กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

ไอที-นวัตกรรม : วิทยาศาสตร์

วันที่ 16 สิงหาคม 2555 04:00

โต๊ะ: พื้นที่เสริมการเรียน

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

การเรียนเป็นสิ่งสำคัญ หลายครอบครัวเริ่มใส่ใจกับตัวช่วยส่งเสริมให้เด็กได้ทำการบ้าน อ่านหนังสืออย่างมีความสุข โต๊ะเขียนหนังสือก็เป็นตัวช่วย

เรื่อง : สาลินีย์ ทับพิลา

 

“ในไทย เด็กต้องอ่านหนังสือ ทำการบ้านทุกวัน อาจจะนั่งทำกับพื้น บนโต๊ะกินข้าว หรือม้าหินอ่อนหน้าบ้าน แต่พื้นที่เหล่านั้น อาจไม่เหมาะกับสรีระ หรือเกิดมีเหตุที่ทำให้การทำการบ้านหรืออ่านหนังสือสะดุดลง” นายมณเฑียร อมรเลิศวิมาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท นอตตี้ เบอร์รี่ จำกัด เจ้าของแบรนด์ Knotty Berry โต๊ะเขียนหนังสือสไตล์ญี่ปุ่นชี้

นอตตี้ เบอร์รี่จึงเกิดขึ้น หลังจากทำโรงงานผลิตโต๊ะเขียนหนังสือส่งไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นในลักษณะของการรับจ้างผลิตมากว่า 10 ปี

 

: จากรับจ้างสู่สร้างแบรนด์

นายมณเฑียรกล่าวว่า ธุรกิจครอบครัวทำโรงงานเฟอร์นิเจอร์มาตั้งแต่ปี 2519 โดยเน้นไปที่โต๊ะ เก้าอี้ รวมไปถึงโต๊ะเขียนหนังสือ ส่งออกไปยังญี่ปุ่นที่เป็นตลาดที่มีความต้องการสูงและให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพอย่างมาก

“จากที่เราทำโออีเอ็ม (OEM) มากว่า 10 ปี จึงเกิดคำถามว่า ทำไมเราไม่สร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมา นอตตี้ เบอร์รี่จึงเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน โดยตั้งเป้าจะเป็นแบรนด์โต๊ะเขียนหนังสือคุณภาพที่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กไทย

กรรมการผู้จัดการ บริษัท นอตตี้ เบอร์รี่ อธิบายว่า ชื่อแบรนด์มาจากความหมายของนอตตี้ เบอร์รี่ที่ตรงกับคอนเซปท์ของแบรนด์และสินค้า Knotty คือ ตาไม้ เป็นจุดที่กิ่งก้านสาขาจะแตกออกมาจากลำต้น เปรียบเหมือนความแตกฉาน ความฉลาดของเด็ก ๆ ส่วน Berry เป็นลูกไม้ หรือผลเบอร์รี่อ่อน เหมือนเด็กที่พร้อมจะเติบโต

จากประสบการณ์ในการรับจ้างผลิต เขาชี้ว่า จุดเด่นอีกประการของโต๊ะเขียนหนังสือของญี่ปุ่นคือ การออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกช่วงวัย สามารถใช้ไปได้จนจบชั้นมัธยม มหาวิทยาลัย หรืออาจจะถึงช่วงวัยทำงานก็ได้

นอตตี้ เบอร์รี่จึงประยุกต์โต๊ะเขียนหนังสือแบบญี่ปุ่นให้เหมาะสมกับเด็กไทย และสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งวัสดุและคุณภาพ รวมไปถึงการออกแบบที่ทุกพื้นที่ ทุกช่องว่าง ผ่านการคิดและออกแบบให้เหมาะกับฟังก์ชั่นการใช้งาน คือ สามารถแยกชั้นใส่ของใต้โต๊ะและกล่องลิ้นชักออกมาได้ ดึงโต๊ะเล็กด้านข้างออกมาให้เข้ามุมฉากกับชั้นก็ได้ หรือในรุ่นที่มีชั้นหนังสือด้านบนก็สามารถถอดออกได้ หากต้องการเปลี่ยนเป็นโต๊ะเรียบ ๆ

“ความปลอดภัยของเด็กเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เก้าอี้ที่ถูกต้องตามหลักกายศาสตร์ (Ergonomics) ปรับความสูงได้ตามสรีระใช้ได้ตั้งแต่เด็กเล็กถึงผู้ใหญ่ ล้อเก้าอี้ที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นมีระบบเฉพาะคือ เมื่อนั่งลงไป ล้อจะล็อกไม่เลื่อนไปไหน ไม่อันตราย รวมถึงไฟปรับแสงสำหรับอ่านหนังสือโดยเฉพาะ” นายมณเฑียรกล่าว

