กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

Life Style : ศิลปวัฒนธรรม

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 11:46

ศาลพระภูมิ มีดีไซน์ ยุค Creative Economy

ไกรลาศ จันทร์คง

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

แพกเกจจิ้งและผลิตภัณฑ์มีดีไซน์เป็นสิ่งที่ได้รับการส่งเสริมในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แล้วถ้าเป็น 'ศาลพระภูมิ' ล่ะ ?

'เศรษฐกิจสร้างสรรค์' หรือ Creative Economy กำลังได้รับความสนใจ แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าผลิตภัณฑ์ที่ถูกสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่แพจเกจจิ้ง หรือโปรดักต์ธรรมดาๆ ทว่า เป็น 'ศาลพระภูมิ' จากไอเดียดีไซน์ของนักออกแบบรุ่นใหม่ ซึ่งฉีกรูปแบบจนแหวกแนวจากที่คนส่วนใหญ่เคยคุ้น 

 สิ่งใหม่ๆ ที่ปรากฎขึ้นท่ามกลางความเชื่อและขนบประเพณีแบบเดิม เป็นจึงเรื่องน่าสนใจ โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า สังคมแห่งการดีไซน์กำลังพาเราไปไกลเกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า ?
 
ทุกข์คนทำงาน หันพึ่งเทวดา
 "เราเปิดบริษัทสถาปนิกมา 20 ปี งานที่ถนัดคือการออกแบบโรงงานและอาคารขนาดใหญ่ ทำให้พบว่าทุกครั้งพองานใกล้จะจบ ผู้ประกอบการเจ้าของโรงงานและบริษัทต่างๆ จะต้องมีการตั้งศาลบูชา แล้วก็จะขอให้เราช่วยออกแบบ อาจจะแค่ฐานปูนแล้วเขาไปซื้อศาลสำเร็จรูปมาติดตั้ง หรือให้ช่วยออกแบบศาลให้ดูกลมกลืนกับตัวอาคารหลักในพื้นที่เดียวกัน"


 ไกรลาศ จันทร์คง เป็นสถาปนิก แรกๆ เขาคิดว่าการที่สถานประกอบการโรงงานเหล่านี้แค่ต้องการสร้างศาลให้ดูหรูหราอลังการ คงเพราะเจ้าของกิจการอยากให้มีสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ ไว้ประดับบารมี แต่หลังจากที่ทำงานมาหลายปี เขาพบว่าตัวเองอาจมองผิดไป


 "ทำไปนานๆ เริ่มเห็นว่าศาลเหล่านี้มีความสำคัญจริง เพราะเป็นศูนย์รวมและสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยเฉพาะในองค์กรที่มีคนทำงานเยอะๆ มีความอึดอัด มีทุกข์จากการทำงาน บางคนทะเลาะกับเจ้านาย เครียดที่ไม่ได้โบนัส ไม่รู้จะบอกใครก็ได้ศาลเป็นที่พึ่ง" ไกรลาศ เล่าถึงมุมมองใหม่ที่คนซึ่งทำงานในองค์กรเล็กๆ ไม่มีแรงกดดันสูงอย่างเขาต้องเคยเจอ


 เมื่อเล็งเห็นแล้วว่าสังคมยิ่งพัฒนาไปเท่าใด คนยุคใหม่กลับยิ่งมีทุกข์ชนิดหาทางออกไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องหันกลับมาพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่มาให้เขาและเพื่อนๆ สถาปนิกเกิดแนวคิดที่จะแตกไลน์เปิดบริษัทใหม่ชื่อ 'โฮลีพลัส' เพื่อทำธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายศาลสำเร็จรูป ซึ่งแน่นอนว่าจุดแตกต่างจากที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดก็คือดีไซน์อันทันสมัย เพื่อให้สอดรับกับอาคารบ้านเรือนสไตล์โมเดิร์นของยุคนี้

ความเชื่อโบราณสู่งานดีไซน์ยุคใหม่
 ขยายความถึงประสบการณ์ออกแบบอาคารสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่เคยทำมา ทุกครั้งยังหมายถึงการร่วมงานกับบรรดาหมอดู ซินแส และเมื่อถึงขั้นตอนการตั้งศาล บุคลากรที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็มักจะเป็นพราหมณ์ผู้ประกอบพิธี โจทย์ของสถาปนิกจึงเป็นเรื่องความต้องการของเจ้าของงาน บวกกับหลักเกณฑ์ตัวเลขต่างๆ จากการคำนวณทำนายโดยผู้รู้ด้านโหราศาสตร์ ฮวงจุ้ย พิธีกรรม ฯลฯ ก่อนจะมาถึงลำดับที่สถาปนิกจะนำความรู้ที่มีมาดีไซน์ผสานแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ให้เกิดความงามพร้อมประโยชน์ใช้สอย

