กรุงเทพธุรกิจ

ไอที-นวัตกรรม : วิทยาศาสตร์

วันที่ 26 พฤษภาคม 2553 12:35

นักฟิสิกส์ท้วง วันสิ้นโลกก็แค่นิยาย

โปสเตอร์ภาพยนตร์นำเสนอเรื่องราวของวันสิ้นโลก

การเรียงตัวของดาวเคราะห์ในปฏิทินชาวมายา ที่เชื่อว่าจะเกิดในปี 2012

หมอกควันปกคุลมเหนือประเทศจีน ผลจากภาวะก๊าซเรือนกระจก

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

จุฬาฯดึงนักวิทย์ขึ้นเวที ไขข้อข้องใจวันสิ้นโลกปี 2012 ผ่านปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัว กับการเกิดเหตุแผ่นดินไหว และการเกิดจุดดำบนดวงอาทิตย์

แผ่นดินไหวรุนแรงนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยภูเขาไฟในไอร์แลนด์ปะทุจนทำให้คมนาคมทางอากาศเป็นอัมพาต แม้แต่คนที่ไม่เคยเชื่อว่าปี 2012 คือวันสิ้นโลกก็อดคลางแคลงใจไม่ได้

 ความเชื่อเกี่ยวกับวันสิ้นโลกโดยโยงกับการสิ้นสุดรอบปฏิทินของชาวมายาแพร่สะพัดไปทั่วโลกมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเชื่อถูกนำมาโยงกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการกลับขั้วของสนามแม่เหล็ก การเรียงตัวของดาวเคราะห์กับการเกิดเหตุแผ่นดินไหว และการเกิดจุดดำบนดวงอาทิตย์

 ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยอมรับว่า ปรากฏการณ์สนามแม่เหล็กโลกกลับขั้วสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่เป็นการพลิกกลับขั้วแม่เหล็กจากเหนือไปอยู่ขั้วโลกใต้ และจากขั้วแม่เหล็กใต้ไปอยู่ขั้วโลกเหนือ ไม่ใช่โลกพลิกกลับหัวกลับหาง ซึ่งผลที่เกิดอาจส่งผลให้เครื่องมือที่อาศัยสนามแม่เหล็กทำงานผิดพลาด แต่อยู่ในขอบเขตที่ป้องกันได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน

 นอกจากนี้ ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การกลับขั้วสนามแม่เหล็กโลกไม่ได้เกิดขึ้นกะทันหันในไม่กี่วัน แต่อาศัยเวลานานเป็น 1,000 ปีถึงแสนปี และการเกิดปรากฏการณ์กลับขั้วไม่ได้ถูกกำหนดแน่นอนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ สามารถเกิดแบบระยะสั้น 4-5 พันปีได้เช่นกัน

 ความวิตกจริตเกี่ยวกับวันสิ้นโลกก่อให้เกิดกระแสจดหมายลูกโซ่แพร่สะพัดถึงมหันตภัยร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นอกจากปรากฏการณ์สนามแม่เหล็กกลับขั้วแล้วยังอ้างถึงปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัวที่อาจส่งผลทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง

 ดร.สธน แย้งโดยยกตัวอย่างการเกิดแผ่นดินไหวระดับสูงกว่า 7 ริกเตอร์ในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ชิลีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เอกวาดอร์เมื่อปี 2449 หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สุมาตราเมื่อปี 2548 แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่สัมพันธ์กับการเรียงตัวของดาวเคราะห์แต่อย่างใด

 "หากเกิดปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงตัวสิ่งที่เกิดได้มากสุด ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงที่อาจมีน้ำขึ้นสูง หรือน้ำลดลงมากกว่าปกติในวันขึ้นหรือวันแรม 15 ค่ำเท่านั้น"  นักวิจัย กล่าว

 สำหรับปี 2553 ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจะโคจรทำแนวเดียวกันในวันที่ 12 มิ.ย., 8 ก.ค., 9 และ 21 ก.ย. และ 7 ต.ค.

 ขณะเดียวกัน จุดดับบนดวงอาทิตย์ที่ส่งผลให้เกิดพายุสุริยะเป็นอีกประเด็นหนึ่งถูกพูดถึง ผศ.พงษ์ ทรงพงษ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทักท้วงเช่นกันว่า เป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน

 “การเกิดเหตุการณ์ระเบิดของรังสีแกมมาหรือจุดดำบนดวงอาทิตย์ไม่ได้มีผลทำให้โลกแตกดับ แต่ทำให้เกิดอนุภาคความเร็วสูงที่พ่นออกมาจากดวงอาทิตย์ตามสนามแม่เหล็กและตกกลับลงไปที่ดวงอาทิตย์ตามเดิมจนเห็นเป็นจุดดำเท่านั้น การที่ดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเองเป็นเวลา 27 วัน ทำให้เรามองเห็นจุดดำจากการส่องกล้องที่ต่างกันไปในแต่ละวัน" นักวิจัย อธิบาย

 กระแสตื่นวันสิ้นโลกกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์หลายประเทศออกมาทำความเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติให้ประชาชนเข้าใจ  อาทิ องค์การนาซ่าแห่งสหรัฐได้ชี้แจงผ่านเว็บไซต์ www.nasa.org โดยเตือนสติให้นึกถึงปี 2000 หรือ Y2K ที่ประชาชนเคยกังวลว่าจะเกิดภัยพิบัติทั่วโลก

Tags : วันสิ้นโลก จุฬาฯ ดาวเคราะห์

ad under detail

advertisement

advertisement

advertisement