กระทรวงวิทย์เดินหน้ารีไซเคิลลำไยค้างสต็อก ใช้เป็นพลังงานชีวมวล ขายต่อให้เกษตรกร หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจ เช่น โรงงานเซรามิก 2,000 บาท/กก.
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แถลงเปิดตัวโครงการ "รีไซเคิลลำไยค้างสต็อกปี 2546 และ 2547 โดยใช้เป็นพลังงานชีวมวล" ณ โกดังธนบูรณ์เฟอร์นิเจอร์ จ.ลำพูน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2552 ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการทำลายลำไยอบแห้งค้างสต็อกปี 2546 และ 2547 จำนวน 46,800 ตัน ที่เก็บอยู่ในโกดังสินค้า 60 แห่ง ในจ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปางและเชียงราย โดยการแปรรูปหรือรีไซเคิลเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ภายใต้วงเงินงบประมาณ 80 ล้านบาท
กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯได้ลงนามบันทึกข้อตกลง กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดำเนินโครงการฯ รวมทั้งได้มอบหมายให้หน่วยงานภายใต้เครือข่ายคลินิกเทคโนโลยี ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สมาคมเครื่องจักรกลไทย รับผิดชอบโครงการฯนี้ร่วมกัน
ทั้งนี้ ระหว่างที่รอการอนุมัติงบประมาณจากรัฐบาล กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯได้มอบหมายให้ทั้งสองหน่วยงานสำรวจพื้นที่โกดังทั้ง 60 แห่ง เพื่อวางแผนงาน และจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้เสีย จัดทดลองการบดลำไยไปบางส่วนเพื่อทดทองประสิทธิภาพของเครื่องจักรที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และสมาคมเครื่องจักรกลไทยพัฒนาขึ้นมาเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้มีความพร้อม
เมื่อได้รับอนุมัติงบประมาณเมื่อกลางเดือน ธ.ค.2552 จึงเริ่มโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 ธ.ค.2552 คาดว่าจะใช้เวลา 11 เดือน เพื่อทำลายลำไยอบแห้งค้างสต็อกทั้งหมด และรีไซเคิลเป็นเชื้อเพลิงพลังงานชีวมวลจนแล้วเสร็จ
กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังนำเสนอโครงการขยายผลลำไยครบวงจรด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แบบครบวงจรเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในภาคหนือ โดยมีรูปแบบและแนวทางการสร้างความเข้มแข็ง ตั้งแต่การผลักดันให้จัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาลำไยแห่งชาติ การเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุน การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการผลักดันให้จัดตั้งหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชุมชนต้นแบบนวัตกรรมลำไยไร้ของเสียและสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ฯลฯ
นางนิตยา พัฒนรัชต์ ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า การดำเนินงานจะร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้มอบหมายให้นักวิชาการ จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ศึกษาข้อมูลการดำเนินการและขยายผลแล้ว
นายณรงค์ สกุลศิริรัตน์ อุปนายกสมาคมเครื่องจักรกลไทย กล่าวว่า สมาคมเครื่องจักรกลไทยได้รับมอบหมาย ให้พัฒนาเครื่องจักรรีไซเคิลลำไยอบแห้ง เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯสนับสนุนงบประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการครั้งนี้ รวมทั้งนำไปต่อยอดใช้ในเชิงอุตสาหกรรม
เครื่องอัดแท่งที่สมาคมฯพัฒนาขึ้น มีระบบและกลไกการทำงาน หลังจากนำลำไยอบแห้งเทออกจากกล่อง เพื่อส่งไปยังเครื่องอัดแท่งโดยสกรูลำเลียง ส่วนระบบอัดแท่งเป็นเชื้อเพลิงแท่งตะเกียบ เป็นแบบ Pellet maill ภายในเป็นลูกกลิ้งเหล็กที่มีความแข็งแรงสูง ที่บดอัดกับเสือวงแหวนที่เป็นรูตะแกรงขนาด 8 มม.
