คริสโตเฟอร์ ไรท์..แม้จะดูทะลึ่งทะเล้น แต่งานทุกชิ้นของเขาเดินมาถูกทางตามที่ตั้งใจไว้... เขาบอกว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็น "ครูพันธุ์ใหม่"
ปฏิเสธไม่ได้ว่ารายการ "คริส ดิลิเวอรี่" ขายตัวตนของคนชื่อ "คริสโตเฟอร์ ไรท์" และทำให้เรารู้จักคนโนเนมเพราะ "บุคลิกแปลกๆ ที่แตกต่าง" และ "คำพูดจี๊ดๆ โดนใจคนไทยอ่อนภาษา" จึงทำให้คริสกลายเป็น แบรนด์เนมของครูสอนภาษาอังกฤษศตวรรษใหม่ที่ใครๆ ต้องร้องอ๋อ
เขาไม่ใช่ดารา ศิลปิน หรือพวกไฮโซ ที่ปรากฏตัวแล้วผู้คนจะสนใจในเวลาอันรวดเร็ว คริสเป็นแค่บุรุษหนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษที่หล่อเหลาแบบฝรั่งทั่วไป แต่ทว่าความคิดจากสิ่งที่อยู่ภายใต้รูปลักษณ์นั้น ทำให้เขากลายเป็นคนดังในเวลาชั่วข้ามคืน
หากคุณไม่ได้เป็นนักเรียนในสังกัด "Wright English Club" มาก่อน แต่ได้ชมรายการเจาะใจซึ่งคริสเป็นแขกรับเชิญ คุณได้รู้จักเขาแล้ว นั่นเป็นเพียงมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของคุณครูหนุ่มเท่านั้น แต่คริสยังมีพลังความคิดชั้นยอดที่กลั่นกรองแล้วอย่างดี และมีศักยภาพมากกว่าที่เห็น
สิ่งแรกในตัวคริสที่ฉายแววให้เห็นชัดเจนคือ "ความมั่นใจ" เต็มร้อย
ในขณะที่น้อยคนนักจะรู้ว่าตนเองเกิดมาเพื่ออะไร และต้องทำอะไรเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น แต่สำหรับ"คริสโตเฟอร์ ไรท์" คนที่ดูทะลึ่งทะเล้นบ้าบอ แต่ความจริง ทุกสิ่งที่แสดงออกสะท้อนความคิดก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าเสมอ เพราะเขาได้รับการปลูกฝังที่ดีจากพ่อแม่ในวัยเยาว์
"ผมคือลูกครึ่ง พ่อเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษอยู่เมืองไทย 30 กว่าปี คุณแม่เคยเป็นครูสอนภาษาไทย ผมไม่ใช่เด็ก 100% เพราะมันต้องแชร์ครึ่งๆ ผมเลยต้องเป็นเด็ก 200% มีความสมบูรณ์แบบเด็กไทย 100% เข้าใจทั้งภาษาและวัฒนธรรมไทย และเด็กฝรั่งอีก 100% วัฒนธรรมภาษาฝรั่งก็ต้องได้ด้วย เพราะพ่อแม่เห็นพ้องต้องกันว่า คนไทยหน้าฝรั่ง พูดแต่ภาษาไทย พูดอังกฤษไม่ได้ ส่วนคนไทยแท้ๆ แต่ก็พูดได้ครึ่งๆ กลางๆ พ่อแม่เลยบอกผมว่า เกิดเป็นลูกครึ่งอย่าให้เสียชาติเกิด เมื่อโชคดีแล้วก็ต้องเอาให้เต็มแม็กเลย"
