ขณะที่แพทย์ส่วนใหญ่เลือกศึกษาลงลึกสู่สาขารักษาโรคเฉพาะทาง ยังมีแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งขลุกอยู่กับคนตาย เพื่อค้นหาความเป็นธรรมให้กับศพ
กว่า 30 ปีมาแล้ว นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ วัย 53 ปี เป็นหนึ่งในแพทย์นิติเวชที่เลือกทำงานในห้องแห่งความตายที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำยารักษาสภาพศพจนฆานะประสาทคุ้นเคยกับฟอร์มาลีน
แม้ก้าวขึ้นมานั่งตำแหน่งเป็นหัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เขายังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในห้องชันสูตรเป็นประจำ
ย้อนเวลากลับไปปี 2523 หลังเรียนจบแพทย์ศิริราช นพ.วิสูตรก้าวเข้าสู่สาขานิติเวชศาสตร์ทันที ประสบการณ์สุดประทับใจจนถึงทุกวันนี้คงหนีไม่พ้นการรับน้องของหมอรุ่นพี่
" เขาให้น้องๆ เข้ามาดูศพเน่าที่เรียงรายอยู่ใกล้ๆ กับอ่างหินขัดในห้องเก็บศพ บางศพหนอนขึ้นแล้วด้วย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าพวกพี่เขาต้องการให้ปลงหรือเปล่า แต่พอเห็นก็โอ้โหเลย เพื่อนบางคนถึงกับอาเจียนออกมา"
พอเรียนไประยะหนึ่งหมอทุกคนที่เรียนนิติเวชเริ่มชินกับกลิ่น เวลาเข้าห้องชันสูตรจมูกเริ่มปรับสภาพคุ้นเคยจนไม่ได้กลิ่น แต่พอออกมาข้างนอกทั้งคนไข้ พยาบาล เพื่อนหมอถึงกับสะอึกกลิ่นที่ติดตัวมาจากห้องชันสูตร
ไม่ใช่ทุกศพที่ถูกส่งมาให้แพทย์นิติเวชสืบหาสาเหตุการตาย ตามกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 148 ระบุให้แพทย์นิติเวชตรวจหาสาเหตุเฉพาะการตายผิดธรรมชาติ 5 ประการ ได้แก่ 1.การตายที่เกิดจากการฆ่าตัวตาย 2.ถูกคนอื่นฆ่า 3.ถูกสัตว์ทำร้าย 4.อุบัติเหตุ และ 5. ตายโดยไม่ปรากฏเหตุ คือไม่รู้สาเหตุ เช่น ไหลตาย
กรณีดังกล่าว หมอนิติเวชต้องมาพิสูจน์ศพร่วมกับตำรวจจากนั้นนำศพเข้ามาผ่าตรวจสอบ บางทีสาเหตุการตายอาจจะชัด หรือไม่ชัดก็ได้
หมอยกตัวอย่างคดีดังในอดีต พบผู้เสียชีวิตอยู่ในรถที่พุ่งเข้าชนต้นไม้ หลังชันสูตรพบว่า ผู้เสียชีวิตถูกฆาตรกรรมอำพรางนำศพมาไว้ในรถแล้วจัดฉากให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ
" ความจริงที่เห็นมันไม่ใช่อย่างที่เป็นจริง สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งเคลือบแคลงอยู่จึงต้องชันสูตร หรือบางครั้งที่บอกว่ามีคนจมน้ำตาย แล้วคุณรู้ได้อย่างไงละ จมน้ำตายเองหรือถูกกดให้จมน้ำตาย อาจจะมีพยานหลักฐานอื่นที่อยู่ในนั้นอีก เช่น อาจจะมีร่องรอยการต่อสู้ หรือจดหมายที่ผู้ตายเขียนทิ้งไว้ ต้องนำมาตรวจให้หมดเพื่อมาช่วยไขปริศนาความจริงให้กระจ่าง แต่ถามว่าทุกรายเราจะเจอไหม คำตอบคือ ไม่แน่ มีโอกาสที่เราจะเจอและไม่โอกาสที่เราจะไม่เจอก็ได้ "
ยังมีการตายผิดธรรมชาติอีก 2 กรณีที่อยู่ในข่าย ได้แก่ 1. เสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าปฎิบัติตามหน้าที่ 2.การตายที่อยู่ระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน
"กรณีนี้ไม่ใช่เฉพาะแพทย์และพนักงานสอบสวนเท่านั้นยังต้อง มีพนักงานงานอัยการ และฝ่ายปกครองมาร่วมด้วย " ผู้เชี่ยวชาญชันสูตร กล่าว
