กรุงเทพธุรกิจ

Life Style : ศิลปวัฒนธรรม

วันที่ 6 พฤษภาคม 2553 14:11

จะไปทางไหนกันดี : พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร

รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม

อาจารย์สมลักษณ์ เจริญพจน์และผศ.เพ็ชรสมร เพ็ญเพียร

พิพิธภัณฑ์ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สวนสุนันทา (เอื้อเฟื้อภาพโดยมิวเซียมสยาม)

การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก

การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์สวนผักกาด

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอยู่ 28 แห่ง การดำเนินงานที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับในระดับหนึ่ง

กรุงเทพมหานคร เป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีวิถีชีวิตที่เป็นพลังทางภูมิปัญญาทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ ที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมายาวนาน นอกจากนี้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมยังเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าต่อกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม และวัฒนธรรม  ที่จะสร้างจิตสำนึกและความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยมีหน่วยงานคือพิพิธภัณฑ์ทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวม ซึ่งในปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอยู่ 28 แห่ง การดำเนินงานที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับในระดับหนึ่ง แต่เพื่อให้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในกรุงเทพมหานครได้มีการพัฒนามากขึ้น จึงได้เกิดงานเสวนาเรื่อง 'พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร...ไปทางไหน' โดยมีนักวิชาการในแวดวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมในการเสวนา อาทิ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านสังคมประวัติศาสตร์, อาจารย์สมลักษณ์ เจริญพจน์ นายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย และผศ.เพ็ชรสมร เพ็ญเพียร ณ บริเวณห้องเอนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

 อาจารย์สมลักษณ์ เจริญพจน์ นายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานครที่เกิดขึ้นมาอาจจะเรียกได้ว่าเกิดขึ้นเร็วเกินไป เพราะพอคิดกันว่าควรจะมีก็ทำขึ้นมาทันที ดังนั้นพอเริ่มต้นก็กลายเป็นจุดบอดเพราะชุมชนไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าชุมชนจะไปมีส่วนร่วมบริหารจัดการดูแลบ้างหรือยัง แต่ก็ต้องก้าวต่อไปว่าจะดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร ส่วนพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นมาใหม่นั้นจะต้องคิดตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่าจะทำอย่างไรให้พิพิธภัณฑ์เกิดจากชุมชน มีความเข้มแข็งและยั่งยืน 

 "ที่ผ่านมาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานครจะนำเสนอในรูปแบบเดียวกันหมด แม้กระทั่งหัวข้อ ที่ถูกต้องแล้วพิพิธภัณฑ์ต้องแข่งขันกันเองว่า ที่ไหนจะดึงดูดคนได้มากกว่ากัน แต่ที่ผ่านมาทุกที่ทำเหมือนกันหมด เนื้อหาอาจจะเหมือนกันบ้าง แต่การนำเสนอต้องต่างกันออกไป และที่สำคัญต้องต่างจากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เพราะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็น Living Museum ซึ่งต้องมีชีวิตมากที่สุด ต้องสร้างความมีชีวิตและใช้ตรงนี้ให้เป็นจุดแข็งในการดำเนินงาน” 

 ด้าน ผศ.เพ็ชรสมร เพ็ญเพียร ได้ยกเอาพิพิธภัณฑ์วังวรดิศ มาเป็นตัวอย่างนำเสนอว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมเป็นที่ประทับของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้สืบทอดคือหม่อมเจ้าจุลดิศได้ตั้งพระทัยว่าต้องจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ในย่านนั้นเท่านั้น เพราะประชาชนที่อยู่ก็ยังอยู่ในย่านนั้นเป็นคนพื้นเพเดิม 

 "ทายาทต่อมาคือม.ร.ว. สังขดิศ ดิศกุล และมล.ปนัดดา ดิศกุล ซึ่งได้รับสั่งจากสมเด็จย่าที่ทรงพระราชทานตรัสว่าอะไรที่จัดตั้งไว้ให้อยู่อย่างนั้น ที่พิพิธภัณฑ์วังวรดิศดิศผู้คนจะทราบความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ที่ดี ปีหนึ่งมีคนเข้ามาประมาณ 25 คณะ วันที่เปิดดำเนินการคือปี 2520 โดยสมเด็จพระพี่นางฯ พิพิธภัณฑ์วังวรดิศเปิดให้บริการทั้งคนในประเทศและคนต่างชาติ งบประมาณก็เป็นของทายาทในตระกูล รัฐช่วยในเรื่องหอสมุดซึ่งเป็นที่เก็บหนังสือกว่า 7,000 เล่ม ส่วนเรื่องเอาใจใส่ต่อชุมชนนั้น จะมีบันไดด้านหน้าน้ำพุ พระองค์ฯ ท่าน และผู้สืบทอดจะใช้เป็นสถานที่รับฟังความคิดเห็นของชุมชน"

