เสียงแหบแห้งถึงขั้นขาดหายสลับเสียงไอเป็นระยะๆ ระหว่างสนทนา ของหญิงสาวนักต่อสู้วัย 39 ปี นาม พรศิริ บูรณเขตต์
ลูกสาวจ่าทวี (จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จังหวัดพิษณุโลก) บอกถึงสภาพร่างกายที่อ่อนล้า
เป็นอาการเจ็บป่วยอันเกิดจาก การตรากตรำทำงานพิพิธภัณฑ์อย่างหนักและต่อเนื่อง เพื่อสืบสานปณิธานของผู้เป็นพ่อ ทั้งยังต้องต่อสู้กับภาระหนี้สินซึ่งพอกพูนขึ้นจากกิจการพิพิธภัณฑ์
.................................
"...ถ้าจะเลือกทำเพื่อครอบครัวให้เป็นปึกแผ่น มีผลประโยชน์ ครอบครัวเราอาจใหญ่ขึ้นแต่สังคมหายไป แต่ถ้าครอบครัวเราเสียสละบ้าง เงินเดือนไม่ต้องเอา ป่วยนิดหนึ่ง นอนนิดหนึ่ง เสียงแหบทุกวัน กินยาวันละ 3 เม็ดทุกวัน ไม่เป็นไรเราทนได้ ยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่ แต่เราไม่รู้นะว่าสังคมรู้สึกกับเราไหมว่ามันควรอยู่..."
................................
ถึงวันนี้ พรศิริและจ่าทวียังคงกัดฟัน ดำเนินกิจการของพิพิธภัณฑ์ต่อไป เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของท้องถิ่น ด้วยกำลังทรัพย์อันน้อยนิด แต่ด้วยกำลังใจใหญ่หลวงของคนในแวดวงพิพิธภัณฑ์
เพื่อปลดหนี้สินและหาเงินทำงานต่อ จ่าทวีจึงลงมือปั้นและหล่อพระพุทธรูปบูชาครั้งสำคัญอีกหน ให้ชื่อรุ่นว่า "บูรณะพิพิธภัณฑ์"
เช่นเดียวกับลูกสาวจ่าทวีที่ปลุกปลอบหัวใจตนเองให้แข็งแกร่งเพื่อเดินหน้าอีกครั้ง
*ตอนนี้ยอดจองพระไปถึงไหนแล้วคะ
มีคนช่วยจองเยอะเหมือนกันค่ะ ตอนนี้ประมาณ 600 องค์ เราตั้งเป้าไว้เพื่อให้อยู่รอดได้คือ 3,000 องค์ ลุงจ่าปั้นองค์ต้นแบบเองแล้วกรอกลงแม่พิมพ์ ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ถือว่าดีมากนะ บางคนไม่มีงานทำยังอุตส่าห์มาจองพระ ถือว่าช่วยให้กำลังใจกัน
*แล้วภาคราชการล่ะคะ เช่น ทางจังหวัดช่วยอะไรไหม
อืม...(ถอนใจเบาๆ) เท่าที่ได้ยินเขาพูด ประมาณว่าพิพิธภัณฑ์จ่าทวีเป็นเอกชน สองเก็บเงินแล้ว ไม่รู้จะช่วยอะไร เหมือนกับว่าเราทำธุรกิจแล้ว ทั้งที่ไม่ใช่ธุรกิจ เราเริ่มเก็บค่าเข้าชม 50 บาท เมื่อปี พ.ศ.2546 แต่มันก็ยังไม่ถึงครึ่งของเงินที่ต้องใช้ ครอบครัวต้องรับภาระเยอะ เราเองที่ผ่านมาก็ทำงานค่าย ทำของที่ระลึกขาย เขียนหนังสือ เขียนบทความ คือพยายามหารายได้ทุกทางเพื่อมาทำงานพิพิธภัณฑ์
*ยังคงยืนราคาค่าเข้าชมเท่านี้นะคะ