เมื่อลำไยละเอียดถูกบดอัดแท่งจะยังมีความร้อนสูง จากนั้นจะทำการลดอุณหภูมิและปรับสภาพด้วยระบบ Conditioner ทันที ทำให้เป็นเชื้อเพลิงแท่งตะเกียบที่พร้อมใช้ในอุตสาหกรรม
นอกจากนี้สมาคมฯยังได้พัฒนาเตาเผาเฉพาะ สำหรับใช้กับเชื้อเพลิงแท่งตะเกียบ เพื่อให้การเผามีประสิทธิภาพ มีเครื่องต้นแบบที่พัฒนามาทั้งหมด 4 รุ่น ราคาตั้งแต่ 1 แสนบาท จนถึง 1 ล้านบาท
การทำงานของเครื่องเตาเผาควบคุมด้วยระบบอัจฉริยะ สามารถคำนวณปริมาณเชื้อเพลิงให้เหมาะสมอุณภูมิความร้อนที่ต้องการได้ ทั้งนี้สมาคมฯยังต้องพัฒนาให้การทำงานของเครื่องมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับการใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม โดยกระทรวงวิทยาศาตร์ฯได้สนับสนุนงบประมาณพัฒนาเตาเผาดังกล่าว เพื่อส่งมอบแบบแปลนให้ชุมชนนำไปใช้ คาดว่าการพัฒนาจะแล้วเสร็จราวปลายปี 2553
ส่วนการดำเนินโครงการฯ ครั้งนี้ใช้งบดำเนินการ 80 ล้านบาท เมื่อเทียบกับแผนงานเดิมที่ใช้งบประมาณสูงกว่า 90 ล้านบาท เพื่อทำลายลำไยอบแห้งทั้งหมดทิ้งด้วยการเผาหรือฝังกลบ แต่วิธีการรีไซเคิลนอกจากใช้งบน้อยกว่า
เชื้อเพลิงชีวมวลแท่งตะเกียบที่ได้จะถูกนำไปขายต่อให้เกษตรกร หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจ เช่น โรงงานเซรามิก เพื่อทดแทนการใช้แก็สหุงต้ม น้ำมันเตา ฯลฯ โดยจะได้เงินคืนจากการขายเชื้อเพลิงแท่งตะเกียบเพื่อส่งคืนให้รัฐบาลกว่า 30 ล้านบาท เท่ากับโครงการนี้ใช้เงินงบประมาณไป 50 ล้านบาท ซึ่งลำไยอบแห้งปริมาณ 46,800 ตันจะได้เชื้อเพลิงชีวมวล 90,000 ตัน ขายตันละ 2,000 บาท
ทั้งนี้ เชื้อเพลิงแท่งตะเกียบที่ได้จากการลำไยอบแห้ง มีค่าความร้อนประมาณ 4,900 กก.แคลอรี่ เมื่อเทียบกับน้ำมันเตามีค่าความร้อน 9,800 กก.แคลอรี่ แต่เชื้อเพิงแท่งตะเกียบเป็นพลังงานชีวมวลที่มีต้นทุนถูกกว่า เมื่อเทียบระหว่างแก็สหุงต้มและน้ำมันเตามีต้นทุนกว่า 18 บาทต่อ กก.
แต่เชื้อเพลิงแท่งตะเกียบมีต้นทุนเพียง กก.ละ 2 บาทเท่านั้น สามารถนำไปใช้ทดแทนแก็สหุงต้ม น้ำมันเตา ในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งในภาคเหนือมีกว่า 500 โรงงานที่ใช้ นอกจากช่วยลดต้นทุนยังช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วยเพราะเชื้อเพลิงชีวมวลเป็นพลังงานสะอาด
นางสาวอำไพ ไชยพิจิตร ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย จ.ลำพูน กล่าวว่า หลังกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯเข้ามาดำเนินโครงการฯรีไซเคิลลำไยค้างสต็อกปี 2546 และ 2547 เป็นพลังงานชีวมวล ส่งผลให้ราคาลำไยอบแห้งในตลาดสูงกว่า กก.ละ 65 - 70 บาท ราคาเพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ลำไยอบแห้ง กก.ละ 43 บาทเท่านั้น ส่วนลำไยสดนอกฤดูที่เริ่มให้ผลผลิตในช่วงนี้ก็มีราคาสูงถึง กก.ละ 40 -50 บาทเช่นกัน
รายงานข่าวเพิ่มเติมแจ้งว่า ในการขนย้ายกล่องลำไยออกจากโกดังเพื่อเข้าเครื่องรีไซเคิลเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล มีระบบการป้องกันโดยการติดตั้งกล้องทีวีวงจรปิด พร้อมติดตั้งระบบการตรวจนับ (RFID Counting & Weighting) รวมทั้งการติดตั้งระบบติดตาม GPS กับรถบรรทุกที่จะขนลำไยอบแห้งที่ผ่านการบดละเอียดไปโกดังกลางเพื่อรอการอัดเป็นเชื้อเพลิงแท่งตะเกียบ
Tags : ลำไย • เชื้อเพลิง • ลำพูน • รีไซเคิล