 "ปัญหาและอุปสรรคในเรื่องสนับสนุนบริหารจัดการนั้นไม่มี เพราะทายาทดูแลกันเอง แต่มีปัญหาเล็กน้อยเรื่องการบรรยายที่อาจจะดูเชยเพราะไม่ได้ใช้เทปหรือวัสดุอื่นๆ เพราะกลัวจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน ไม่ได้จ้างพนักงานเลยค่ะ แต่ใช้ข้าราชบริพารแม้กระทั่งตัวดิฉันเอง ซึ่งบรรยายมาตั้งแต่ปี 2521 โดยสำนึกในพระคุณของพระองค์ฯ ท่าน”

  ด้านรศ.ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา ในความคิดเห็นของตนเองคิดว่าค่อนข้างล้มเหลว เพราะไม่เห็นคนท้องถิ่นมามีส่วนร่วม พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะต้องเห็นชีวิตและวัฒนธรรมไม่ใช่เป็นเพียงสถานที่จัดวางของตั้งแสดงหรือโกดังเก็บของ เพราะต้องมาจากฐานประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตของคนท้องถิ่น แล้วเอาความรู้นั้นมาจัดแสดงให้ลูกหลานได้เรียนรู้และเกิดจิตสำนึก คนที่อยู่ในท้องถิ่นต้องมีความสัมพันธ์ ความทรงจำ และจิตสำนึกร่วมกัน

 "ถึงแม้ปัจจุบันการปกครองจะแบ่งออกเป็นเขตต่างๆ แต่หัวใจของชุมชนยังคงเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมซึ่งมีความสัมพันธ์เกิดขึ้น ถ้าภาครัฐจะช่วยเหลือก็ควรให้เงินสนับสนุนบางส่วน แต่หลักใหญ่ต้องให้ชุมชนสร้างและคิดเอง เขาจะได้รู้สึกเป็นเจ้าของ นำไปสู่การสร้างสรรค์หลายอย่าง เช่น  ด้านเศรษฐกิจ ก็จะเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น (Creative Economy) ซึ่งตอนนี้กรุงเทพมหานครทำได้เกือบถูกทางแล้ว ที่สำคัญต้องมีเครือข่ายภาคีให้คนท้องถิ่นสร้างประวัติศาสตร์จากความทรงจำของตัวเอง ไม่ใช่เอาเนื้อหาการนำเสนอมาจากห้องสมุด ต้องทำให้เห็นชีวิตจริง แล้วดึงสิ่งเหล่านั้นออกมาจัดแสดงถ่ายทอดให้เด็กรุ่นหลัง สำนึกท้องถิ่นก็จะเกิดขึ้น เป็นการใช้ความรู้จากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นปลุกสำนึกคนรุ่นใหม่"

 "ยกตัวอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์วังวรดิศ ซึ่งมีประวัติของตัวเอง มีชีวิตชีวา เป็นประวัติศาสตร์ของคนหลานหลวง แต่ที่มีมากกว่านั้นคือเรื่องชุมชนรอบข้างที่มีเรื่องราว เช่น ชุมชนนางเลิ้ง คลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งมีความต่อเนื่อง เปลี่ยนไปอย่างไร คนในท้องถิ่นจะสามารถอธิบายและต่อยอดออกเป็นเรื่องการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน นำไปสู่การสร้างสรรค์ คิดต่อยอดได้ เช่น ในเรื่องอาหารก็สามารถเอามาจัดขาย ทำให้เกิดชีวิตชีวาและอ้างอิงถึงเอกลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นได้" 
 

"เราต้องฝึกให้มีความเป็นตัวของตัวเอง สร้างประวัติศาสตร์จากความทรงจำ  โดยเอาคนเก่าในย่านนั้นมาพูด ให้คนรุ่นใหม่มาดูแล้วกรองข้อมูล พิพิธภัณฑ์ต้องมีชีวิตซึ่งจะทำได้โดยต้องเป็นคนท้องถิ่น และทำไปเพื่อคนในท้องถิ่นของตัวเอง” รศ.ศรีศักร สรุป

Tags : พิพิธภัณฑ์

Video

advertisement

advertisement

advertisement