โอ๊ย...แค่นี้คนก็ว่าแล้วค่ะว่าสมัยพ่อให้เข้าชมฟรี พอลูกดูแลกลับเก็บเงิน ทำไมลูกงกจัง คือคนไทยคุ้นเคยกับการชมฟรี และคุ้นเคยกับพิพิธภัณฑ์ของภาครัฐซึ่งถูกกว่านี้ บางทีมีแสงสีมีอุปกรณ์ แต่ของเอกชนถ้าไม่ดีจริงก็อยู่ไม่ได้ เราต้องใช้งานบริการเข้าช่วย พอพูดเรื่องนี้เราก็ไม่ได้มีคนเยอะมากมาย ค่าใช้จ่ายเฉพาะพนักงานตกวันละ 2,000 บาท เรามีพนักงาน 8 คน ดูแลทำความสะอาด มียาม คนสวน แม่บ้าน 2 คน คนขายของ คนช่วยนำชมอีกคน คือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ระดับสร้างสรรค์นี่ไม่มีเลย
*ประเมินสถานการณ์ของพิพิธภัณฑ์อย่างไร
คิดว่าส่วนหนึ่งเราทำเกินตัวค่ะ ต้องยอมรับความจริง ถ้าเราเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้ทำพิพิธภัณฑ์ก็คงไม่ต้องแบกรับหนี้สินมากมายขนาดนี้ เราต้องเอาเงินตั้งแต่เริ่มทำปีที่หนึ่งจนถึงยี่สิบกว่าปีไปสุมไว้กับพิพิธภัณฑ์โดยที่ไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย
เหมือนพวกเราเอาเงินของครอบครัวใส่ในดิน ไม่เห็นอะไร ถ้าไม่ทำคงไม่เดือดร้อนขนาดนี้ แต่ถ้าไม่ทำ สิ่งที่เป็นความภูมิใจของปู่ย่าตายายมันก็ไม่มี เพราะจนถึงวันนี้ 20 กว่าปี เรายังจัดไม่เสร็จเลย เรายังมีข้าวของอีกประมาณ 3 โรงเก็บยังไม่ได้จัด แล้วถ้าลุงจ่าไม่จัดเองก็ไม่มีใครรู้ ถึงเราจะเรียนมาตามระบบ จบจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้คลุกคลีข้อมูลท้องถิ่นเหมือนอย่างลุงจ่า เพราะเราก็เติบโตเหมือนเด็กเมืองคนหนึ่ง ส่วนลุงจ่าเป็นคนชนบทแล้วก็เป็นคนที่รักในงานศิลปะ เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการรับราชการและทำทุกอย่างที่เป็นตัวของตัวเอง ลุงจ่าจะมีความรู้พวกนี้เยอะ แต่เรามีไม่ถึงแบบนั้น
*โรงเก็บที่ว่าอยู่ในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ใช่ไหมคะ
ใช่ค่ะ แล้วของในโรงเก็บทั้งสามโรงนี่นักวิชาการทั่วประเทศไม่เคยเห็นมาก่อน ของเป็นหมื่นชิ้นนะ เช่น ไม้เคาะหน้าแข้ง ผู้ใหญ่เอาไว้ดักตีเด็กหนีเที่ยวตอนกลางคืน พอย่องกลับเข้าบ้านดึกๆ ก็จะโดน (หัวเราะเบาๆ)
เนื่องจากเป็นของที่เมื่อ 30 ปีก่อนคนมองว่าเป็นขยะ แล้วพิพิธภัณฑ์ที่มีในเมืองไทยก็จะมีแต่หน้าบัน โบสถ์ เศียรพระอะไรแบบนี้ พอลุงจ่าเริ่มเอาพวกตุ่ม ไห ไซ โอ่ง ไปวางไว้ตามบ้าน มันก็ดูมีคุณค่ามีความหมายมากขึ้น คนก็หันมาเก็บกัน
*ฟังดูน้ำเสียงออกจะท้อๆ นะคะ?
