มือถือเอชทีซี 'ละม้าย' กับไอโฟนเสียเหลือเกิน แอปเปิ้ลจึงยื่นฟ้องเอชทีซี ด้วยข้อหาละเมิดสิทธิบัตร 20 รายการที่เกี่ยวข้องกับไอโฟน
แอปเปิ้ลมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลอีกแล้ว คราวนี้ในฐานะโจทก์ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศแห่งสหรัฐ เพื่อดำเนินคดีต่อ "เอชทีซี" ผู้ผลิตมือถือไต้หวัน ข้อหาละเมิดสิทธิบัตร 20 รายการที่เกี่ยวข้องกับไอโฟน
ใครที่เคยเห็นรูปร่างหน้าตาของมือถือเอชทีซีกันมาบ้างคงไม่ปฏิเสธว่ามัน "ละม้าย" กับไอโฟนเสียเหลือเกิน ปัญหาคือมันไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น "รูปแบบ" คำสั่งใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัสของเอชทีซียังดันไปคล้ายคลึงกับไอโฟนของแอปเปิ้ลเข้าด้วย
แอปเปิ้ลจับตาดูความเคลื่อนไหวของเอชทีซีมาตลอด จนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (2 มี.ค.) ส่งเรื่องฟ้องไปสองแห่ง ได้แก่ คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศ และศาลแขวงเดลาแวร์
เอาจริงถึงขั้น สตีฟ จ็อปส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิ้ลออกโรงแถลงด้วยตัวเอง บอกว่า "พวกเราจะนั่งนิ่ง และดูคู่แข่งขโมยสิ่งประดิษฐ์ที่เราจดทรัพย์สินทางปัญญาไว้ หรือทำอะไรบางอย่าง เราขอเลือกทำอะไรบางอย่างดีกว่า เราคิดว่าการแข่งขันเป็นสิ่งที่ดี แต่คู่แข่งก็ควรคิดเทคโนโลยีแรกเริ่มด้วยตัวเอง ไม่ใช่มาขโมยของเรา"
สิทธิบัตรที่แอปเปิ้ลกล่าวอ้างว่าเอชทีซีละเมิดภูมิปัญญา ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพวกการออกแบบคำสั่งใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัส (Graphic User Interface) ประเภทใช้นิ้วลากเลื่อนหน้าจอ พลิกรูป ย่อ/ขยายรูป และยังเกี่ยวข้องกับการออกแบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ด้วย
แอปเปิ้ลร้องขอให้ศาลสั่งห้ามเอชทีซีนำเข้าและจำหน่ายมือถือที่ละเมิดสิทธิบัตรในสหรัฐ และยังเรียกร้องค่าเสียหายด้วย แต่ไม่ได้ระบุจำนวน
หลังจากแอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟนเมื่อปี 2550 เรียกว่าสร้างกระแสคลั่งไอโฟนไปทั่วโลก ขนาดเมืองไทยยังไม่มีตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พ่อค้าหากำไรอุตส่าห์เดินทางไปหิ้วเครื่องมาจากเมืองนอกมาขายตามแหล่งจำหน่ายมือถืออย่างมาบุญครองเครื่องละ 3 หมื่นบาทก็มีคนซื้อ นี่คือเรื่องจริง นอกจากออกแบบได้แหล่มแล้ว ยังมีลูกเล่นพวกนิ้วลากถูกที่ชาวไอทีอ้าปากค้างด้วย
ที่น่าสนใจคือ ทำไมแอปเปิ้ลถึงพุ่งเป้าไปที่เอชทีซี ไม่เล่นงานผู้ผลิตมือถือรายอื่นอย่างโมโตโรล่า ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ หรือปาล์ม ซึ่งล้วนผลิตมือถือที่ตั้งใจ "ล้มไอโฟน" อีกประเด็นคือแอปเปิ้ลไม่ได้เอ่ยชื่อผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์ หรือกูเกิล ไว้ในคำร้องเลย
ในคำร้องที่ยื่นฟ้องต่อคระกรรมการการค้าระหว่างประเทศ แอปเปิ้ลเอ่ยชื่อรุ่นโทรศัพท์มือถือ 12 รุ่น ที่อ้างว่าใช้เทคโนโลยีเลียนแบบไอโฟน ในจำนวนนี้ 5 รุ่น เป็นมือถือเน็กซัส วัน (Nexus One) ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล อีก 7 รุ่นที่เหลือเป็นมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์ส โมบาย ของไมโครซอฟท์
เรียกว่าทั้งกูเกิลและไมโครซอฟท์ไม่ได้ตกเป็นจำเลยร่วมในคดีฟ้องร้องด้วย อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าเทคโนโลยีที่เป็นปัญหาคือซอฟต์แวร์ของเอชทีซีที่ซ้อนอยู่บนระบบปฏิบัติการของสองเจ้า
กระนั้นหากมองตามรูปการณ์แล้ว การทำงานของซอฟต์แวร์เอชทีซีจำเป็นต้องอาศัยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล หรือวินโดว์สโมบายของไมโครซอฟท์ก็ตามที เท่ากับว่ากูเกิลและไมโครซอฟท์อาจถูกบีบให้ออกมา "ปกป้อง" เทคโนโลยีที่อยู่ในระบบปฏิบัติการโดยปริยาย
ตามปกติเมื่อบริษัทใดขายใบอนุญาตใช้เทคโนโลยีให้อีกบริษัทเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ มักมีบทบัญญัติว่าด้วยการชดเชยค่าเสียหายระบุให้บริษัทผู้ออกใบอนุญาต้องปกป้องเทคโนโลยีของตน หากเกิดคดีความ
กรณีดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแล้วสมัยลูเซ่นต์ เทคโนโลยีฟ้องบริษัทเกตเวย์และเดลล์เมื่อปี 2546 คดีดังกล่าวไม่มีชื่อไมโครซอฟท์เป็นจำเลยร่วม แต่ก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลด้วย เนื่องจากคำร้องกล่าวถึงเทคโนโลยีบีบอัดและเข้ารหัสไฟล์เอ็มพี 3 (เพลง) และเอ็มเพ็กซ์ (ภาพเคลื่อนไหว) ซึ่งเรียกใช้งานโดยอาศัยระบบปฏิบัติการวินโดว์สบนเครื่องของเกตเวย์และเดลล์
คดีความลากยาวมาถึงปี 2550 สุดท้ายศาลซานดิเอโกมีคำสั่งให้อัลคาเทล-ลูเซ่นต์ชนะความ ไมโครซอฟท์ต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวน 1,520 ล้านดอลลาร์ แน่นอนว่าไมโครซอฟท์ยื่นอุทธรณ์ ผ่านมาจนวันนี้ยังมีบางส่วนของคดีคาราคาซังอยู่
กรณีแอปเปิ้ลฟ้องเอชทีซี กระทบชิงทั้งกูเกิลและไมโครซอฟท์ เรียกว่า ยักษ์ชนยักษ์ หนังเรื่องนี้ยาวเป็นมหากาพย์แน่