หลังจากเก็บหลักฐานภายนอกแล้ว หมอนิติเวช ลงมือผ่าศพเพื่อเปิดตรวจสอบอวัยวะภายใน รูปแบบการผ่าแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะได้แก่ การผ่าตัดเป็นรูปตัวไอ ซึ่งมักใช้บ่อยที่สุดเพราะสะดวกแพทย์นิติเวชจะใช้มีดคมกริบผ่าตามความยาวของลำตัว แบบที่สองรูปตัวที หรือรูปตัววาย ผ่าตั้งแต่ใต้คางลงมาถึงสะดือ จากนั้นกรีดบริเวณไหปลาร้าเป็นทางขวาง
" การผ่ามีหลายแบบ แบบตัวไอ ไม่ค่อยนิยมในเมืองนอกเพราะเห็นรอย เวลาทำพิธีศพที่ต้องเปิดโลงแล้วไม่เหมาะสม จึงนิยมเปิดแบบตัวที ผ่าขวางจากไหล่ลงมาอาจเรียกว่า ทีเชฟ แต่หมอไม่ค่อยนิยม ข้อดีคือทำให้ไม่ค่อยเห็นรอยเวลารดน้ำหรือเปิดดู ส่วนอีกแบบเรียกว่า ยูเชฟ เปิดเป็นรูปตัวยู อาจใช้กับผู้หญิง ผ่าอ้อมใต้นมเลยจะไม่เห็นรอยเลย ถ้าเป็นด้านหลังก็เปิดตรงแล้วเจอกระดูสันหลังเลยแต่ผมนิยมผ่าแบบ ไอเชฟ จากคอเปิดไปเรื่อยๆจนถึงหัวเหน่า " หมอวิสูตร อธิบายวิธีการผ่าศพ
ส่วนการตัดสินใจผ่าแบบไหนขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจของหมอแต่ละคนไม่ได้มีกฎกติกาเป็นตำราให้ยึดถือ เขาเปรียบเปรยให้เห็นภาพว่าเหมือนกับการจ่ายยารักษาหวัด ซึ่งหมอแต่ละคนแตกต่างกัน และถือว่าเป็นศิลปะของแต่ละคน
หลังจากผ่าศพตรวจเรียบร้อย แพทย์นิติเวลจะทำการตัดชิ้นเนื้อ หรือดูดหรือเจาะของเหลวมาตรวจ เพื่อค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร โดยแบ่ง การตรวจออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.ตรวจชิ้นเนื้อ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านชิ้นเนื้อที่จบโดยตรงมา 2. ตรวจเกี่ยวกับเลือดหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นดีเอ็นเอ หมู่เลือด ฯลฯ 3.ตรวจพิษวิทยา เพื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับสารพิษทั้งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสารพิษแบบออร์แกนนิกส์ อินทรีย์ อนินทรีย์ และที่สำคัญ 4. ตรวจวัตถุพยาน เช่น เส้นผม เส้นขน น้ำลาย น้ำตา คราบทั้งหลาย
อย่างไรตาม หมอวิสูตร ยอมรับว่า แม้ว่าจะมีการตรวจเป็นขั้นเป็นตอนแต่ทุกอย่างไม่ได้ 100% เพราะวิทยาการโลกวิทยาศาสตร์ยังไม่เป็นไปไม่ถึงจุดสูงสุด จึงไม่ควรมาคาดหวังว่าผลลัพธ์ต้องได้ 100%
หากย้อนเวลากลับไปราว 20 กว่าปีก่อน ซึ่งยังไม่มีเทคโนโลยีตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกกัน ยุคนั้นจึงยังไม่มีเทคนิคพิสูจน์ทราบจากดีเอ็นเอ ต่างจากยุคปัจจุบันการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอสามารถบ่งบอกสายสัมพันธ์ทางสายเลือดได้แม่นยำ 99.99% คือ 1 ใน 3 พันล้านคนจะมีโอกาสซ้ำกันได้ 1 คนเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก
" วิวัฒนาการขณะนี้ยังไม่ถึงจุดสูงสุด จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมการตายจึงหาสาเหตุไม่เจอ อาจต้องรอไปอีก 20ปีข้างหน้าถึงจะค้นพบสารอีกตัวหนึ่งเกิดขึ้นมาซึ่งเราไม่รู้จักในยุคนี้แต่ยุคต่อไปรู้จักว่า คนตายเพราะตกใจจะมีโปรตีนบางอย่างผลิตออกมา แต่ถ้าคนตายปกติจะไม่สารตัวนี้ออกมา หรือต่อไปอาจมีเครื่องมือที่สามารถต่อเข้ากับสมองคนตายแล้วดึงหน่วยความจำออกมาให้อยู่ในเครื่องแปลงเป็นคลื่นเสียง ก็เป็นได้ หรือการเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ด้วยการส่งผ่านข้อมูลทางสมอง เช่น อยากรู้เรื่องเคมี COPY ข้อมูลผ่านใส่สมองไปเลย "