 

: พ่อแม่ซื้อ ลูกใช้

ในไทย เจ้าของแบรนด์นอตตี้ เบอร์รี่ชี้ว่า ตลาดยังใหม่อยู่มาก ผู้บริโภคยังไม่ได้มองเห็นความสำคัญของโต๊ะเขียนหนังสือมากเท่าที่ควร ต่างจากประเทศญี่ปุ่นที่โต๊ะนักเรียนถือเป็นวัฒนธรรม ปู่ ย่า ตาหรือยาย จะซื้อให้เมื่อหลานเข้าเรียนชั้น ป.1 เพื่อช่วยในการเรียนรู้ ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เด็กจะได้ใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนเองต้องการ

อย่างไรก็ดี เมื่อเขาเริ่มทำตลาดก็พบว่า ได้รับการตอบรับที่ดี จากกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในระดับซีบวกขึ้นไปที่มีกำลังซื้อ ที่สำคัญ เมื่อได้รับข้อมูลและความสำคัญของโต๊ะเขียนหนังสือ บรรดาผู้ปกครองก็จะนึกได้ถึงข้อดีที่ไม่ใช่แค่โต๊ะ แต่ผสานสรีระศาสตร์ ความสว่าง และสมาธิในการเรียนรู้

“3 ปีที่ผ่านมา ยอดขายดีขึ้นเรื่อย ๆ จากตอนแรกที่ตลาดอาจจะยังตั้งคำถามกับโต๊ะเขียนหนังสือเด็กราคาหลักหมื่น แต่เมื่อมองอนาคตและได้รับข้อมูลที่มีก็ให้ความสนใจมาก” นายมณเฑียรย้ำ

ช่องทางการจำหน่ายของนอตตี้ เบอร์รี่จะเน้นไปที่การออกงานแสดงสินค้า ไปพร้อมกับการดีลเลอร์จากทั่วประเทศเพื่อกระจายสินค้าไปในวงกว้าง ในขณะเดียวกันก็เข้าไปร่วมมือกับโรงเรียนสอนพิเศษ ที่มองว่า ใกล้กลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็ก ๆ เห็นความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเรียน

“เราต้องพยายามสื่อสารกับผู้บริโภคต่อไปเนื่องจากโต๊ะเขียนหนังสือเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซ่อนอยู่ หากไม่มีสินค้า คนก็จะไม่รู้ว่าจำเป็น นอตตี้ เบอร์รี่จึงมีแผนที่จะทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ พร้อมกับการออกงานแสดงสินค้า โรดโชว์เข้าถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง”

นอกจากนี้ ยังสร้างคาร์แรกเตอร์ ในรูปอนิเมชั่นที่จะเป็นตัวแทนของแบรนด์ นั่นคือ ฮิดาริ (Hidari) และ มิงิ (Miyi) ตัวแทนสมองซีกซ้ายและขวา และเพื่อน ๆ ที่จะต่อยอดใช้ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อไป

ปัจจุบัน มณเฑียรชี้ว่า โต๊ะเขียนหนังสือนอตตี้ เบอร์รี่สามารถขายได้ที่ 5-600 ชุดต่อปี และตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายเป็น 1-2 พันชุดต่อปี ภายในปี 2556 จากนั้นจะเริ่มมองตลาดต่างประเทศรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมีขึ้นใน 2-3 ปีนี้ โดยดูประเทศที่มีความต้องการหรือให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็ก

“นอกจากการเปิดแฟลกชิพสโตร์ ซึ่งจะเป็นศูนย์กระจายสินค้าหลักที่สุขุมวิท36 แล้ว การออกแบบคอลเล็คชั่นใหม่ ๆ ก็จะมีเรื่อย ๆ โดยในช่วงปีนี้ก็จะมีโต๊ะเขียนหนังสือรุ่นพิเศษที่ได้ดีไซเนอร์ญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยมาออกแบบให้ รวมถึงเตียงที่มีโต๊ะเขียนหนังสือในตัว ซึ่งอนาคตจะเพิ่มกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนอีก” มณเฑียรชี้ พร้อมเผยว่า เขาตั้งเป้าให้นอตตี้ เบอร์รี่เป็นแบรนด์ระดับอาเซียนภายใน 5 ปี ที่มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล สามารถสร้างตลาดใน 2-3 ประเทศในเอเชีย

Tags : โต๊ะเขียนหนังสือ Knotty Berry นอตตี้ เบอร์รี่

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement