จุฬาฯดึงนักวิทย์ขึ้นเวที ไขข้อข้องใจวันสิ้นโลกปี 2012 ผ่านปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัว กับการเกิดเหตุแผ่นดินไหว และการเกิดจุดดำบนดวงอาทิตย์
แผ่นดินไหวรุนแรงนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยภูเขาไฟในไอร์แลนด์ปะทุจนทำให้คมนาคมทางอากาศเป็นอัมพาต แม้แต่คนที่ไม่เคยเชื่อว่าปี 2012 คือวันสิ้นโลกก็อดคลางแคลงใจไม่ได้
ความเชื่อเกี่ยวกับวันสิ้นโลกโดยโยงกับการสิ้นสุดรอบปฏิทินของชาวมายาแพร่สะพัดไปทั่วโลกมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเชื่อถูกนำมาโยงกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการกลับขั้วของสนามแม่เหล็ก การเรียงตัวของดาวเคราะห์กับการเกิดเหตุแผ่นดินไหว และการเกิดจุดดำบนดวงอาทิตย์
ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยอมรับว่า ปรากฏการณ์สนามแม่เหล็กโลกกลับขั้วสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่เป็นการพลิกกลับขั้วแม่เหล็กจากเหนือไปอยู่ขั้วโลกใต้ และจากขั้วแม่เหล็กใต้ไปอยู่ขั้วโลกเหนือ ไม่ใช่โลกพลิกกลับหัวกลับหาง ซึ่งผลที่เกิดอาจส่งผลให้เครื่องมือที่อาศัยสนามแม่เหล็กทำงานผิดพลาด แต่อยู่ในขอบเขตที่ป้องกันได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน
นอกจากนี้ ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การกลับขั้วสนามแม่เหล็กโลกไม่ได้เกิดขึ้นกะทันหันในไม่กี่วัน แต่อาศัยเวลานานเป็น 1,000 ปีถึงแสนปี และการเกิดปรากฏการณ์กลับขั้วไม่ได้ถูกกำหนดแน่นอนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ สามารถเกิดแบบระยะสั้น 4-5 พันปีได้เช่นกัน
ความวิตกจริตเกี่ยวกับวันสิ้นโลกก่อให้เกิดกระแสจดหมายลูกโซ่แพร่สะพัดถึงมหันตภัยร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นอกจากปรากฏการณ์สนามแม่เหล็กกลับขั้วแล้วยังอ้างถึงปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัวที่อาจส่งผลทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง
ดร.สธน แย้งโดยยกตัวอย่างการเกิดแผ่นดินไหวระดับสูงกว่า 7 ริกเตอร์ในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ชิลีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เอกวาดอร์เมื่อปี 2449 หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สุมาตราเมื่อปี 2548 แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่สัมพันธ์กับการเรียงตัวของดาวเคราะห์แต่อย่างใด
"หากเกิดปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัวสิ่งที่เกิดได้มากสุด ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงที่อาจมีน้ำขึ้นสูง หรือน้ำลดลงมากกว่าปกติในวันขึ้นหรือวันแรม 15 ค่ำเท่านั้น" นักวิจัย กล่าว
สำหรับปี 2553 ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจะโคจรทำแนวเดียวกันในวันที่ 12 มิ.ย., 8 ก.ค., 9 และ 21 ก.ย. และ 7 ต.ค.
ขณะเดียวกัน จุดดับบนดวงอาทิตย์ที่ส่งผลให้เกิดพายุสุริยะเป็นอีกประเด็นหนึ่งถูกพูดถึง ผศ.พงษ์ ทรงพงษ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทักท้วงเช่นกันว่า เป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน
“การเกิดเหตุการณ์ระเบิดของรังสีแกมมาหรือจุดดำบนดวงอาทิตย์ไม่ได้มีผลทำให้โลกแตกดับ แต่ทำให้เกิดอนุภาคความเร็วสูงที่พ่นออกมาจากดวงอาทิตย์ตามสนามแม่เหล็กและตกกลับลงไปที่ดวงอาทิตย์ตามเดิมจนเห็นเป็นจุดดำเท่านั้น การที่ดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเองเป็นเวลา 27 วัน ทำให้เรามองเห็นจุดดำจากการส่องกล้องที่ต่างกันไปในแต่ละวัน" นักวิจัย อธิบาย
กระแสตื่นวันสิ้นโลกกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์หลายประเทศออกมาทำความเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติให้ประชาชนเข้าใจ อาทิ องค์การนาซ่าแห่งสหรัฐได้ชี้แจงผ่านเว็บไซต์ www.nasa.org โดยเตือนสติให้นึกถึงปี 2000 หรือ Y2K ที่ประชาชนเคยกังวลว่าจะเกิดภัยพิบัติทั่วโลก
Tags : วันสิ้นโลก • จุฬาฯ • ดาวเคราะห์