 การออกโปรดักต์ใหม่ก็เช่นกัน ในเมื่อผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องที่แยกไม่ได้กับความเชื่อและพิธีกรรม สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปว่าดีไซน์ก็คือเรื่องของความถูกต้องตามขนบประเพณี ศาลของ 'โฮลีพลัส' แม้ดีไซน์จะสะดุดตาในสไตล์โมเดิร์น แต่ก่อนจะสร้างตัวแบบขึ้นมาได้ก็ต้องไปขอคำแนะนำปรึกษาจากพราหมณ์พิธีหลวง ที่เทวสถานโบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า ก่อนจะมั่นใจว่าถูกต้องตามแบบแผน แล้วจึงนำไปจดสิทธิบัตรป้องกันการลอกเลียนแบบ

 แนวคิดหลักคือสร้างความแตกต่างด้วยวัสดุและดีไซน์ เน้นโชว์เนื้อวัสดุจริง จึงเลือกใช้แกรนิตอลซึ่งเป็นกระเบื้องเนื้อแกร่ง ทำความสะอาดได้ง่าย ส่วนเสาใช้สเตนเลส เพื่อความคงทนและสีไม่เปลี่ยน อย่างไรก็ดี เมื่อเริ่มทำตลาดจริง แม้โปรดักต์จะได้รับความสนใจ แต่การตัดสินใจซื้อถือเป็นอีกเรื่อง

 "ลูกค้ามาเพราะดีไซน์โดน แต่จะขายได้หรือไม่ยัง 50:50 เพราะเขาจะถือสูตรมาด้วย มาถึงก็วัดเลย ถ้าขนาดได้ ต่อไปก็ดูว่ามีอะไรที่จะต้องปรับหรือเปล่า เช่น ต้องการเสาหรือตัวศาลสีทอง ก็ต้องไปจ้างร้านปิดทองคำเปลว หรือประเภทที่ลูกค้าอยากได้ คนที่บ้านไม่เอาด้วยก็มี"

ความเชื่อ หรือแค่เคยชิน
 หลังเปิดตัวสู่ตลาดแบบไม่โฉ่งฉ่างในช่วง 2-3 เดือน ด้วยสนนราคาที่ไม่แตกต่างจากศาลที่มีจำหน่ายทั่วไป ซึ่งสามารถทำยอดขายเกินสิบ ไกรลาศ บอกว่าพอรับได้ สำหรับระยะเริ่มต้น

 'โฮลีพลัส' ยังนำผลิตภัณฑ์ไปเสนอต่อลูกค้าตามงานต่างๆ อย่าง 'Interior Intrend' ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน และล่าสุด 'บ้านและสวนแฟร์' ที่เมืองทองธานี เป็นโอกาสให้ไกรลาศได้พบปะ และฟังความคิดเห็นที่หลากหลายจากผู้ที่เข้าชมงาน


 "ส่วนใหญ่ถามว่า 'สร้างแบบนี้ท่านจะอยู่หรือ' อีกวันผมใส่สูทไปยืนที่บู้ธ มีคนดูงานมาถามว่า ศาลแบบนี้บริวาลต้องแต่งตัวแบบไหน ให้ใส่สูทแบบผมเลยหรือเปล่า" ไกรลาศ เล่าอย่างสนุกสนาน ด้วยเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและขนมประเพณีที่มีมานาน


 "ผมให้ข้อมูลว่าที่ทำแบบนี้ได้ เราเช็คมาแล้วว่าถูกต้องตามคุณลักษณะทุกประการ แต่ก็เข้าใจว่าแบบเดิมมีมานาน พอมีสิ่งที่แตกต่างคนก็ชักไม่แน่ใจ"


 ทีมงานจาก 'โฮลีพลัส' ยืนยันว่าจากการตรวจสอบกับพราหมณ์ผู้รู้ ข้อกำหนดของศาลประเภทต่างๆ มีไม่มาก อาทิ ศาลพระภูมิมีเสาเดียว เพราะถือเป็นเทพจึงสร้างให้แตกต่างจากบ้านคนทั่วไป ขณะที่ศาลตายายลักษณะคล้ายบ้าน มี 4 เสาและบันได ส่วนศาลพระพรหมณ์มีซุ้มปราสาทจตุรมุข ฯลฯ เป็นการตอบข้อสงสัยในตอนต้นว่า 'ดีไซน์' ไม่ได้ล้ำเส้นขนบประเพณีที่เคยยึดถือปฏิบัติของสังคม


 เหลือประเด็นที่อาจต้องกลับมาตั้งคำถามก็คือ หรือที่ผ่านมา เราเพียงแต่ปฏิบัติตามๆ กันมา จนเผลอมองข้ามคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดจากอดีตไปอย่างน่าเสียดาย

 ก่อนจะไปถึงเรื่องดีไซน์ว่าศาลแบบไหนเหมาะควรหรือไม่ อันดับแรกน่าจะเริ่มกันตรงที่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรตั้งศาลหรือไม่ ? และควรตั้งศาลใด ?

