กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

ไอที-นวัตกรรม : เทคโนโลยี

วันที่ 21 มิถุนายน 2555 16:49

แทบเล็ต "เติมความหวาน"

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ความหวานของอ้อยยุคใหม่นอกจากอายุอ้อย ความสมบูรณ์ของลำต้นและอุณหภูมิ แต่สำหรับ พ.ศ.นี้อ้อยจะหวานหรือไม่ยังต้องประกอบด้วย โปรแกรมบนแทบเล็ตด้วย

"ค่าความหวานของอ้อยที่เกษตรกรคู่สัญญาปลูกขายให้เราอยู่ที่ 13.34 ซี.ซี.เอส.(Commercial Cane Sugar : C.C.S.) ถือว่าปลูกได้หวานเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากที่มุกดาหาร" ไพฑูรย์ ประภาถะโร ผู้อำนวยการด้านอ้อย โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ กลุ่มมิตรผล บอกและย้ำว่า เคล็ดสำคัญอยู่ที่การดูแล เอาใจใส่ รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยและแรงส่งจากสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถบริหารจัดการได้ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่าเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็น "สื่อใหม่" สำหรับโลกของเกษตรกรยุคนี้

ข้อมูล "ทันที ทันใจ"
 
ไพฑูรย์ บอกว่า อ้อยเป็นพืชที่มีวงจรชีวิตมากกว่า 1 ปี และเมื่อมีอายุครบ 3 เดือนต้องใส่ปุ๋ยและแต่งหน้าดินรอบที่ 1 และต้องมีจังหวะการตัดเพื่อให้ยังสามารถเป็น "อ้อยตอ" เพื่อให้งอกใหม่และตัดซ้ำได้อีกอย่างน้อย 3 ครั้ง ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องมีการจดบันทึกข้อมูลการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย และจังหวะการตัดที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา
 
"เราทำงานกับเกษตรกรในฐานะเป็นผู้ส่งเสริม หรือเรียกว่าเป็นค่า "เกี๊ยว" ส่วนเกษตรกรก็ยังเป็นเจ้าของที่ดิน และเป็นผู้ลงทุนปลูกอ้อยเป็นหลักและนำผลผลิตที่ได้มาขายให้เรา ดังนั้นหน้าที่ของเราก็ต้องหาวิธีทำอย่างไรให้เกษตรกรสามารถมีผลผลิตที่ดีมีคุณภาพมาขายให้เราเยอะๆ"
 
กลายเป็นที่มาของโครงการที่มีชื่อว่า "Mitr Kalasin Driving Productivity (เอ็มดีพี)" โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลและประมวลผลแบบเรียลไทม์ให้เกษตรกรรู้ความเคลื่อนไหวและสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลผลิตดี เงินเพิ่ม
 
ไพฑูรย์เล่าว่า โครงการเอ็มดีพีเป็นการต่อยอดจากการใช้เทคโนโลยีจีพีเอสระบุพิกัดแปลงไร่อ้อย โดยมาเขียนโปรแกรมเพิ่มเติมเพื่อเก็บข้อมูลเกษตรกร พันธุ์อ้อยที่ปลูก วัน เดือน ปีและการดูแลจนถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตัดอ้อยส่งให้โรงงาน โดยข้อมูลจะถูกเก็บรักษาไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของโรงงานมิตรผลที่สามารถตรวจสอบแบบเรียลไทม์ผ่านแทบเล็ตได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา
 
โดยปกติกลุ่มมิตรผลจะมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานหน้าแปลงกับเกษตรกร 100 คน เจ้าหน้าที่ 1 คนจะรับผิดชอบเกษตรกรราว 200 ราย หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 4,000-5,000 ไร่ต่อคน ซึ่งหากไม่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็จะทำให้การบริหารจัดการผลผลิตเป็นไปได้ยาก เพราะต้องใช้ระบบมือทำทุกขั้นตอนที่มีโอกาสผิดพลาดสูงและนำข้อมูลมาใช้ได้ช้า เพราะแม้จะมีการเก็บข้อมูลแบบแมนนวล แต่ก็ยังต้องอาศัยความจำของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเกษตรกรด้วย
 
"หลังจากเราเอาแทบเล็ตเข้ามาให้เจ้าหน้าที่ช่วยงานหน้าแปลงของเกษตรกรก็พบว่า 1 ไร่ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นถึงราว 3 ตัน ซึ่งเมื่อคำนวณจากพื้นที่การเพาะปลูกของเกษตรกรที่ปลูกอ้อยส่งให้กับกลุ่มมิตรผลในกาฬสินธุ์ราว 3.3 แสนไร่ หรือจากเดิมที่เคยผลิตได้ราว 7 ตันต่อไร่ พอมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผลผลิตได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.2 ตันต่อไร่ ขายได้ตันละ 1,000 บาท คิดง่ายๆ ก็นับเป็นเงินที่เพิ่มขึ้นได้เฉลี่ยถึงเกือบ 1 พันล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 30% เพราะผลผลิตดีขึ้น"
 