เหนื่อยค่ะ ย้อนถามตัวเองว่าทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้ ความฝันส่วนตัวเรานี่ง่ายๆ เลยนะ ไปวาดรูปตามชายทะเลหรือไปเป็นครูสอนบนดอย อะไรแบบนี้ ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องมาแบกรับอะไรแบบนี้ แล้วเราจะมาตัดพ้อสังคมทำไมกัน เพราะเราตัดสินใจทำเอง ตกลงเราคิดถูกหรือคิดผิดเนี่ย แล้วพ่อเราคิดถูกหรือคิดผิดล่ะเนี่ย
พ่อก็บอกว่าขอโทษนะ พ่อทำให้ลูกไม่มีอนาคต ไม่ได้รับราชการ ไม่มีเงินเดือน เราก็ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไรหรอกพ่อ มันแล้วไปแล้ว (หัวเราะ)
*เคยติดป้ายประกาศขายพิพิธภัณฑ์ ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นคะ
เราไม่เคยคิดขายพิพิธภัณฑ์จริงๆ หรอกค่ะ แต่ครั้งหนึ่งเคยติดป้ายขาย ตอนนั้นยังไม่เก็บค่าเข้าชม เราติดไปอย่างนั้นเองเพราะมันสะเทือนใจว่าเราทำมา 20 ปี ไม่เคยเก็บเงินใคร แต่ภาครัฐมาเก็บเงินย้อนหลังสองแสนบาท วันหนึ่งๆ เรายังไม่เคยได้เงินจากพิพิธภัณฑ์มาซื้อน้ำกินสักแก้วเลยนะ แล้วเขาคิดเหรอว่าเงินสองแสนนี่เราจะมี พอไม่มีเราก็บอกไป ถ้าเขาคิดแบบนี้ประชาชนที่ไหนจะอยากทำความดีล่ะ เราอยากให้รู้ว่าเราสะเทือนใจ ทุกวันนี้ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็ไม่อยากติดป้ายนั่นหรอก ไปไหนมาไหนคนก็จะถามว่าเรื่องขายไปถึงไหนแล้ว
*ตกลงตอนนั้นต้องจ่ายเงินสองแสนไหมคะ
เขาลดเหลือสามหมื่นกว่าบาทค่ะ แบ่งผ่อนได้ 3 งวด ทางเราก็เตรียมไปงวดเดียวหมื่นกว่าบาทไปจ่ายวันสุดท้าย เจ้าหน้าที่บอกว่าผ่อนไม่ได้แล้วต้องเสียเต็ม ก็ตอบเขาไปว่าไม่ได้เตรียมมา เขาบอกสองหมื่นแปดไหวไหม เราบอกไม่มี เขาถามอีกว่าหมื่นแปดล่ะไหวไหม เราบอกไม่มี มีแค่หมื่นนิดๆ เขาก็คิดไปคิดมา ก็บอกว่าตกลงหนึ่งหมื่นเก้าสิบบาทก็ได้ เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ แบบนี้ไม่เก็บก็ได้นี่นา
*ย้อนเขาไปแบบนั้นเหรอคะ
ไม่ได้ย้อนหรอกค่ะ ไม่มีปัญญา แค่จ่ายเงินไปก็มือไม้สั่นแล้ว
เคยเขียนหนังสือเล่าอารมณ์ตอนนั้นของตัวเองว่า ต่อไปนี้จะไม่มีแล้ว วันที่ฉันพาคนชมพิพิธภัณฑ์วันละ 7-8 รอบ ไม่มีแล้ววันที่ฉันจะนั่งวาดรูปแล้วเขียนบทความให้พิพิธภัณฑ์ถึงตีสาม จะไม่มีแล้วที่ฉันจะทำงานโดยไม่มีเงินเดือน ฉันจะเลิกแล้ว ที่แย่กว่านั้นคือรู้สึกเหมือนกลับมาจากงานศพตัวเอง มันวังเวง ว้าเหว่ ถามตัวเองว่าฉันทำให้ลูกหลานแกดู แล้วฉันยังต้องมาหาเงินเสียภาษีที่ฉันให้ความรู้กับลูกหลานแกด้วยเหรอ
*จำได้ว่าตอนนั้นภาคสังคมตื่นตัวกันระยะหนึ่ง?
ภาคสังคมมีปฏิกิริยานะ เขาเห็นใจเรา ทำให้มีกำลังใจอยู่ต่อได้อีกระยะหนึ่ง
ถึงวันนี้ถามตัวเองว่าอยากอยู่ต่อไหม มันสองจิตสองใจนะ เลือกไม่ได้หรอก เหมือนกับว่าเวลาจะทำดี ถ้าจะเลือกทำเพื่อครอบครัวให้เป็นปึกแผ่น มีผลประโยชน์ ครอบครัวเราใหญ่ขึ้นแต่สังคมหายไป หรือถ้าครอบครัวเราเสียสละบ้าง ไม่ต้องให้คนเช่าหรอก เงินเดือนไม่ต้องเอา ป่วยนิดหนึ่ง นอนนิดหนึ่ง เสียงแหบทุกวัน กินยาวันละ 3 เม็ดทุกวัน ไม่เป็นไรเราทนได้ ยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่ แต่เราไม่รู้นะว่าสังคมรู้สึกกับเราไหมว่ามันควรอยู่
