สจล.ออกแบบโมเดลบำบัดน้ำในบ่อปลานิล ด้วยการใช้กรวดทำแปลงปลูกผักสวนครัวยกระดับเหนือบ่อปลา คู่การบำบัดแบบใช้ไบโอฟิวเตอร์และผลิตโอโซน
ผศ.รุ่งตะวัน พนากุลชัยวิทย์ นักวิจัยจากภาควิชาวิทยาศาสตร์การประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ระบบการเลี้ยงปลานิลแบบผสมผสานร่วมกับการปลูกพืชในแนวดิ่งด้วยระบบปิดที่พัฒนาขึ้น
หากเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นำไปใช้จะช่วยลดความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจได้ทางหนึ่งและสามารถขายผักเป็นรายได้ระหว่างการเลี้ยงปลาได้ด้วย
“ระบบที่พัฒนาขึ้น เป็นการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่ในท้องตลาดมาประยุกต์ใช้ เช่น เซ็นเซอร์สำหรับตรวจวัดปริมาณออกซิเจน อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง และค่าประจุไฟฟ้าในน้ำ และนำหลักการกรองน้ำอย่างง่าย ด้วยการปลูกต้นไม้บนก้อนกรวดบำบัดน้ำในบ่อปลาหมุนเวียนใช้ใหม่”นักวิจัย กล่าว
การวิจัยเฟสแรกนักวิจัยได้ทดสอบเลี้ยงปลานิลในกระชังจำนวน 3,000 ตัว โดยแบ่งเป็นกระชังละ 100-200 ตัว ในบ่อขนาด 9x9 เมตร โดยใช้ระบบกรองน้ำไบโอฟิลเตอร์ และระบบผลิตโอโซนเพื่อฆ่าเชื้อโรคในบ่อปลานิลใส่ในบ่อ
นอกจากนี้นักวิจัยยังได้สร้างแปลงผักทดลองขนาด 2x1 เมตร ใส่กรวดคละขนาดสูง 2-3 เซนติเมตร และหว่านเมล็ดพืชหลากชนิด อาทิ ผักตระกูลสลัด สมุนไพร ว่านสี่ทิศ เพื่อทดลองปั๊มน้ำจากบ่อปลาปล่อยด้วยระบบน้ำหยดรดลงบนต้นผักและไหลผ่านลงมาในบ่ออีกครั้ง เพื่อหมุนเวียนแร่ธาตุในน้ำไปใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า
ผลที่ได้หลังการทดสอบเลี้ยงปลาในเฟสแรก พบว่าพืชที่ปลูกในแปลงกรวดสามารถเจริญเติบโตได้จริง รวมถึงปลาที่เลี้ยงในกระชังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ปราศจากโรคหรือตายด้วยสาเหตุจากน้ำเน่าเสีย
“ที่ผ่านมาการเลี้ยงปลานิล เพื่อการวิจัยในบ่อดังกล่าวมักประสบปัญหากับพ่อแม่พันธุ์ปลาตายเนื่องจากสภาพอากาศน้ำไม่เหมาะกับปลา เพราะขาดระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและการบำบัดทำให้ต้องเสียเงินซื้อพ่อแม่พันธุ์ปลาเพื่อการวิจัยอยู่หลายครั้ง”
เฟสต่อไปของการวิจัย ทีมวิจัยวางแผนจะทดลองเลี้ยงปลานิลจำนวน 8,000 ตัวผสมกับกุ้งขาวนอกกระชัง เพื่อดูประสิทธิภาพของระบบที่ออกแบบขึ้น รวมถึงเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของแร่ธาตุที่ต้นไม้จะได้รับจากน้ำในบ่อปลาด้วย เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับเผยแพร่ไปยังชุมชน โรงเรียน หรือกลุ่มเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกิจการของตน
นักวิจัย กล่าวอีกว่า ระบบดังกล่าวจะลดความเสี่ยงในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร เนื่องจากสามารถประยุกต์ใช้กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นได้ด้วย โดยประโยชน์ที่เกิดคือ เจ้าของกิจการรู้อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน ค่าความเป็นกรดด่างและค่าความเป็นประจุไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงด้วยเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่กับไบโอฟิวเตอร์สำหรับกรองน้ำ
“อนาคตทีมวิจัยจะพัฒนาระบบฯ ให้ฉลาดถึงขั้นสามารถแจ้งเตือนเจ้าของบ่อปลาผ่านเอสเอ็มเอส เพื่อการรับมือได้ทันในกรณีที่พบความผิดปกติเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการประกอบกิจการ โดยเชื่อว่าการลงทุนจะคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะอุปกรณ์ที่ติดตั้งมีอายุการใช้งานได้นานกว่า 5 ปีต่อการลงทุนหนึ่งครั้ง”
ดร.ศุภชัย หล่อโลหะการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า โครงการวิจัยดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากสนช. ภายใต้เครือข่ายนวัตกรรมด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเกษตร
“เป้าหมายของการสนับสนุนการวิจัยด้านการเกษตร เพราะสนช.อยากเห็นผลผลิตของเกษตรกรไทยมีคุณภาพขนาดที่สามารถจำหน่ายเป็นหน่วยได้ มากกว่าการขายรวมแบบเหมาเป็นกิโลกรัม ซึ่งทำให้มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรต่ำกว่าต้นทุนที่ลงไปบ้างในบางธุรกิจ”
การสนับสนุนงานวิจัยดังกล่าวจะเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรไทยหันมาตื่นตัวในการเรียนรู้เทคโนโลยีได้ทางหนึ่ง จากเดิมที่ผ่านมาในช่วง 2-3 ปีเกษตรกรไทยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตรค่อนข้างน้อย ทั้งที่ต่างประเทศเขาไปไกลแล้ว
Tags : รุ่งตะวัน พนากุลชัยวิทย์ • ปลานิล • น้ำเสีย • เกษตรกร
