นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้อัพบล็อกเพราะมัวหลงเพลินเล่นทวิตเตอร์กับเฟซบุ๊ค ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินว่า บล็อกตายแล้ว
ผลการสำรวจของเว็บไซต์ Tecnorati.com เมื่อปลาย ต.ค. พบว่า บล็อกเกอร์มืออาชีพทั้งหลายเปลี่ยนสถานะเป็น "ลูกจ้างประจำ" ให้กับเว็บไซต์ต่างๆ ไปเรียบร้อยแล้ว
รู้ไหมครับ พวกเขาได้รับเงินเดือนโดยเฉลี่ยเท่าไร (ขอกระแอมหนึ่งที) ปีละ 122,222 ดอลลาร์ครับ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 4 ล้านกว่าบาท อู้ฟู่เลยใช่ไหม?
บล็อกเกอร์ที่เป็นลูกจ้างประจำคิดเป็นอัตราส่วน 46% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด นั่นก็หมายความว่า บล็อกเกอร์ส่วนใหญ่เลือกทำงานแบบ part-time ถึงอย่างนั้น คนกลุ่มหลังนั่งทำงานที่บ้านก็ยังมีรายได้เปรมอุราถึงปีละ 14,777 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 5 แสนกว่าบาท
เท่ากับว่า โดยเฉลี่ยแล้วบล็อกเกอร์มีรายได้กันปีละ 42,548 ดอลลาร์ (1.4 ล้านบาท) ว๊าว!
รายได้หลักดังกล่าวไม่ได้มาจากตัวนายจ้างหรอกครับ (มีบล็อกเกอร์เพียง 14% เท่านั้นที่ทำงานกับบริษัท) และไม่ได้มาจากโฆษณาที่ตามมาลงกับบล็อกของพวกเขาด้วย เพราะช่วงเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ยอดโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตหล่นวูบไปเหมือนกัน แต่บรรดาบล็อกเกอร์มือทองเหล่านี้ต่างมีกลเม็ดทำให้ตัวเองเป็นที่นิยม รับหมายงานข่าวทำตัวเป็นนักข่าวทั่วไป รับจ้างพูดตามเวทีต่างๆ บ้างไปไกลถึงขั้นจัดงานประชุมขายบัตรร่วมงาน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเขียนบล็อกกลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และได้รับความนิยมโดยหมู่ชนนักข่าวออนไลน์ นักทวิตเตอร์มืออาชีพ ตลอดจนบล็อกเกอร์อิสระที่มีจุดขายตัวเองอย่างเด่นชัด อัพข่าวนาทีต่อนาที มีลีลาเขียนข่าวชนิดนักหนังสือพิมพ์เจนสนามยังต้องซูฮก มีการทำงานมาตรฐานเข้าขั้นสื่อสารมวลชน
นี่แหละจึงเป็นเหตุผลที่ผมอยากจะบอกว่า บล็อกเกอร์ตายแล้ว บล็อกเกอร์อิสระที่เขียนเรื่องอัพรูปโดยไม่หวังเรื่องค่าจ้างเริ่มลดน้อยลง เปลี่ยนมาเป็นนักสื่อสารมวลชนออนไลน์ มีรายได้จากการเขียนบล็อกโดยอาศัยความถนัดในสาขาอาชีพ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางชนิดที่นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานมาสิบปีก็ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งเท่า พวกเขาเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษมาเป็นตัวอักษรที่ทำเงิน
เท่ากับว่า ความหมายของบล็อกเกอร์คงต้องนิยามกันใหม่ ถ้าคุณเขียนเรื่องสัพเพเหระ หรือพร่ำพรรณนาถึงเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งของชีวิตตัวเอง จำนวนไม่น้อยไม่สร้างผลงานของตัวเอง เอาแต่คัดลอกข้อความบล็อกเกอร์รายอื่น หรือ "ก๊อปปี้" ข่าวจากเว็บไซต์ข่าวมาแปะไว้ในบล็อกของตัวเอง หรือเป็นพวกชอบแสดงความเห็นไม่เข้าท่า โดย "ไม่เช็คข้อมูล" ข้อเท็จจริง นั่นแหละบล็อกเกอร์
แต่ถ้าคุณเป็นนักเขียนให้กับเว็บไซต์ หรือสำนักพิมพ์ออนไลน์ มีอ้างอิงคำพูด ข้อเท็จจริงของแหล่งข่าว เขียนเรื่องมีประเด็นใหม่ และผลิตงานออกมาจากความวิริยะอุตสาหะของตัวเอง สมควรได้ชื่อว่า ผู้สื่อข่าว หรือนักหนังสือพิมพ์ไหม? ผมคิดว่า ใช่ แม้จะเป็นนักข่าวออนไลน์ก็ตาม
