กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ไอที-นวัตกรรม : เทคโนโลยี

วันที่ 23 กันยายน 2553 18:50

ช่างคุย จาก podcast สู่ภาพและเสียง

ภาสกร หงษ์หยก เวบมาสเตอร์ changkhui.com

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ภาสกร หงษ์หยก เวบมาสเตอร์ changkhui.com ผู้บุกเบิกเว็บไซต์รูปแบบ podcast รายแรกๆในไทย นำเสนอเนื้อหาครอบคลุมสุขภาพจนถึงห้องครัว

 ถ้าต้องขับรถไปภูเก็ตนานเป็น 10 ชั่วโมง คุณเลือกซีดีเพลงโปรดปรานสัก 10 แผ่นเตรียมไว้สำหรับการเดินทางอันยาวไกล

 แต่ ภาสกร หงษ์หยก Department Director ของ ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ มีอีกทางเลือกหนึ่งคือ ดาวน์โหลด podcast จากดีเจฝรั่งช่างคุย Blast Out Loud ของ Cnet รายการ This Week in Tech (TWiT.tv) ของลีโอ ลาพอร์ต และ Digg Nation ของ Revision3 โดยมีพิธีกรคู่ เควิน รอส และอเล็กซ์ อัลเบรตช์ เป็นผู้ร่วมดำเนินการจ้อเทคโนโลยี

 และนั่นคือ จุดเริ่มต้นของไอเดียทำเว็บช่างคุย (changkhui.com)

 "ผมขับรถขึ้นลงภูเก็ต-กรุงเทพ เป็นสิบชั่วโมง เพื่อลงไปดูกิจการหอพักเล็กๆ ที่ทำไว้ที่ภูเก็ต เห็นเว็บไซต์ต่างประเทศทำ podcast เป็นเรื่องเป็นราว มีผู้ฟังติดตามกันอย่างเหนียวแน่น ฝรั่งทำได้ ผมก็คิดว่าคนไทยก็ทำได้เหมือนกัน" ผู้ก่อตั้งเว็บช่างคุย เริ่มคุย

 นอกจากควบตำแหน่งเว็บมาสเตอร์แล้ว ภาสกรยังเป็นโปรดิวเซอร์ ผู้ดำเนินรายการ เจ้าหน้าที่ตัดต่อ รวมอยู่ในคนเดียวหมด รวมถึงคุยเรื่องเทคโนโลยีด้วย

 เว็บช่างคุยแบ่งออกเป็นหลายรายการ ตามความถนัดและความสนใจของเจ้าของรายการ ที่ล้วนเป็นเพื่อนฝูงที่ภาสกรชักชวนมาร่วมทำ podcast  ตอนแรกเพื่อนก็สงสัยว่า เขาต้องการทำอะไรกันแน่ แต่บรรดาเพื่อนฝูงที่ล้วนมีดีกรีเป็นช่าง เรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์แขนงต่างๆ ก็ตบปากรับคำร่วมมาเป็นช่างคุยด้วยทำรายการออกอินเทอร์เน็ตอย่างยินดี 

 ภาสกรเรียนจบมาทางวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโทรคมนาคม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เริ่มงานที่บริษัทไทยสงวน ธุรกิจด้านตู้สาขาโทรศัพท์ TPBX ก่อนบินไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียสาขาเดิม กลับมาทำงานอยู่บริษัทกลุ่มเทเลคอม เอเชีย 1 ปี ก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ได้รับชวนจากเพื่อนชาวต่างชาติให้ไปร่วมงานกับบริษัทซีเมนส์ สิงคโปร์  2 ปี ระหว่างนั้นกลับมาแต่งงานกับภรรยาที่เรียนสถาบันเดียวกัน ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นอนุบาลด้วย

 หลังจากกลับมาเมืองไทยและอยู่กับเทเลคอม เอเชียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนไลน์จากสายวิศวกรรมมาเป็นสายด้านพัฒนาธุรกิจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ราว 5 ปี ลาออกไปหาความรู้ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนจนร้อนวิชาลาออก ไปทำซอฟต์แวร์กับเพื่อน เป็นเว็บ B2C ขายโรงแรมบนอินเทอร์เน็ตก่อนพบว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดนัก ช่วงเวลาดังกล่าวทำหอพักไปด้วย

 นั่นคือที่มาของการเดินทาง 10 ชั่วโมงระหว่างกรุงเทพ-ภูเก็ต และริเริ่มเว็บช่างคุย

 "การทำอะไรที่คนอื่นยังไม่ทำมาก่อนมันสนุก อย่างน้อยต้องยอมรับว่า ตอนนั้นผมไม่มีอะไรทำ ผมมีรายได้จากการทำหอพัก และว่างอยู่ ช่วงนั้น ตั้งแต่ออกจากบริษัทเพื่อนและตัดสินใจหางานทำเป็นระยะเวลาที่ทิ้งช่วงนานมาก ผมขับรถขึ้นลงภูเก็ตตลอด ขับรถขึ้นล่อง 10 ชั่วโมง ก็เลยปิ๊งไอเดีย ทำ podcast ขึ้นมา"

