เครื่องกำจัดหลอดฟลูออเรสเซนต์ระบบปิด แก้ปัญหาสารปรอทตกค้างทำอันตรายสิ่งแวดล้อม-สิ่งมีชีวิต สิ่งประดิษฐ์จากรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น
หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้แล้วจัดเป็นขยะอันตรายชนิดหนึ่ง เนื่องจากหลอดเหล่านี้มีสารปรอทตกค้างอยู่ โดยสารปรอทในหลอดฟลูออเรสเซนต์สามารถแพร่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมในรูปของไอ หรือถูกชะล้างออกมาจากกากหลอด
เมื่อหลอดฟลูออเรสเซนต์แตก จะทำให้สารปรอทตกค้างในสิ่งแวดล้อมและเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตได้ โดยอันตรายจากสารปรอทจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ตับ ไต หากรับเข้าไปมากๆ และสะสมในร่างกายจะเป็นอันตรายและอาจป่วยเป็นโรค "มินามาตะ" ได้
ผศ.ดร.สมศักดิ์ พิทักษานุรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยและสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ในแต่ละปีประเทศไทยจะมีหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้แล้วประมาณ 30 ล้านหลอด ซึ่งหากมีการทำลายที่ผิดวิธีจะเกิดอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งเทศบาล และ อบต.ซึ่งมีหน้าที่จัดเก็บขยะและดูแลสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าวิธีการเก็บรวมรวมหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ของ อปท.มีการกองรวมไว้เพื่อรอการขนส่งไปกำจัดที่ถูกต้อง แต่ปัญหาส่วนใหญ่คือ อปท.หลายแห่งไม่มีพื้นที่ในการจัดเก็บขยะที่เป็นอันตรายเหล่านี้ได้
ด้วยเหตุนี้ จึงได้ร่วมกับ รศ.ดร.วันเพ็ญ วิโรจนกูฎ ผอ.ศูนย์การจัดการสิ่งแวดล้อมและสารอันตราย และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำการศึกษาพัฒนาต้นแบบเครื่องบดย่อยหลอดฟลูออเรสเซนต์ด้วยการควบคุมการแพร่กระจายของสารปรอทเพื่อให้ อปท.ได้นำไปใช้ประโยชน์และแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอันตรายจากชุมชนได้
สำหรับเครื่องบดย่อยหลอดฟลูออเรสเซ็นต์ ประกอบด้วย ถังพลาสติกอย่างหนา (HDPE) ขนาด 230 ลิตร และชุดบดย่อยที่มีใบมีด และช่องสำหรับใส่หลอดฟลูออเรสเซนต์ติดตั้งอยู่ด้านบนของถัง โดยใน 1 ถุง สามารถรองรับหลอดฟลูออเรสเซนต์ได้ 1,300-1,400 หลอด และมีอัตราการบดย่อยอยู่ที่ 4-6 หลอด/นาที
ส่วนการควบคุมการแพร่กระจายของไอปรอท ได้มีการเจาะรูด้านข้างถังเพื่อต่อถังปั๊มน้ำหรือท่อน้ำเข้าไปสำหรับฉีดพ่นโซเดียมซัลไฟด์ลงบนหลอดที่ถูกบดย่อย ซึ่งสามารถควบคุมการฟุ้งกระจายของสารปรอท จากนั้นนำไปผสมปูนซีเมนต์เข้ากับเศษหลอดฟลูออเรสเซนต์ ทดสอบการ ชะล้างของสารปรอท และนำไปฝังกลบในที่สุด
ปัจจุบันเครื่องบดย่อยหลอดฟลูออเรสเซนต้นแบบได้ถูกนำไปทดลองใช้งานจริงที่เทศบาล ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร ภายใต้การดำเนินงานของโครงการของเครือข่ายสกลนคร คลีน กรีน แอนด์ เน็ตเวิร์ค (Sakonnakorn Clean Green and Network) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสาธารณสุข และ อปท.ใน จ.สกลนคร โดยผลจากการทดลองพบว่าลดการกระจายของไอปรอทได้ถึงร้อยละ 90
"สำหรับต้นทุนการผลิตเครื่องบดย่อยหลอดฟลูออเรสเซนต์ พบว่ามีต้นทุนเพียง 7,000 บาท โดยต้นทุนในจำนวนนี้คิดเป็นค่าแรงสูงถึง 3,000-4,000 บาทแต่หากมีการต่อยอดในเชิงพาณิชย์และมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย เชื่อว่าต้นทุนน่าจะอยู่ที่ 3,000-4,000 บาท ซึ่งถูกกว่าเครื่องบดย่อยของต่างชาติที่ปัจจุบันราคาเฉลี่ยที่ 3,000-45,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ"
สำหรับเครื่องบดย่อยดังกล่าวนี้ได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ขณะเดียวกันก็เตรียมที่จะปรับปรุงรูปแบบของเครื่องบดย่อยเพื่อให้สะดวกสบายต่อการติดตั้งและเคลื่อนย้าย และเตรียมที่จะทดลองออกแบบติดตั้งบนรถเก็บขยะของ อปท.ซึ่งให้สามารถกำจัดขยะพิษเหล่านี้ได้ทันที
Tags : สมศักดิ์ พิทักษานุรัตน์ • หลอดฟลูออเรสเซนต์ • ปรอท

