  5 ขวบ และเล่นมาตลอด 5 ปีแล้ว เพราะชอบการแข่งขัน เขาจึงอยากชนะอีกเรื่อยๆ แต่เมื่อแพ้ แม้จะเสียใจมากเท่าไร น้องพิพก็จะฮึดสู้ใหม่อีกครั้ง คิดว่าถ้าแพ้ครั้งนี้จะทำอย่างไรให้ชนะในครั้งต่อไป และหากจะสู้กับคู่แข่งตัวใหญ่ต้องอาศัยประสบการณ์มากกว่านี้

 สำหรับหัวอกคนเป็นพ่อแม่ก็คงอดสงสารลูกไม่ได้ แต่พิมลกลับบอกว่า ตรงนี้คือเสน่ห์น่ามหัศจรรย์ของการแข่งขันกีฬา

 "เวลาแข่งมันจะมีช่วงสนุก ไม่สนุก เจ็บแล้วจะเบื่อ เราต้องเรียนรู้แทนลูกด้วย พยายามบอกพวกเขาว่าแพ้ชนะเป็นของธรรมดา ทุกอย่างมี Up&Down เป็นสัจธรรม

 เมื่อแข่งแพ้ก็จะรู้สึกท้อ ต้องให้เขานึกถึงวันที่เขาชนะ เราแพ้ได้แต่อย่ายอมแพ้ ต้องสู้ต่อ เพราะเราเป็นนักต่อสู้ นี่คือวิถีนักสู้ เพื่อให้เราเรียนรู้และปรับตัวครั้งต่อไป ผู้ปกครองต้องคอยไกด์เขาว่า กีฬาจะชนะตลอดไปไม่ได้ ชนะบ่อยไม่ดี จงรู้จักแพ้บ้าง เพราะถ้าไม่เคยแพ้เลย พอเอาเข้าจริงเจอคำว่าแพ้ก็จะช็อกซึมเศร้า เครียด สลับกันไป  เช่นเดียวกันหากชนะก็จะดีใจกับลูกด้วย และจงเห็นใจผู้แพ้ (Fair Play) แต่ก็จะเตือนเขาให้เตรียมไว้เพราะสักวันเราก็มีวันแพ้นะ"

 หากหนุ่มน้อยทั้งสองเข้าใจกฎแห่งเกมกีฬานั้น มันคือความภูมิใจสูงสุดของผู้เป็นพ่อแล้ว ฉะนั้น ผู้ผลักดันเยาวชนไทยก้าวสู่นักกีฬาเทควันโดทีมชาติจึงไม่กำหนดเป้าหมายให้ลูกๆ ต้องเข้าวงการ "ศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่าของชาวเกาหลี"

  "อัจฉริยภาพด้านกีฬาต้องมีความพอดี  เราจะให้เด็กเลือกเอง ต้องไม่บังคับ ไม่กดดัน ต้องกระหายที่จะเล่นด้วยตัวเอง อยากให้เล่นเพื่อสนุกมากกว่า แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งลูกจะต้องคิดเอง ว่าเหตุผลคืออะไร ผลดี และผลเสียเป็นอย่างไร  เลือกเดินทางไหนก็เป็นสิทธิของเขา

ซึ่งเราก็พร้อมให้การสนับสนุนทุกด้าน แต่ก็จะบอกเขาก่อนว่า ต้องรับแรงกดดันอย่างไร แล้วจะรับได้แค่ไหน เพราะชีวิตนักกีฬา เช้าต้องซ้อมตั้งแต่ 6-8 โมง เย็นกลับมาซ้อมตั้งแต่ห้าโมงถึงทุ่ม นักกีฬาต้องมีองค์ประกอบทั้งพรสวรรค์ โชค และทำงานหนัก" พิมล กล่าวทิ้งท้าย

  แม้ว่าพ่อแม่จะไม่ลิขิตชีวิตหนุ่มน้อยทั้งสอง แต่น้องพิพและน้องที ต้องสัญญาว่าจะไม่เสียส่วนอื่นๆ ของชีวิตไป พวกเขาต้องมีเวลาให้ครอบครัว ไม่สูญเสียชีวิตวัยรุ่น และมีชีวิตอยู่ในความสมดุลให้ได้

Tags : ศรีวิกรม์ กีฬา เทควันโด

advertisement

advertisement