พราหมณ์ คีษณพันธุ์ รังสิพราหมณกุล แห่งเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ อธิบายว่า


 "การจะตั้งศาลใดขึ้นกับความประสงค์ของผู้จะตั้ง ผู้รู้แค่ไปดูว่าสถานที่เหมาะสมหรือไม่ เหมือนเราเชิญเทพ ถ้าเชิญท่านไปอยู่ข้างกองขยะก็ไม่เหมาะ"

ฟังแล้วยังข้องใจเรื่อง 'ความประสงค์' ของผู้เป็นเจ้าของพื้นที่


 "อยู่ที่ว่าอยากเชิญเทพองค์ใด เชิญท่านมาแล้วได้เห็นธรรมะข้อไหน เช่นตั้งศาลพระพรหมณ์ก็เพื่อระลึกถึงพรหมวิหาร 4 ส่วนศาลเจ้าที่ ศาลตายาย ก็คือการแสดงความนอบน้อม สร้างเพื่อสำนึกบุญคุณของผู้ที่ล่วงลับ เราก็รับหลักธรรมไปโดยไม่รู้ตัว"

อย่างไรก็ตาม พราหมณ์ผู้ใหญ่แห่งเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์ บอกด้วยว่าความเชื่อและแนวทางของผู้รู้แต่ละท่านอาจมีความแตกต่าง แต่สำหรับตนเองนั้น การที่พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีก็คือการบวงสรวงอัญเชิญเทวดาเพื่อมาเป็นสักขีพยานและขอพรในโอกาสอันเป็นมงคล ดังนั้นถ้าถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ผู้ประกอบพิธีจะต้องเป็นแต่พราหมณ์เท่านั้น คำตอบคือ "ไม่จำเป็น"


 กระนั้น คนส่วนใหญ่ก็มักเชิญพราหมณ์เพราะถือเป็นผู้รู้ คนทั่วไปจะทำพิธีเองก็เกรงจะไม่ถูกต้องตามแบบแผน อีกทั้งเห็นว่าพราหมณ์เป็นผู้ทรงศีลไปร่วมงานก็จะได้เกิดความเจริญรุ่งเรือง จึงเป็นเหตุให้ตนได้รับเชิญไปประกอบพิธีตั้งศาลบูชามาตลอดเวลาหลายสิบปี ทั้งตามจังหวัดต่างๆ รวมไปถึงต่างประเทศที่มีคนไทยไปพักอาศัย และรวมกลุ่มเป็นชุมชน


 ตลอดหลายปี 'พราหมณ์คีษณพันธุ์' สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือประชาชนมีการตั้งศาลที่หลากหลายยิ่งขึ้น จากเดิมตั้งกันแต่ศาลพระภูมิ และศาลเจ้าที่ เพราะเข้าใจกันว่าศาลพระพรหมณ์ต้องตั้งในสถานที่ใหญ่โตเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีการตั้งทั้งพระภูมิ พระพรหมณ์ พระพิฆเนตร พระศิวะ พระวิศณุกรรม กระทั่ง ศาลจตุคามก็มีมาเชิญพราหมณ์ไปประกอบพิธีด้วยเช่นกัน


 "ถ้าว่างก็ไปให้ทั้งนั้น ไปเพื่ออธิบาย ไปเพื่อดูว่ามีความเชื่อที่ควรแก้ไขหรือไม่" พราหมณ์คีษณพันธุ์ ตั้งข้อสังเกตอีกว่าระยะหลังผู้คิดตั้งศาลด้วยเข้าใจว่าตั้งแล้วจะร่ำรวยมั่งคั่งค้าขายดี โดยคิดอัญเชิญเทพเทวดาให้ไปช่วยเรียกลูกค้า ซึ่งถือเป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค์ที่แท้จริงอยู่ไม่น้อย และนี่ที่เป็นปัญหาใหญ่ ในขณะที่รูปลักษณ์และสไตล์ที่แตกต่างของศาล ถือเป็นเรื่องรอง

"ศาลคือที่วางเครื่องสังเวย ซึ่งวิวัฒนาการจากเดิมที่วางกับพื้นดิน พอมีสิงสาราสัตว์มารบกวนก็เลยปรับรูปแบบให้มีเสาสูงขึ้น ศาลรุ่นหลังๆ ก็ต่อเติมจินตนาการว่าเทวดาต้องอยู่วิมานก็สร้างทำกันไป" เป็นมุมมองที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ไม่น้อยจากผู้รู้แห่งโบสถ์พราหมณ์

Tags : ไกรลาศ จันทร์คง โฮลีพลัส

Adsense

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

เยี่ยมมากครับ

ความคิดเห็นที่ 2

เคยสงสัยว่าเบคแฮมซื้อศาลไปทำอะไร ฝรั่งเขาเข้าใจอย่างไรกับศาลพระภูมิ เห็นว่าซื้อไปหลายหลังเลย สงสัยเจ้าที่เยอะนะเบคแฮม

ความคิดเห็นที่ 1

เยี่ยมจิงๆๆ ฝีมือคนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement