ตลาดสีเขียวในร่มอาคารรีเจ้นเฮาส์มีขนาดไม่ใหญ่นัก ต่างจากตลาดนัดออฟฟิศตรงที่อาหารและพืชผักผลไม้ที่มาชุมนุมกันที่นี่สะอาดปลอดสารพิษกันทุกเจ้า
ทุกวันพฤหัสฯ 10 โมงแก่ๆ พ่อค้าแม่ค้าทะยอยกันมากางแผงตั้งร้านวางขายผักผลไม้ และสารพัดอาหาร ในอาคารรีเจ้นเฮาส์ ติดกับสถาบันสอนภาษาเอยูเอ ถนนราชดำริ ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่สนใจเมนูสุขภาพและถูกปากอิ่มท้อง แม่บ้านบางคนเดินทางมาจากธนบุรีเพื่อมาหาซื้อผักปลอดสารพิษทำกินกันในครอบครัว
พอทิพย์ เพชรโปรี หรือหน่อย เจ้าของร้านอาหารมังสวิรัติวัย 49 ปี มีร้านตั้งอยู่ย่านปากซอยราษฎร์บูรณะ 34 ภายใต้แบรนด์ Health Me Shop รู้จักกับกรีนมาร์เก็ต หรือตลาดสีเขียวมาตั้งแต่เริ่มเปิดตลาดนัดเมื่อกันยายนปีที่แล้ว ตลาดสีเขียวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชื่อมประสานวงจรการผลิต ผู้ผลิต การซื้อขายผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษ
ที่ตลาดสีเขียวจะได้พบกับพ่อค้าแม่ขายที่ผลิตและจำหน่ายผักผลไม้ปลอดสารเคมี อาทิ ฟาร์มเห็ด ฟาร์มผัก ร้านอาหารมังสวิรัติ หรือแม้แต่ฟาร์มผลิตไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบมีสนามไว้ให้ไก่ได้เดินทอดน่องยามว่าง ไม่ใช่ไก่อีแว๊บที่เกิดมาไม่เคยเห็นแสงตะวัน
แม่ค้าทุกคนที่ตลาดสามารถเป็นไกด์บอกสรรพคุณผักปลอดสารที่นำมาขายได้หมด เพื่อเป็นการร่วมรณรงค์ให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเหตุใดต้องเป็นผักปลอดสาร มีประโยชน์และความคุ้มค่าต่อการเลือกซื้อไปประกอบเป็นอาหารสำหรับคนในบ้านอย่างไรบ้าง
“ที่นี่แม่ค้าเน้นใช้วัตถุดิบที่เพาะปลูกบนดิน เลี้ยงกันแบบเกษตรอินทรีย์ พวกบรรจุภัณฑ์ก็จะเน้นให้ใช้วัสดุย่อยสลายได้มากที่สุด เช่น ถุงกระดาษใส่ของ หรือใบตองห่อขนม เป็นต้น”
หน่อยยกตัวอย่างพลางหยิบข้าวต้มให้ดูเป็นตัวอย่าง ข้าวต้มมัดของเธอไม่มันเยิ้มเหมือนที่เห็นวางขายทั่วไป และยังอุดมไปด้วยถั่วดำ แหล่งโปรตีนสำคัญสำหรับชาวมังสวิรัติ
โครงการตลาดสีเขียวเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2551เป็นเครือข่ายที่นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ซึ่งได้มาตรฐานของกลุ่มจัดจำหน่ายเพื่อส่งเสริมให้คนหันมารักสุขภาพด้วยการกินและเกิดแรงบันดาลใจที่จะปลูกกินเองที่บ้าน
“ผักอินทรีย์มันอร่อย เทียบกันต้นต่อต้น เคี้ยวกินสดๆ กับผักในตลาด จะรู้ว่าอร่อยต่างกันสิ้นเชิง และดีสุดคือร่างกายเราไม่มีสารเคมีตกค้าง ดินและน้ำก็ได้รับประโยชน์จากการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ด้วย” เจ้าของร้านอาหารมังสวิรัติ กล่าว
พูนทรัพย์ เจตลีลา หรือป้าจาย แม่ค้าวัย 59 ปีผู้บุกเบิกตลาดสีเขียวด้วยอีกหนึ่งคน สินค้าของป้าจายเป็นอาหารเมนูพิเศษที่ได้รับถ่ายทอดความรู้มาจากคุณยาย ใช้ดอกไม้เป็นวัตถุดิบและเป็นดาวดวงเด่นของตลาดเลยก็ว่าได้
เมนูแรกที่ป้าจายอยากแนะนำคือ ส้มตำดอกไม้ มีดอกไม้หลายสิบจัดสรรลงบนจานราวสวนดอกไม้ อาทิ ดอกเข็ม เฟื่องฟ้า ชบา พวงชมพู ดาวกระจาย อัญชัน หญ้าหยา เล็บมือนาง ดอกคูณ สายบัวหั่นฝอย เม็ดพริกไทยอ่อน ซึ่งเคียงด้วยเส้นฝอยจากฟักทองสีเหลืองนวล แครอท และฟักแม้วที่หวานกรอบ