วิธีปั้นลูกของคนตระกูล "Wright" เริ่มตั้งแต่การเลี้ยงดูและให้อยู่ในรั้วโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทยมาตลอดตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนมาถึงช่วงประถม และไม่นานนัก พ่อแม่จึงตระหนักได้ว่า อินเตอร์เนชั่นแนลโปรแกรม ซึ่งทำให้ต้องเรียนภาษาอังกฤษทั้งหมด มันฉีกเด็กชายคริสโตเฟอร์เป็นชิ้นๆ เขาหลุดกรอบที่วางไว้ เพราะพูดและเข้าใจแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น ส่วนภาษาไทยของคริสเริ่มล้าหลัง พูดไม่ชัดบ้าง หรือไม่ก็พูดผิดพูดถูก
"ผมสนิทกับแม่มากกว่า แต่ก็ซึมซับวิธีคิดของพ่อด้วย ในตอนนั้น แม่ใช้วิธีหลอกล่อให้ฟังเพลงไทย มันเข้าหูบ่อยก็ชอบ และแหกปากร้องตามได้ จริงๆ มันก็คือการสอนแบบธรรมชาติ พูดฟังเป็นภาษาสัญชาตญาณที่เกิดจากการเลียนแบบ แถมมันยังถูกหลักด้วย คือถ้าอยากเก่งภาษา ก็ต้องชอบก่อน แล้วทำให้มันง่ายและสนุก ส่วนพ่อผมก็สอนว่าภาษาอังกฤษทำให้เป็นช่าง คือช่างสังเกตและช่างสงสัย คือผมจะถูกปลูกฝังให้อยากรู้อะไรก็ต้องได้รู้ รู้ให้ได้ ในขณะที่คนไทยชอบช่างมันและช่างแม่ (ง)"
ระบบการเรียนรู้ของคริสจะทำงานแยกกันอย่างชัดเจน คริสบอกว่า สมองเด็กเหมือนฟองน้ำ ซึมซับและแยกแยะได้ และเขาก็เลือกที่จะรับข้อดีของแต่ละฝ่ายเข้าหาตัว จึงเกิดการประยุกต์ความรู้ต่างๆ และตกผลึกมันด้วยตัวเอง
สิ่งดีๆ อีกสิ่งหนึ่งในตัวผู้ชายคนนี้จึงบังเกิดขึ้น เพราะรู้จัก "การตัดสินใจ" ที่ดี
คริสเริ่มเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีเทคนิค เขาบอกว่า กรุงเทพคือมหาวิทยาลัยของเขา โดยใช้สื่อรอบๆ ตัวเป็นครู ทำให้สามารถเรียนรู้ภาษาตลอดเวลา และยังอาศัยสิ่งรอบตัว ฟังเพื่อสังเกต พูดสิ่งที่ทำ และทำให้มันเป็นสไตล์ของตัวเอง
นั่นเป็นเหตุผลให้คริสก็เริ่มก่อการกบฏ เขาทำเสียงขุ่นเคืองตามสไตล์หนุ่มขี้เล่นแต่เอาจริงว่า "ก็ผมให้เวลากับการสอนแบบเดิมมา 30 ปีแล้วมันไม่สำเร็จสักที" เขาจึงเปรียบตัวเองเป็นจอมโจรวายร้ายเข้ามาปฏิวัติการศึกษาภาษาอังกฤษในไทยเสียเลย
"ผมเชื่อว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่าง เราต้องค้นหาตัวเองให้เจอ ผมรู้แล้วว่าผมเกิดมาเพื่อเป็นครู"
หลังจากตระเวนสอนตามโรงเรียนสอนภาษาช่วงเรียนมหาวิทยาลัยมหิดล เขาก็ตัดสินใจได้ว่าจะเป็นอาจารย์ เพื่อหาประสบการณ์สำหรับเขียนหนังสือและอบรม จนกระทั่งได้มาเปิดสถาบันสอนภาษาที่ชื่อว่า Wright English Club
เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษของเขา คือ เน้นภาคปฏิบัติที่คนไทยขาด เพราะคนไทยไม่ยอมใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ด้วยการทำภาษาอังกฤษให้เป็นศิลปะ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ฝึกให้คุ้นเคยกับประโยคง่ายๆ ก่อน พอถึงมัธยมค่อยสอนโครงสร้างประโยค ทริกง่ายๆ คือ รู้ ปฏิบัติและค่อยเอาวิธีมาตบท้าย เพราะภาษาอังกฤษต้องเรียนรู้คู่สองทาง คือ ปฏิบัติแล้วตามด้วยทฤษฎี คริสเสริมว่า สอนภาษากับว่ายน้ำใช้เทคนิคเดียวกันนั่นเอง