พอถึงวันหนึ่งจะอยู่ไม่อยู่ดีนะ ลุงจ่าก็ไม่อยากทำแล้ว บอกว่าพอแล้ว เราก็มาเขียนหนังสือทำมือชื่อ "แสงไต้ในห่าฝน" ทำแค่ 20 เล่ม ให้คนที่เคารพ แบบอ่านคนหนึ่งแล้วส่งต่อๆ กัน เหมือนหนังสือใต้ดินน่ะค่ะ มีคนหนึ่งเขาบอกรับไม่ได้ ต้องช่วยกัน ถึงตอนนั้นเลยคิดว่าเราเลิกไม่ได้ เหมือนกับคนอื่นๆ มาช่วยดึงมือเราขึ้นจากน้ำแล้วเราจะไม่ว่ายต่อเหรอ ก็เลยสู้ต่อ
ที่จริงเราอยู่เพื่อคนอื่นเยอะเหมือนกันนะ ถ้าถามว่าทำเพื่อลุงจ่าไหม ตอบได้ตั้งนานแล้วว่ามันเกินจุดนั้นแล้ว ถึงจุดหนึ่งไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อครอบครัวแล้ว ทุกวันนี้เราทำเพื่อคนอื่น ความที่ทำเพื่อครอบครัวนี่มันพอแล้ว
*หลังจากนั้นยังต้องเสียเงินภาษีอีกไหมคะ
ต้องจ่ายปีละ 2,900 บาทค่ะ เป็นภาษีที่ดินของกองคลัง เทศบาลนครพิษณุโลก ที่จริงเขาจะไม่เก็บก็ได้ แต่คงกลัวเสียหน้าเพราะเรียกเก็บไปแล้ว ช่วงหลังเขาพยายามช่วยนะ ปีที่แล้วเขาเรียกไปรับเงินแสนหนึ่งเพื่อบำรุงพิพิธภัณฑ์ คือมีอะไรแบบนี้ การที่บอกว่าเราเป็นเอกชนต้องเสียภาษี ถ้าอย่างนั้นราชการเอาเงินมาให้เอกชนทำไม คือคิดย้อนแบบนี้ก็ได้ มันแปลกๆ น่ะ
ประเทศไทยไม่มีข้อสรุปอะไรแน่นอนหรอก ฉะนั้นเขาไม่น่าดูแต่แง่กฎหมาย ควรพิจารณาในแง่อื่นๆ บ้าง อย่างเราทำพิพิธภัณฑ์นี่ประชาชนได้ประโยชน์นะ ไม่ใช่เราได้
*นอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้แล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของพิษณุโลกด้วย เรียกว่าเป็นหน้าเป็นตาของจังหวัด?
ใช่ค่ะ ในความเป็นจริง คนมาเมืองพิษณุโลก ไปนมัสการพระพุทธชินราชก็ไม่รู้จะไปไหนแล้ว เขาจะขึ้นเหนือกันหมด อ้อ...ตอนนี้อาจเพิ่มพระราชวังจันทน์ฝั่งตรงข้ามอีกที่หนึ่ง พอเที่ยวสองแห่งนี้เสร็จ เขาก็จะมาพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี
แต่ราชการอาจติดแค่ว่าใช้ชื่อจ่าทวี ก็ถ้าไม่มีจ่าทวีก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ เราคิดว่าไม่เห็นจะเป็นไรเลยถ้าเราจะให้เกียรติคนๆ หนึ่งที่ก่อตั้งและทุ่มเทขนาดนี้
*สภาพจิตใจตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ
ตอนนี้เหมือนมีคนดึงเราขึ้นจากการจมน้ำ จมูกพ้นน้ำมาหน่อยหนึ่ง กำลังพยายามว่ายอยู่ (ยิ้ม)
คงต้องคิดโจทย์ใหม่ว่าถ้าลุงจ่าตาย หรือพรศิริตาย พิพิธภัณฑ์จะเป็นอย่างไร ตอนนี้คิดแล้วค่ะ เราต้องคิด (ย้ำเสียงหนักแน่น) เพราะพวกเรามีพี่น้อง 6 คน ทุกคนมีหน้าที่การงาน ต้องกระเสือกกระสนอยู่ แต่เรากลับเอาทรัพย์สมบัติของครอบครัวมาทำสาธารณประโยชน์ จริงๆ ก็ไม่ผิดหรอกที่พี่น้องบางคนอาจรู้สึกว่าทำไปทำไม เพราะนั่นคือมรดกของเขาเหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งพ่อแม่ไม่อยู่ แล้วพี่น้องไม่อยากให้เราทำต่อแล้ว จะทำอย่างไร เราต้องหากลไกบางอย่างทำให้พี่น้องรู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์ควรอยู่มากกว่าเป็นแค่สมบัติของสมาชิกในครอบครัว แต่ว่าก็ต้องเห็นใจเขา เพราะคนเราต้องกินต้องใช้ มีลูกต้องเลี้ยงดู
*ต้องมีระบบจัดการเงินทุน?