ส้มตำดอกไม้ไม่ได้ตำกันสดๆ เพียงแต่นำมาวางเรียงกินเคียงกับอาจาดรสเยี่ยมยอด รสชาติไม่ต้องพูดถึงเปรี้ยวอมหวานกินแล้วติดอกติดใจชนิดต้องซื้อกลับไปฝากกัน
ป้าจายเรียนจบมาสถาปัตยกรรมศาสตร์จากรั้วจามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่หันไปเอาดีทางด้านการเป็นนักโฆษณาอยู่กว่า 20 ปี จนยุคฟองสบู่แตกราวปี 2540 จึงหันมาทำหนังสือเมนูอาหารจากดอกไม้ 51 สูตรจากดอกไม้ 24 ชนิด
“อาหารป้าก็เอาพวกดอกไม้ริมรั้วนั่นแหละ ไม่ต้องไปหาที่ไหน คือเราไม่ได้จะทำอาหารขาย หรือเขียนหนังสือขาย แต่อยากให้คนเห็นอาหารเราแล้วได้ไอเดีย อยากทำดอกไม้ ปลูกดอกไม้หรือผักสวนครัวย่อมๆ กินเองที่บ้าน” ป้าจาย กล่าว
เมนูที่ประทับใจป้าคือ เกี๊ยวกลีบบัว เอาใบบัวหลวงมาห่อไส้จากหมูหรือกุ้งสับห่อพันด้วยตะไคร้หอมรับรองหอมอร่อยอย่าบอกใคร และทำกินเองได้ทุกบ้าน
ป้าจายขายอาหารเมนูดอกไม้ที่นี่ที่เดียว มาขายใช่ว่าจะได้กำไรนับแบงก์กลับไปบ้าน แถมยังต้องควักเนื้อ แต่ป้ายังเต็มใจมาทุกครั้ง เพราะสิ่งที่ได้กลับไปคือ ความสุข
ส้มตำดอกไม้และของในเรือนร้านราคาไม่เกิน 30-40 บาท อิ่มได้เหมือนกินข้าวหนึ่งจาน ช่วยระบบขับถ่ายให้คล่องเหมือนยาระบายอ่อนๆ นอกจากส้มตำดอกไม้แล้วป้าจายยังมีเมี่ยงดอกไม้ ขนมจีนน้ำยาเห็ดจากปลานิลทะเลที่หอมกรุ่นชวนชิมมาวางขายอีกด้วย
ตลาดสีเขียววายเอาตอนบ่าย 4 พ่อค้าแม่ค้าจะยังไม่กลับกัน แต่จะมานั่งประชุมกันทุกครั้งเพื่อพูดคุยกันเพื่อประเมินธุรกิจ ใครขายได้มากได้น้อยแค่ไหน เรียกว่าเป็นการประเมินตลาดจากผู้ขายด้วยกันเอง หลายครั้งยังใช้เป็นเวทีบอกฝากซื้อผักผลไม้แล้วเอามาส่งกันสัปดาห์หน้า
คนึงนิตย์ วงศ์ศิริโรจน์ แม่บ้านวัย 58 ปีจากฝั่งธนบุรีเดินทางนานหลายชั่วโมงเพื่อมาเดินซื้อของในตลาดสีเขียวบอกว่า ได้ข่าวมาจากเพื่อนจึงชวนกันนั่งรถเมล์ข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อมาจับจ่ายของดีกลับบ้าน
“ถ้าบ้านเรามีตลาดสีเขียวอย่างนี้เยอะจะดีมาก ป้าว่าช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ ลดสารเคมีปลูกผักได้เลย คนไทยจะได้มีสุขภาพดี" ลูกค้าฝั่งธนฯ เปิดใจ
ปกติ ครอบครัววงศ์ศิริโรจน์กินผักปลอดสารพิษอยู่บ้าง แต่จะกินค่อนข้างหลากหลายสลับกับผักปกติที่จะต้องแช่น้ำยาล้างผักทุกครั้งเพื่อลดการปนเปื้อนจากสารเคมีได้มากที่สุด
เธอยอมรับว่า ราคาผักปลอดสารพิษยังอยู่ในเกณฑ์แพง แต่ตนก็รับได้ เพราะครอบครัวไม่ได้เน้นว่าต้องกินผักออแกนิกส์อย่างเดียว กินเมื่อมีโอกาสมากกว่า เช่นไปห้างสรรพสินค้า หรือไปเดินตลาดที่มีผักปลอดสารพิษวางจำหน่ายอยู่ก็จะซื้อมาทำให้ลูกกิน
“ป้าว่ากินผักดีมีประโยชน์นั้นจริง แต่คงไม่ต้องถึงขั้นปลอดสารทุกมื้อก็ได้ และหากจะปลูกฝังเยาวชนรุ่นใหม่ให้กินผักนั้น แค่ให้เขากินผักได้เสียก่อนจะดีกว่า เพราะเด็กยุคใหม่นับวันจะไม่กินผักมากขึ้น และเจ็บป่วยสารพัดโรคด้วย” แม่บ้านรุ่นใหญ่ กล่าว
Tags : ตลาดสีเขียว • ผักปลอดสารพิษ • เมนูสุขภาพ



