กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : สุขภาพ

วันที่ 4 พฤษภาคม 2552 04:00

อุ๊ยตาย... ใจมันสั่น

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ไปดูบุปผาราตรี ภาค3 มา เล่นเอาใจสั่นไปตลอดเรื่อง ไม่ใช่ว่ากลัวผีโผล่ออกมาจะเอ๋หลอกหลอน แต่เป็นเพราะพระเอกมาริโอ้ นะสิ โผล่มาทีไร ใจสั่นทุกท

ใจสั่นแบบนี้อาจเรียกว่าสั่นสู้ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ นั่งอ่านหนังสือ ดูทีวี แล้วอ่อนเพลงหมดเรี่ยวแรง อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์ตรวจคลื่นหัวใจให้ชัวร์ว่า มันจะเต้นเป็นจังหวะอยู่หรือเปล่า


 “หากอยู่เฉยๆ ทำกิจกรรมเบาๆ เหมือนปกติทุกวัน แต่เกิดอาการใจสั่น เหนื่อย เพลีย เป็นลม หมดสติ ต้องรีบพบแพทย์ คุณอาจเสี่ยงเป็นโรคภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้นะ” น.พ.ธรณิศ จันทรารัตน์ อายุรแพทย์หัวใจด้านภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ส่งคำเตือน


 ปกติ คนเราจะมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติหมายถึง การเต้นผิดจังหวะของหัวใจทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นชนิดเร็ว (เกิน 100 ครั้งต่อนาที), ชนิดช้า (น้อยกว่า 50 ครั้งต่อนาที การที่หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอหรือการเต้นกระโดด เช่น นั่งอยู่ดี ๆ หัวใจเต้นเร็วขึ้นทันทีจาก 80 ครั้งต่อนาทีเป็น 160 ครั้งต่อนาที หรือเต้น 2 จังหวะ หยุด 1 จังหวะ ไม่ดีแน่


 การเต้นของหัวใจเกิดจากกระแสไฟฟ้าหัวใจที่หัวใจห้องบนส่งสัญญาณกระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ แต่หากกระแสไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ ก็จะส่งผลต่อการเต้นของหัวใจในรูปแบบต่างๆ ข้างต้น


 อาการของผู้ป่วยที่ปรากฎได้แก่ หน้ามืด เป็นลม มึนศีรษะ เวียนศีรษะ ใจสั่น หัวใจเหมือนจะหยุดเต้น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหนื่อย เจ็บหน้าอก และอาจช็อค หัวใจล้มเหลว เสียชีวิตเฉียบพลันได้


 “อุบัติการณ์ของผู้ป่วยหัวใจกระโดดในไทยยังไม่มีการเก็บสถิติ แต่ในต่างประเทศ จะพบบ่อยในผู้สูงอายุ และมีโรคประจำตัว โดยอุบัติการณ์ของผู้ป่วยอยู่ที่ 8% ของคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป” อายุรแพทย์หัวใจให้ข้อมูล


  น.พ.ธรณิศระบุกลุ่มเสี่ยงของโรคหัวใจเต้นผิดปกติมีอยู่  5 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยที่หัวใจตายหรือหัวใจขาดเลือดจากโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง การสูบบุหรี่และกรรมพันธุ์, ผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง, ผู้ป่วยที่ลิ้นหัวใจผิดปกติ, ผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติของการนำกระแสไฟฟ้าหัวใจ และผู้ที่มีความเสื่อมตามวัย


 สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะทำโดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อย่างไรก็ดีในกรณีที่เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบนานๆ ครั้ง จำเป็นต้องอาศัยการตรวจแบบอื่นเพิ่ม เช่น การติดแถบบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง, การใช้เครื่องบันทุกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชั่วคราวชนิดพกติดตัว,

การทดสอบโดยการเอียงเตียง ซึ่งใช้ทดสอบภาวะหัวใจเต้นผิดปกติที่เกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ และการตรวจเช็คระบบไฟฟ้าหัวใจโดยตรงด้วยการใส่สายสวนหัวใจขนาดเล็กเข้าไปภายในหัวใจและใช้เครื่องเอ็กซเรย์ตรวจเช็คดูว่ามีไฟฟ้าลัดวงจรในพื้นที่ใดของหัวใจบ้าง


 หากตรวจพบว่า หัวใจเต้นผิดจังหวะต้องเข้ารับการรักษา โดยใช้ยาควบคุมการกระโดดของหัวใจหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ทำให้หายขาด หากหยุดยาหรือลืมกิน ก็จะมีอาการกลับมาใหม่


 นอกจากการกินยาก็มีการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจถาวร หรือที่เรียกว่าเครื่องเพซเมกเกอร์ (Cardiac Pacemaker) ในผู้ป่วยที่หัวใจเต้นช้ามาก หรือเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (Automatic Defibrillator) ให้หัวใจที่เต้นผิดจังหวะแบบร้ายแรงทำงานเป็นปกติผ่านพลังงานไฟฟ้า


 นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาด้วยพลังงานคลื่นวิทยุ โดยใช้หลักของการสวนหัวใจแต่เพิ่มพลังงานคลื่นวิทยุที่ติดในปลายสายสวนหัวใจ ทำให้เกิดเป็นความร้อน 50-60 องศาเซลเซียสเพื่อไปตัดวงจรไฟฟ้าภายในหัวใจที่ผิดปกติให้ขาดจากกัน ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ยังเป็นเทคโนโลยีการรักษาที่มีราคาแพง

แต่หากผู้ป่วยไม่พร้อมทางการเงินก็สามารถเลือกใช้วิธีผ่าตัดได้ เช่น การตัดต่อทางเดินเส้นเลือดหัวใจ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ หรือการผ่าตัดกล้ามเนื้อหัวใจตายที่โป่งพองออก ซึ่งเป็นการแก้ที่สาเหตุโดยตรง


 “หากเป็นคนปกติที่ไม่มีอาการก็จำเป็นต้องตรวจเช็ค โดยเฉพาะคนที่มีประวัติครอบครัวสายตรง (พ่อแม่ พี่น้องหรือลูก) เป็นมาก่อน หรือคนที่มีอาการใจสั่น อ่อนเพลีย เป็นลมบ่อย ๆ จำเป็นต้องมาตรวจให้รู้ เพราะหากไม่รู้ตัวอาจจะเสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้ เช่น การไหลตาย ที่เกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้เสียชีวิตขณะนอนหลับ โดยที่ไม่สามารถป้องกันหรือยื้อชีวิตได้เลย” น.พ.ธรณิศให้ข้อมูล


 ผู้ที่เป็นโรคภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ จำเป็นต้องทานยาให้สม่ำเสมอ ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ และหากทราบว่า การที่หัวใจตนเต้นผิดจังหวะจากโรคหัวใจอื่น เช่น หัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ก็ต้องรีบรักษาที่ต้นเหตุก่อน


 “สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี และไม่อยากให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ กินผัก ผลไม้เยอะๆ ลดเนื้อสัตว์ติดมัน ที่สำคัญ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิต ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 15 นาทีต่อวัน รักษาสุขภาพ นอนให้เพียงพอ ลดหรืองดแอลกอฮอล์” อายุรแพทย์หัวใจแนะนำ


 แล้ววันนี้ คุณฟังเสียงหัวใจตัวเองหรือยัง

Tags : หัวใจ ธรณิศ จันทรารัตน์ อายุรแพทย์

advertisement

advertisement