ค่ะ ตอนนี้เราใช้ระบบมูลนิธิจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ มีคณะกรรมการ มูลนิธินี้จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2548 หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคือ อาจารย์อำนวย จั่นเงิน ท่านไปหาเงินมาให้สองแสนบาทก่อตั้งมูลนิธิ ถ้าไม่มีท่านเราคงไม่ทำตั้งนานแล้ว เวลาเราทำงบขอทุนก็ขอในนามมูลนิธิ แต่ที่ผ่านมาเราทำกิจกรรม จัดค่าย จัดนิทรรศการหมุนเวียน ก็ใช้เงินนี้ เหลืออีกนิดหน่อยมาช่วยจ่ายค่าน้ำค่าไฟ
ทางกรรมการมูลนิธิฯ หวังว่าถ้าได้เงินก้อนใหญ่จากการสั่งจองพระ อย่างแรกคือจะปลดภาระหนี้สินเดิม ทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นอิสระ สองตั้งเป็นกองเล็กๆ ไว้ให้เราใช้งานคล่องตัว สามดอกผลเอามาจ้างคนอีกสัก 2-3 คน เพื่อมาช่วยบรรยาย ช่วยทำฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ ช่วยงานติดต่อโลกภายนอก แล้วเขาก็หวังว่าเราจะไม่ป่วย เพื่อจะนำกำลังไปเขียนหนังสือ ไปทำงานสร้างสรรค์ที่ลูกน้องทำไม่ได้ พิพิธภัณฑ์ก็จะได้มีความรู้ใหม่ออกมา
ถ้าทำคนเดียวอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คิดว่าอีกสัก 2-3 ปี คงทำไม่ไหวแล้ว เพราะมันป่วยทุกส่วน ตาขาวเป็นสีแดง คอเจ็บ หูไม่ได้ยินแล้ว ไอตลอดเวลา เพราะเราเจ็บคอบ่อย ต้องกินยาลดน้ำมูก มีผลให้หูตึง จนถึงวันนี้ยังต้องนอนตีสองตีสามเหมือนเดิม
*ตอนนี้พิพิธภัณฑ์มีหนี้สินเท่าไรคะ
13 ล้านบาทค่ะ ถ้าเขาคิดดอกเบี้ยด้วยก็ 14 ล้านบาท อยากเปรียบเทียบว่าพ่อมีลูก 6 คน พิพิธภัณฑ์เป็นลูกคนที่ 7 ถ้าลูกคนหนึ่งเดือดร้อน ลูกคนอื่นๆ เดือดร้อนหมด
ลุงจ่าเลยลุกมาปั้นพระหล่อพระอีกครั้ง คือพ่อเป็นช่างหล่อพระมาตั้งแต่แรกจนเกษียณ มีผลงานหล่อพระมากมาย หวังว่าความทุ่มตลอด 26 ปีที่พ่อทำมาคงมีประโยชน์อยู่บ้าง
.....................................................................
หมายเหตุ : มูลนิธิจ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญสั่งจองพระบูชาพระพุทธชินราช (จำลอง) ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว และ 5.9 นิ้ว พร้อมพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร
นอกจากนี้ยังมีวัตถุมงคล รุ่น "บูรณะพิพิธภัณฑ์" ได้แก่ เหรียญหล่อโบราณรูปหยดน้ำ ด้านหน้ารูปพระพุทธชินราช เนื้อเงิน,เนื้อทองสัมฤทธิ์/ เหรียญรูปไข่ เนื้อทองคำขนาดพิเศษ,เนื้อเงิน,ทองแดง(นอก) ขนาดสูง 3 ซ.ม. ด้านหน้ารูปพระพุทธชินราช หลังพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงหลั่งทักษิโนทก เนื้อทองคำ,เงิน,ทองแดง(นอก) พระบูชาทุกองค์มีรหัสและเอกสารรับรอง
จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ทำหน้าที่ปั้น-หล่อด้วยตัวเอง เพื่อนำรายได้หล่อเลี้ยงพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี จังหวัดพิษณุโลก
ผู้มีจิตศรัทธาสามารถสอบถามรายละเอียด และสั่งจองได้ที่โทร.055-212749,055-301668
Tags : พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี • พรศิริ บูรณเขตต์ • พิษณุโลก



