Decode: Digital Design Sensations ถอดรหัสดิจิตอล นิทรรศการนี้จะพาทุกท่านไปพบกับงานออกแบบที่เชื่อมระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี
เทคโนโลยีดิจิตัล คือเครื่องมือใหม่สำหรับศิลปินและนักออกแบบในปัจจุบัน การพัฒนาการสื่อสารของมนุษย์กับดิจิตอล คือการแสดงออกอย่างหนึ่งของการมีชีวิตท่ามกลางโลกที่ร่วมสมัย ที่ทุกอย่างสามารถผสมกลมกลืนกันได้อย่างแยบยล กว่า 400 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้พัฒนามาจากคอมพิวเตอร์มาจนถึงปัจจุบันนี้ ผู้ที่ทำงานแวดวงออกแบบและศิลปะได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานไปในหลายรูปแบบ โฉมหน้างานในปัจจุบันได้ปรับตัวให้เชื่อมโยงเข้ากับคนดูได้ใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งงานไม่จำเป็นต้องตั้งโชว์แค่ในแกลลอรีหรือพิพิธภัณฑ์เพื่อความหรูหราแตะต้องไม่ได้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป นั่นคือการปรับเปลี่ยนเพื่อเข้าใจในวัฒนธรรมร่วมสมัยของการบริโภคของคนรุ่นปัจจุบัน
ภาพของระบบดิจิตอลกำลังปลูกต้นไม้และภาพของดวงตาจักรกลที่มีกลไกเหมือนเป็นกระจกที่กระพริบตาทักทายและสะท้อนหน้าตาของคนที่มาดู เด็กๆกำลังเล่นสนุกกับภาพดิจิตอลบนจอเสมือนหนึ่งเป็นของเล่นชิ้นใหม่ นี่คือส่วนหนึ่งของงานออกแบบดิจิตอลที่ใช้ชื่องานว่า “Decode: Digital Design Sensations” ถอดรหัสดิจิตอล นิทรรศการนี้จะพาทุกท่านไปพบกับงานออกแบบที่เชื่อมระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี จากงานที่เล็กที่สุดไปจนถึงงานที่มีขนาดใหญ่เลยทีเดียว โดยได้รับความร่วมมือจาก “Onedotzero” ซึ่งเป็นบริษัทงานที่ผลิตระบบดิจิตอลและสื่อทุกประเภทที่มีชื่อแห่งหนึ่งของลอนดอน รวมถึงนักออกแบบและศิลปินที่ร่วมงานนี้ เช่น Daniel Brown, Golan Levin และ Daniel Rozin โดยได้รับความร่วมมือจากภัณฑารักษ์ Louise Shannon เป็นผู้จัดงานนี้ที่ V&A Museum กรุงลอนดอน
โดยได้แบ่งเรื่องราวการจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือ “Code as a Raw Material” ความหมายคือ การใช้รหัส (Code) ของคอมพิวเตอร์ออกแบบงานขึ้นมาใหม่ซึ่งเหมือนเป็นกระบวนการเดียวกับประติมากรที่ทำงานโดยใช้วัสดุ เช่น ดินและไม้ในการสร้างงานประติมากรรมนั่นเอง ผลงานที่ชื่อว่า “On Growth and Form series”โดย Daniel Brown ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้นั่นเอง โดยเขาได้ใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์เป็นการควบคุมของการเจริญเติบโตของต้นไม้ เหมือนเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าต้นไม้ จะผลิดอกออกใบนั้นใช้เวลานานเท่าไหร่ โดยที่มันจะสามารถเจริญเติบโตไปจนถึงวันสุดท้ายของนิทรรศการนี้
ส่วนที่สอง “Interactivity” จะทำให้งานออกแบบดิจิตอลนั้นสามารถเชื่อมโยงเข้ากับคนดูเหมือนได้สัมผัสกันต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว โดยที่ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมกับงานนี้ได้ เหมือนเป็นการแสดงสด(Performance) เช่นงานของ Golan Levin กับงาน “Opto-Isolator” งานที่เหมือนมนุษย์มีดวงตาจักกล สามารถเพ่งมองดูผู้ชมได้และจะกระพริบตาหลังจากที่คนดูกระพริบตาภายใน1 วินาที น่าทึ่งไหมครับ กับอีกผลงาน Weave Mirror โดย Daniel Rozin เขาได้ใช้กระจกกว่า 768 แผ่นมาสานเหมือนงานหัตถกรรม และเมื่อผู้ชมไปส่องกระจกบานนี้เข้า ใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นภาพที่เหมือนควันจางๆ มากกว่าที่จะเห็นเป็นหน้าของตัวเอง
ส่วนสุดท้าย “The Network” เป็นการตอบโจทย์ของการสื่อสารในทุกวันนี้ด้วยระบบดิจิตอลทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ระบบ GPS และเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ โดยนักออกแบบได้สำรวจการพัฒนาของเทคโนโลยี จนมาถึงการเชื่อมโยงกันระหว่างสื่อต่างๆ โดยที่จะไม่มีรูปร่างของงานเหมือนอย่างแต่ก่อนให้เห็นกันอีกต่อไป Aaron Koblin และJonathan Harris กับงาน “We Feel Fine” ได้จัดทำระบบที่ทุกคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตสามารถสร้างอารมณ์ความรู้สึก สี ข้อมูลทุกอย่างออกมาเป็นรูปทรงกลมล่องลอย โดยจะมีค่าสีบ่งบอกถึงสภาพ เช่น เพศ อายุ เมืองที่อยู่ อากาศ ความรู้สึกต่างๆ จะแสดงออกมาให้เห็นกันได้
ยังมีอีกหลากหลายผลงานที่ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมทั้งเล่น และสนุกไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่จากการสร้างสรรค์โดยนักออกแบบและศิลปิน ทั้งหมดนี้ คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ในอนาคตรวมทั้งปัจจุบันใช่หรือไม่ นั่นคือคำถามที่ตั้งไว้ในตอนท้ายของนิทรรศการนี้
Tags : ศิลปะ