คริสบอกว่า โรงเรียนทั่วไปจะพัฒนาจากข้างในตัวของผู้สอน แล้วจึงถ่ายทอดออกมาสู่ผู้เรียน (Inside-Out) แต่สำหรับครูพันธุ์ใหม่คนนี้ เขาจะดูดตัวตนของเด็กเข้ามาหาครู โดยใช้เทคนิค Outside - In
"วันแรกมีนักเรียน 10 คนในคลาสแรก ผมก็ลุยแกรมม่าเลย ทำตัวภูมิฐาน พูดอังกฤษล้วนๆ ผลตอบรับคือได้รอยยิ้มกลับมา แต่พวกเขาไม่รู้เรื่อง เด็กไทยเป็นประเภทเรียนรู้แบบท็อปดาวน์ ไม่มีการแสดงออก เลยได้สูตรครูดีต้องมี 3 ใจ ได้แก่หนึ่ง เข้าใจ คือผมต้องพูดสองภาษา สอง คือประทับใจ เราต้องสอนแบบมีเรื่องเล่า มีบทเรียน และสาม คือแรงบันดาลใจ สามารถต่อยอดและทบทวนใหม่ได้เสมอ แถมอีกนิดว่าต้องสอนให้ฮา และสนุก ด้วยคอนเซปต์ ง่าย สนุก ใช้ได้จริง"
แต่เมื่อได้ตำแหน่งคุณครูนักปฏิวัติดีเด่นจากยอดนักเรียนนับพันคนภายในเวลา 3 ปี หนุ่มคริสก็ยังไม่หยุดยั้ง นั่นทำให้เราเห็นว่า ยังมีสิ่งพิเศษในตัวคริสอีกอย่างหนึ่ง เขาเป็นคน "สู้สุดใจ" จริงๆ
คริสตั้งปรัชญาชีวิตไว้ว่า ห้ามหยุดพัฒนาตัวเอง หยุด คือเริ่มต้นถอยหลังแล้ว เช่นเดียวกับไอดอลคนเก่งอย่าง ไทเกอร์ วู้ดส์ ก็ยังคิดว่าถ้าหยุดตัวเองจะถดถอย ในขณะที่รอบข้างก็พัฒนา เขาจึงต้องทำเรื่อยๆ ซึ่งคริสวางเป้าหมายครูสอนภาษาอังกฤษอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยจะผลิตสื่อตลอดเวลาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพื่อพร้อมตะโกนบอกคนทั้งโลกให้ชอบภาษาอังกฤษ
ในเมื่อครูเป็นชนชั้นล่างสุดของสังคมคนดัง (Celebrity) เขาต้องทำให้ภาษาอังกฤษมีอะไรใหม่ๆ ไม่ทำอะไรเหมือนคนอื่น
คริสจึงหันมาจับปากกาเขียนหนังสือเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ แล้วเดินไปเสนอหลายสำนักพิมพ์ แต่กลับถูกปฏิเสธจนคอตก เพราะผลงานไม่เข้ากระแส แต่เขาก็ยังฮึดสู้ ประกอบกับโชคยังเข้าข้างอยู่บ้าง เพราะช่วงนั้นเขาทำงานกับเนชั่นจูเนียร์ ซึ่งสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ กำลังต้องการพอคเก็ตบุ๊คแนว Edutainment พอดี จึงได้ตีพิมพ์ "ฝรั่งเข้าใจ คนไทยเก็ท"
"แรกๆ ขายแทบไม่ได้ เพราะเราเป็นเพียง Somebody ที่ยังวิเคราะห์คนซื้อไม่เป็น แต่เมื่ออ่านประวัติเจ เค โรลลิ่ง เธอว่าสักวันเราต้องไปเจอคนที่คิดเหมือนกัน ผมก็เชื่อมั่นอย่างนั้น แต่แล้วพอคนอ่านเจอหมัดเด็ด "พูดไปแล้วมันโดน" หนังสือผมก็เริ่มมีคนหยิบ และคลอดหนังสือออกมาตลอดจนถึง 7 เล่มในปัจจุบัน"