อาชีพแพทย์ชันสูตรศพเพื่อค้นหาสาเหตุการคนตายถูกนำเสนอในภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์ชุด CSI: Crime Scene Investigation หรือ ปฏิบัติการล่าความจริงที่โด่งดัง แพทย์นิติเวชไทยบอกว่า เป็นเรื่องจริงที่สามารถทำได้จริง และประเทศไทยก็ทำได้ ปัญหามีอยู่อย่างเดียวคือไม่มีเงิน กับไม่มีคน
"สิ่งที่เจ้าหน้าที่ในหนัง CSI มีอยู่นั้นมันเป็นเทคโนโลยี ซึ่งซื้อกันได้ แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี มันอยู่ที่คนดูแลรักษาและนำไปใช้ว่า จะสามารถมาอยู่ในระบบราชการได้หรือไม่ แต่ถ้าจะให้ทำก็ต้องคิดอีกหลายระบบ เช่น การเติบโตของสายงาน ผลตอบแทน เพราะคนที่เข้ามาทำด้านนิติเวชขั้นต่ำจบปริญญาโท แล้วจะทำอย่างไงให้เขาอยู่นานๆ ถามว่า ระบบนี้ไม่ใช้ระบบข้าราชการได้ไหม คำตอบ ไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่เปิดช่องในการสืบค้น ตามกฎหมายระบุชัดเจนว่าต้องทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง "
บางคนอาจมองว่า ผู้ที่อยู่ในอาชีพคลุกคลีกกับมรณะอาจชักนำให้เดินสู่ทางธรรมมากกว่าคนปกติ แต่หมอวิสูตรแย้งว่า ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป
"ขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนทำอาชีพตามหน้าที่ ไม่ได้ทำไปแล้วรู้สึกปลงหรือเข้าถึงธรรมะได้มากกว่ากว่าคนปกติ แต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของคนมากกว่า"
สำหรับตัวหมอวิสูตร บอกว่าสวดมนต์เกือบทุกวันที่มีเวลา เพราะไม่ค่อยมีเวลาปฏิบัติธรรม โดยบทสวดมนต์ที่ใช้สวดประจำ คือ ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก, พระคาถาชินบัญชร, ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, พุทธชัยมงคลคาถา(พาหุง), คำแผ่เมตตา และส่วนกุศล และคำอาราธนา และยามที่มีเวลาสวดใหญ่ เขาจะปิดโทรศัพท์มือถือไม่ให้กวดสมาธิ
แม้ว่าจะเจอประสบการณ์เกี่ยวกับคดีจากศพมากมาย เพราะในแต่ละปีจะมีศพเข้ามาที่ศิริราชปีละ 1,600-1,700 ศพ แต่หมอวิสูตรถือว่าเป็นเรื่องงานและหน้าที่ ซึ่งไม่เคยนำไปเล่าสู่กันฟังในครอบครัว
"งานก็คืองาน ผมจะไม่นำเรื่องพวกนี้เข้าไปในบ้านโดยเฉพาะกับผู้ใหญ่แล้วระวัง ไม่พูดถึง ทิ้งทุกอย่างไว้ที่ทำงานดีที่สุด แต่บางคนติดกลับไปที่บ้าน แล้วก็ไปคุยมันก็จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจกับคนรอบข้าง จึงไม่ควรเล่าเพราะเรื่องทำนองนี้ โดยทั่วไปคนรู้สึกขยะแขยงอยู่แล้ว คงไม่ค่อยใครอยากฟังเรื่องพวกนี้นักหรอก "
หมอวิสูตรยังได้ประมวลเรื่องราวชีวิตนิติเวชศาสตร์ไว้ในพ็อคเก็ตบุ๊ค "เรื่องเล่าจากมีดหมอ"
มีดที่นำความเป็นธรรมมาให้กับคนตาย
Tags : นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ • นิติเวช • วิทยาศาสตร์