 Blast Out Loud,  This Week in Tech และ Digg Nation เป็น 3 เว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมสูงในสหรัฐ และเขาเป็นคนชอบเทคโนโลยีอยู่แล้ว ฟังไปฟังมาคิดว่าไม่น่ายาก

 แต่ที่ยากเมื่อลงมือทำจริงคือ เขาต้องเริ่มนับศูนย์เดินเข้าร้านหนังสือ หาข้อมูลเกี่ยวกับการทำเว็บกระจายเสียง ค้นหาขั้นตอนการสร้างเว็บจาก About.com หาวิธีแปลงเอ็มพี 3 ไปหาซื้อหนังสือการทำเว็บไซต์ติดอันดับหนึ่งจากเว็บ Amazon.com มานั่งอ่าน ศึกษาการเขียน HTML CSS ตั้งต้นสร้างเว็บด้วย Dreamweaver ทำไปหลายตอนจนหน้าเว็บดูดีขึ้น

 การบริหารจัดการเว็บไซต์เสร็จสรรพในตัวคนเดียว แต่ในด้านรายการมีพรรคพวกมาช่วยคุยราว 5 คน เป็นพรรคพวกเล่นสควอตช์กัน เขายังกล่อมให้ภรรยาที่ชอบเรื่องอาหาร และเป็นฟรีแลนซ์เขียนเรื่องอาหารให้นิตยสารมาเปิดรายการบนช่างคุยด้วยชื่อ Indies' Kitchen 

 ชวนเพื่อนที่เป็นแพทย์อยู่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หมอพูนศักดิ์ ไวความดี มาบันทึกรายการช่างคุยกับหมอ และที่ทำให้ช่างคุยมีชื่อเสียงคือเพื่อนสองคนหลงรักรถเต่าอาสาทำรายการคุยคุ้ยเต่า จับกลุ่มแฟนรถโฟล์ค

 "จำได้มีอยู่วันหนึ่ง ไปกินข้าวบ้านเพื่อน หลังกินเสร็จแยกย้ายไปคนละห้องอัดเสียง เพื่อนก็สนุกด้วย พวกที่เล่นสควอตซ์เจอกันเป็น 10 คน ไปทำช่างคุยเสีย 5 คน มีคนนั่งว่างอีกสองคน เลยมอบหมายให้คุยเรื่องบันเทิงชื่อรายการ ไม่หลับไม่นอน

 ความถี่ของการออกอากาศพยายามทำให้ได้อาทิตย์ละครั้งของทุกรายการ มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาสามารถทำรายการได้เกือบครบทั้งอาทิตย์ ช่วงหลังเสียงตอบรับน้อย เพื่อนบางคนทำไปแล้วรู้สึกไม่สนุกความถี่ของการออกอากาศเลยซาไป

 ช่างที่มานั่งคุยกันออกไปทางคุยสดปราศจากบทพูด เพียงตกลงคุยกันเรื่องอะไร ผ่านมาระยะหลังเปลี่ยนมาเป็นแนวสัมภาษณ์เจอใครอยากชวนคุยก็ทาบทามมาคุย บางครั้งนำเรื่องราวจากนิตยสาร Wired Magazine มาแยกกันไปอ่านแล้วมาเล่า ระยะเวลาออกอากาศไม่ได้จำกัดเป็นเรื่องเป็นราว เอาแค่หมดเรื่องคุยก็หยุด ประมาณ 15 -20 นาที บางครั้งนานถึงสองชั่วโมง

 "ช่วงแรก ผมไม่ได้ทำ videocast อยู่หลายปี เพราะต้นทุนการทำวิดีโอสูง และอุปกรณ์มีราคาแพง ต้องใช้ซอฟต์แวร์ และเวลา ที่สำคัญไม่อยากเรียนรู้อะไรใหม่แล้ว อีกอย่างตอนนั้นผมคิดว่า คนคุยกันมีอะไรให้น่าดู แต่พอตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา รายการที่เราฟังเป็นเอ็มพี3 อย่าง Blastout Loud, This Week in Tech เริ่มเปลี่ยนเป็นวิดีโอ เลยอยากลอง จะว่าไป วิดีโอเป็นสีสันให้เห็นหน้าเห็นการเคลื่อนไหวหน้าเว็บ"

 เขาเพิ่งเริ่มทำจริงจัง videocast จริงจังปีนี้ และเริ่มเรียนรู้การตัดต่อวิดีโอ แต่ยอมรับว่าการทำ videocast มันใช้เวลามาก

 สำหรับผลตอบรับที่มีต่อเว็บช่างคุย เขายอมรับว่ายังไม่หวือหวานัก คนมาฟังหน้าเว็บ เมื่อก่อนสัก 8,000 UIP แต่ปัจจุบันขึ้นไป 1.4 -2 หมื่น แต่หลังจากมีการ cache ของ ISP Hosting ที่สหรัฐ เลยทำให้เขาดูไม่ออกว่าจริงๆ แล้วมีแฟนรายการอยู่เท่าไรกันแน่ อย่างน้อยจากการค้นหาจากกูเกิล และทวิตเตอร์ทำให้รู้ว่ามีกลุ่มคนฟังอยู่จริงๆ มีคนรู้จักเว็บมากขึ้น และรู้ว่าเว็บโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังตอบไม่ได้ว่ามีปริมาณเท่าไร