ถ้าคุณเข้าเว็บไซต์ต่างประเทศเป็นประจำ ยกตัวอย่าง Cnet.com, ZDnet.com, Techcrunch.com, Engadget.com, Gisdomo.com และอื่นๆ คุณคงพบกับบล็อกเกอร์ที่เป็นนักข่าวสายไอทีอยู่เสมอ พวกเขาติดตามเทรนด์ เขียนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ด้วยประสบการณ์ใช้งานจริง เข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง และมีมุมมองของตัวเอง
จุดขายของเว็บไซต์เหล่านี้ไม่ใช่ข่าว แต่เป็นเรื่องจากบล็อกเกอร์ เพราะข่าวหาอ่านจากที่ไหนก็ได้ เข้าเว็บไหนก็ได้ แต่ความเห็น ความรู้คือทรัพย์สินเฉพาะตัว และมันสามารถแปลงเป็นรายได้สำหรับพวกเขา
มันจึงเป็นเหตุผลให้บล็อกเกอร์ที่ผันตัวมาเป็นนักสื่อสารมวลชน และคอลัมนิสต์ออนไลน์ต้องผลิตงานคุณภาพออกมา หลายเว็บไซต์สร้างเครื่องมือวัดความชอบ/ไม่ชอบสำหรับแต่ละเรื่องที่บล็อกเกอร์ในวิญญาณของนักข่าวออนไลน์เขียนขึ้น มันเป็น KPI อย่างหนึ่งสำหรับวัดความนิยมของผู้เขียน
ทว่า นั่นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกธุรกิจออนไลน์ของอเมริกัน แต่สำหรับเว็บบล็อกของไทย ผมยังไม่มีข้อมูลว่า บล็อกเกอร์ได้รับค่าจ้างสำหรับงานเขียนของพวกเขาหรือไม่ แต่นักข่าวออนไลน์ของไทยมีอยู่จริง และพวกเขามีความสามารถในระดับที่เทียบเท่า หรือเหนือกว่านักข่าวหนังสือพิมพ์ ทีวี และวิทยุ
หลายปีมาแล้ว คนจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะ "คอไอที" เปิดเว็บไซต์ขึ้นมาโดยมีเป้าหมายเริ่มแรกเพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์คอมพิวเตอร์ การใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน ซอฟต์แวร์ ขยับขยายมาเป็นการรีวิวอุปกรณ์ เริ่มจากแปลข่าวจากต่างประเทศ ขยับมาทดสอบจากอุปกรณ์ที่ซื้อมาใช้งาน ขยายไปเป็นขอหยิบยืมเครื่องจากบริษัทไอทีมาทดสอบ และเขียนถึงอย่างไว้หน้า (เป็นธรรมดาที่นักข่าวออนไลน์ หรือแม้แต่นักข่าวหนังสือพิมพ์ก็เถอะต้องรักษาหน้าเจ้าของผลิตภัณฑ์ ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้รีวิวสินค้าตัวอื่นอีกต่อไป)
พวกเขาไม่ได้รายได้จากงานเขียน แต่ผลตอบแทนหลักที่จุนเจือค่าโฮสติ้ง และเช่าเซิร์ฟเวอร์ยังคงมาจากแบนเนอร์
ท่ามกลางความยากลำบากของธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่มีต้นทุนบานเบอะ บางคนมองว่าอินเทอร์เน็ตคือโอกาสใหม่สำหรับอาชีพสื่อสารมวลชน และเป็นสื่อใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่สื่อเก่าอย่างทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์
ผมเห็นด้วยว่า โอกาสของอินเทอร์เน็ตมีอยู่จริง และช่องทางสื่อสารถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างกว้างขวาง แต่โอกาสเติบโตของธุรกิจสื่อออนไลน์ยังเป็นเรื่องน่าสงสัย เนื่องจากผู้โฆษณายังคงเห็นว่า สื่อเก่าคือช่องทางสื่อสารกับสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า
โฆษณาครึ่งหน้าบนหน้าหนังสือพิมพ์อาจเพียงพอสำหรับค่าเช่าเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์ไปทั้งปี โฆษณา 15 วินาทีบนทีวีในช่วงเบรกละครชิงชังเพียงพอสำหรับค่าโฮสติ้งไป 5 ปี
โอกาสของสื่อใหม่มีอยู่จริง แต่จะหายใจได้อย่างไรถ้ามีออกซิเจนเพียงน้อยนิด
แถมยังต้องแย่งกันหายใจอีก
Tags : บล็อก • อินเทอร์เน็ต • ออนไลน์