กลุ่มมิตรผลยังถือเป็นโรงงานน้ำตาลแห่งแรกๆ ของประเทศที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบการเพาะปลูกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในระดับที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้งานจริงได้ตั้งแต่การวัดขนาดแปลงด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม และโปรแกรมอาร์ควิววัดพิกัดที่แม่นยำ รวมทั้งการวางแผนเพาะปลูก แหล่งน้ำ และกิจกรรมแปลงอ้อยทั้งหมด โดยมีเจ้าหน้าที่คอยเก็บข้อมูลและแจ้งข้อมูลให้กับเกษตรกรเพื่อลดปัญหาความยุ่งยากของการใช้เทคโนโลยีสำหรับเกษตรกรที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งผลสำรวจพบว่าเกษตรสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เรียลไทม์ผ่านแทบเล็ตได้ถึง 40% ขณะที่อีก 60% โรงงานน้ำตาลก็สามารถใช้สำหรับวางแผนการผลิตได้เช่นกัน เพราะธรรมชาติของธุรกิจน้ำตาลเป็นสินค้าที่ขายล่วงหน้า และจำเป็นต้องมีเครื่องมือช่วยประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ
 
ไพฑูรย์บอกว่า หลังจากนำร่องใช้แทบเล็ตกับการปลูกไร่อ้อยในจังหวัดกาฬสินธุ์แล้วกลุ่มมิตรผลก็มีแผนจะขยายไปใช้กับไร่อ้อยในจังหวัดอื่นๆ ที่ปลูกอ้อยส่งให้กับโรงงานเช่นกันไม่ว่าจะเป็นที่ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ชัยภูมิ สิงห์บุรี และขอนแก่น รวมถึงโรงงานใหม่ที่กำลังจะเปิดที่ภูหลวง จังหวัดเลย
  
"การพัฒนาทั้งหมดเป็นทีมไอทีของกลุ่มมิตรผลแค่ 4-5 คน กับแทบเล็ตที่ใช้สำหรับให้เจ้าหน้าที่เราใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์หน้าแปลงของเกษตรกร และเซิร์ฟเวอร์กลางสำหรับเก็บข้อมูลเท่านั้น ไม่ต้องไปซื้อหาโปรแกรมแพงๆ ของต่างประเทศเราก็ทำได้ และยิ่งเราโตขึ้น มีเกษตรกรที่ต้องดูแลมากขึ้น ถ้าเราไปลงทุนเรื่องคนมากก็จะเป็นต้นทุนตายตัวที่เราต้องจ่ายเพิ่มเรื่อยๆ แต่ถ้าลงทุนกับไอที เป็นการลงทุนที่ได้ประสิทธิภาพมากกว่า"

รางวัลการันตี
 
โครงการดังกล่าว ยังได้รับรางวัลการันตีในฐานะเป็นรางวัล "ไอซีที ทำดีเพื่อสังคม" จากเวทีการประกวดโครงการไทยแลนด์ ไอซีที เอ็กเซลเลนซ์ อวอร์ด จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย
 
ไพฑูรย์บอกว่า แม้กลุ่มมิตรผลจะเป็นโรงงานผลิตน้ำตาลแต่ก็ไม่ได้ทำตัวเป็นพ่อค้ารับซื้อผลผลิตจากชาวไร่ชาวสวนอย่างเดียว แต่กลุ่มมิตรผลก็ยังมีหน้าต้องส่งเสริมให้เกษตรกรเหล่านี้สามารถทำการเกษตรได้ผลผลิตดีมีคุณภาพมาขายให้กับโรงงานด้วย โดยปัจจุบันเฉพาะที่จังหวัดกาฬสินธุ์มีเกษตรกรคู่สัญญากับโรงงานมิตรผล 12,000 ราย และส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายเล็กๆ
 
"สิ่งที่เราอยากทำคือ การพัฒนาดิน น้ำ พันธุ์อ้อยและลดการใช้สารเคมีให้ได้มากที่สุด โดยหลังจากนี้ก็คงจะพัฒนาให้สามารถใช้ข้อมูลจากแทบเล็ตได้ละเอียดขึ้น และทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีมากที่สุดเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีป้อนให้กับโรงงานผลิตน้ำตาลของเรา"

 

Tags : อ้อย แทบเล็ต

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement