กรุงเทพธุรกิจ

ไอที-นวัตกรรม : วิทยาศาสตร์

วันที่ 2 สิงหาคม 2553 04:00

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล คลื่นลูกที่ 4 ของ สวทช.

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คนภายนอกมักมองว่า ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล เป็นคนมีสไตล์เข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปรียบเทียบกับสไตล์ของอดีตผู้อำนวยการ สวทช.รุ่นก่อนๆ

ดร.ทวีศักดิ์ ในวัย 57 ปี เกียรตินิยมอันดับหนึ่งวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาเอกด้านการสื่อสารดิจิทัล จากอิมพีเรียลคอลเลจ หนึ่งในผู้ริเริ่มผลักดันการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์หลังรับตำแหน่งผู้อำนวยการ สวทช.อย่างเป็นทางการ

สวทช.ยุคที่ 4 จะปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง

 การเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลาในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เรียกว่าตั้งแต่ยุคก่อตั้งสมัย ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ผมเองทำงานกับสวทช. ตั้งแต่ยุคแรกเหมือนกัน มาจนถึงยุคของ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ เป็นยุคของการขยายตัว เปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ได้สำเร็จ เริ่มมีบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมทำวิจัยสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ มาจนถึงยุคที่ 3  ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ริเริ่มจัดกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย บริหารจัดการงานวิจัยให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน สร้างพันธมิตรร่วมทางที่ดีกับภาคเอกชน ก่อให้เกิดสิทธิบัตรจากงานวิจัยกว่า 200 ชิ้น

 มาถึงยุคที่ผมเข้ารับตำแหน่ง ต้องยอมรับว่าค่อนข้างลำบาก เพราะเป็นช่วงที่ สวทช.พัฒนามาเยอะแล้ว หน้าที่ของผมคือผลักดันนโยบายส่งมอบผลงานที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ออกไปถึงการใช้งานให้ได้มากที่สุด งานวิจัยไม่ได้ลดลง แต่ปรับปรุงสิ่งที่ทำและขยายผลส่งมอบผลงานไปใช้งานทั้งในภาครัฐและเอกชน

มีกลไกใหม่ดึงเอกชนร่วมวิจัยหรือไม่

 สวทช. พยายามดึงดูดเอกชนเข้ามาร่วมวิจัยในสัดส่วนที่มากขึ้นผ่านกลไกการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ เช่น การอุดหนุนและให้คำปรึกษากับเอกชนผ่านโครงการ iTAP ซึ่งอาศัยผู้เชี่ยวชาญเจ้ามาร่วมแก้โจทย์ปัญหาของภาคอุตสาหกรรม กลไกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินอุดหนุนการวิจัยให้กับภาคเอกชนมากถึง 75% รวมถึงแรงจูงใจทางด้านภาษี สำหรับบริษัทเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยพัฒนา สามารถแจ้งเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของการใช้จริง เท่ากับว่าเอกชนเสียภาษีน้อยลง

 สำหรับกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นคือ ความร่วมมือระหว่าง สวทช.กับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ STI (Skill Technology & Innovation)  ที่เปิดโอกาสให้กับบริษัทที่ต้องการบริจาคเงินเข้าในกองทุนวิจัย สวทช. เพื่อสนับสนุนการวิจัยพัฒนาของประเทศตามวงเงินที่กำหนด จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการยืดชำระภาษีไปอีก 1-2 ปี

 นอกจากนี้ สวทช.อยู่ระหว่างเจรจากับกรมสรรพากร เพื่ออำนวยความสะดวกกับภาคเอกชนที่ทำวิจัย โดยลดความซับซ้อนในขั้นตอนการยื่นแบบภาษี ตรวจสอบ รวมถึงการจัดทำเรื่องบัญชี ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ ณ ปัจจุบัน โดยเชื่อว่าจะเป็นแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนเพิ่มขึ้น

สวทช.ต้องปรับยุทธศาสตร์ให้เข้ากับเศรษฐกิจใหม่อย่างไร

 ผมพูดคุยกับผู้บริหารของ สวทช. หลายท่าน เห็นตรงกันว่า สวทช. ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองในหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ การบริหารจัดการงานวิจัย จากเดิมที่แบ่งเป็น 8 คลัสเตอร์ เราเตรียมจัดกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ให้เหลือเพียง 5 กลุ่มใหญ่ ที่ตรงกับปัญหาของประเทศ ได้แก่ คลัสเตอร์อาหารและการเกษตร คลัสเตอร์พลังงานและสิ่งแวดล้อม คลัสเตอร์สุขภาพและสาธารณสุข คลัสเตอร์ชุมชนและผู้ด้อยโอกาส คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิต ใน 4 สาขาที่เราถนัด คือ วัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ อิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ และนาโนเทคโนโลยี

ต่างประเทศพูดถึง Translational Reseach กันมากขึ้น

 นักวิจัย สวทช. แม้จะเก่งในเรื่องวิชาการ แต่ยังขาดการทำงานชีวิตจริงในภาคอุตสาหกรรม การทำงานในช่วงนับจากนี้ จะเน้นกระบวนการส่งมอบผลลัพธ์สู่ภาคเศรษฐกิจและสังคม ผ่าน Nstda Commercialization Process หรือกลวิธีปรุงแต่งงานวิจัยให้เข้าใจง่าย สู่กระบวนการเผยแพร่ที่เข้าถึงภาคเอกชน

 เราจำเป็นต้องสร้างกระบวนการขยายผลผ่านตัวคูณ นักลงทุนเป็นตัวคูณสำคัญ ที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงออกไปสู่การทำงานในภาคธุรกิจ

18 ปีกับสวทช.ปรับใช้กับงานบริหารอย่างไรบ้าง

 ภารกิจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของผมคือ การพัฒนาระบบ Knowledge Management หรือบริหารจัดการความรู้ให้กับองค์กร ตรงนี้ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ภาพกว้างของ สวทช. รวมถึงมองเห็นวิธีทำงานของทุกศูนย์แห่งชาติ ทำให้มองเห็นว่ายังมีผลงานวิจัยที่ดีอยู่เป็นจำนวนมาก และยังไม่ได้ออกสู่การใช้งานในภาคเศรษฐกิจ อยู่ที่ว่า เราจะหาทางทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แรงขึ้นได้อย่างไร

Tags : ทวีศักดิ์ กออนันตกูล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

advertisement

advertisement

advertisement