 "ผมเดาว่าแฟนรายการอย่างมากที่สุด 5000 - 10,000  แต่น่าจะอยู่ราว 5,000 มากกว่า"

 สำหรับแนวโน้มของ videocast และ podcast เขามองว่า ยังเป็น Blue Ocean ซึ่งไม่มีใครครองน่านน้ำอย่างจริงจัง ต่างจากสมัยก่อนที่ผู้บริโภคถูกจัดอยู่ข้างหนึ่ง ผู้ให้บริการเนื้อหา (content provider) อยู่อีกข้างหนึ่ง มีสื่ออยู่ตรงกลาง สามารถแพร่ภาพกระจายเสียออกทางทีวี วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ได้  แต่พอเป็นสื่อใหม่อินเทอร์เน็ต สื่อเก่าเล็กลง และสื่อใหม่เต็มไปหมด แทนที่คนทำคอนเทนต์เดิมจะวิ่งหาสื่อใหม่กลับไม่มา

 ขณะเดียวกันคนทำสื่อเดิมก็ยังไม่ขยายตัวมาน่านน้ำใหม่ หรือเหมือนมองเป็นศัตรูมากกว่า ทำให้น่านน้ำแห่งใหม่ยังไม่มีใครจับจอง

 "ถามว่า จะเกิดไหม คงไม่ใช่ 2 ปี เพราะมันกระจายเหลือเกิน แต่ถ้าสื่อเดิมจะทำน่าจะทำได้ง่ายสุด เพียงแต่เมืองไทยจะมีคำว่าหมั่นไส้อยู่ คนไทยจะรวมตัวกันไม่ได้เพราะหมั่นไส้ โดยไม่รู้จักกัน"

 เขามองว่าเหตุที่ content provider ยังวิ่งหาสื่อเก่าเป็นเพราะส่วนหนึ่งไม่ทราบว่า มีน่านน้ำใหม่อยู่ หรือมองภาพทะเลสีครามไม่ออกว่ามันมีจริง ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานในประเทศยังไม่เอื้ออำนวยเนื่องจากอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ 4 เมกะบิตยังครอบคลุมแค่ 2.5 ล้านครัวเรือนทั้งประเทศ การเข้าถึงยังน้อยอยู่

 เขาหวังว่า หากเทคโนโลยีไร้สายยุค3 จีเกิดขึ้น อาจทำให้การเข้าถึงบรอดแบรนด์ง่ายขึ้น และโอกาสธุรกิจของเว็บบนอินเทอร์เน็ตอาจโตกว่านี้

 จุดอ่อนของสื่อใหม่ที่เขามองเห็นอีกประการหนึ่งคือ กระบวนทัศน์แบบเดิม (paradigm) ของผู้ลงโฆษณาที่ยังคงทุ่มเม็ดเงินประชาสัมพันธ์ไปที่สื่อเก่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลไกการซื้อโฆษณายังอาศัยตัวแทนหรือเอเจนซี่ ตราบใดที่ยังตอบเจ้าของเงินไม่ได้ว่า ลงสื่อใหม่แล้วผลตอบรับเป็นอย่างไร การถือสิ่งเก่าก็ยังเป็นสิ่งที่ตอบได้

 สำหรับภาสกรเชื่อว่า ไม้บรรทัดที่ใช้วัดกันอยู่ทุกวันนี้มันใช้ไม่ได้กับสื่อใหม่

 "ผมเข้าใจว่าอิทธิพลของเอเจนซี่ยังมีอยู่สูง ใครก็ทำรายการบนอินเทอร์เน็ต และมองโฆษณาเป็นช่องทางรายได้กันหมด คำถามคือโฆษณามันเยอะขนาดนั้นเลยหรือ มันไม่น่าจะมีเม็ดเงินเยอะขนาดนั้น ผมมองว่า ไม่น่าใช่ หรือหวังเงินบริจาคก็น้อยมากจนไม่ต้องพูดถึง ณ เวลานี้ ยังไม่มีใครมองออกว่าโมเดลธุรกิจของเว็บไซต์คืออะไร ถ้าไม่ใช่โฆษณา เพราะฉะนั้นโฆษณาอาจจะ make sense แต่ pay per view หรือ pay per content ผมไม่เชื่อว่าเกิด"

 ในส่วนของเว็บ ช่างคุย เขาไม่ได้คิดอะไรมากมาย ถ้าไม่ประสบความสำเร็จอย่างน้อยๆ เขาก็หวังว่าหนังสืองานศพจะได้บันทึกเรื่องราวไว้ว่า

 "ชีวิตนี้ผมเคยทำอะไรแปลกๆ อยู่เหมือนกัน "

Tags : ภาสกร หงษ์หยก อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ ช่างคุย

Adsense

advertisement

advertisement

advertisement