ความฝันของคุณครูนักเขียนยังไม่หยุดที่วงการน้ำหมึก แต่ต้องการสยายปีกสู่วงการจอตู้ด้วย คริสพยายามนำเสนอโปรเจครายการทีวีสอนภาษาอังกฤษให้มากกว่า 5 นาทีอย่างที่เราคุ้นเคย แล้วเขาก็ทำสำเร็จเมื่อเจเอสแอลยื่นโอกาสให้เขาทำรายการ "คริส ดิลิเวอรี่" ความยาว 50 นาที และกระแสคริสฟีเวอร์ก็ทำให้รายการดำเนินต่อเนื่องมากว่า 2 ปีแล้ว และยังไม่หยุดนำเสนอสิ่งใหม่เร้าใจผู้ชม
ขณะเดียวกัน โรงเรียนที่เขาก่อตั้งมากับมือก็กำลังจะย้ายจากบ้านอาร์ซีเอ ซึ่งเปรียบเสมือนหน่วยงานวิจัย และเป็นเพียงแค่เด็กประถม อีกทั้งหนังสือขายได้น้อยลง รายการทีวีก็นิ่งมาก คริสเลยอยากกระตุ้นด้วยทอล์กโชว์ เช่นเดียวกับตอนที่เขาออกรายการเจาะใจมันก็เปรี้ยงขึ้นมา
ตอนนี้จึงอยากให้มันฮือฮาอีกครั้งด้วยการโชว์ศักยภาพอีกด้านหนึ่ง นั่นคือทอล์กโชว์ Stand-Up Comedy ในวันที่ 6-7 มิถุนายนนี้ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เวทีที่คริสจะเปลือยความคิดให้เห็นเต็มตา
"ผมรู้ว่าต้องทำอย่างไร เพราะผมมีไอดอล อย่างแอนดรูว์ บิ๊กส์ และครูเคท เป็นฝ่ายครูภาษาอังกฤษ ส่วนโน้ตอุดม และอ.จตุพล อยู่ฝ่ายทอล์กโชว์แมน แม้ผมจะเป็นคนโนบอดี้ แต่ครูเคทล่ะ แอนดรูว์ล่ะ เขาก็ทำได้ เราก็ต้องทำได้"
และสุดท้ายก็พบว่าภายนอกที่ดูทะเยอทะยานสุดแรงนั้น ภายในตัวตนของเขาเป็นคน "สนใจสิ่งใหม่และตั้งใจ" ขั้นสุด
คริสบอกว่า พรแสวงสำคัญกว่าพรสวรรค์ แต่มันก็ต้องมีทั้งสองอย่าง ขณะที่พรแสวงจะทำหน้าที่ขัดเกลาให้เราทำงานหนัก ตั้งใจและทุ่มเท เราก็ต้องใช้พรสวรรค์ทำให้มันโดดเด่นขึ้นมา
ตลอดเวลา สิ่งที่หล่อหลอมให้หนุ่มวัย 32 ปีอยู่รอดได้ คือ คำพ่อสอนให้รู้จักกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ (Hanger to Knowledge) และรู้จักจำสิ่งที่ดี รักษามันไว้ ทำให้ดีขึ้น เพื่อสร้างสรรค์มันด้วยไอเดียตัวของตัวเอง รวมทั้งไลฟ์สไตล์ชีวิตของคริสที่ชอบอ่านหนังสือเยอะ แบบ Active Reading คุยกับคนมากๆ ดูทีวีให้หลากหลาย และไปสถานที่ต่างๆ ก็ช่วยสร้างประสบการณ์ ให้เขาช่างสังเกตตลอดเวลา วางแผนและวิเคราะห์ และพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย
มั่นใจ +ตัดสินใจ + สู้สุดใจ +ตั้งใจ คือเข็มทิศชีวิตของ คริสโตเฟอร์ ไรท์ ให้ทำทุกสิ่งที่หวังด้วยคำว่า "ใช่เลย"
Tags : คริสโตเฟอร์ ไรท์ • ภาษาอังกฤษ • คริส ดิลิเวอรี่
