บ้านเรากำลังจะมีนิคมวิทยาศาสตร์แห่งแรก ที่ดำเนินการโดยเอกชน 100% จากการริเริ่มของ "วิกรม กรมดิษฐ์" แห่งนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร
กำเนิดก่อเกิดของเมืองวิทยาศาสตร์อมตะภายใต้ "หัวหมู่ทะลวงฟัน" โดยบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นเสมือนข่าวดีที่ส่งสาส์นไปยังผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศว่า เอกชนไทยพร้อมสร้างนวัตกรรมบนฐานการต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาแล้ว
ไม่ได้เก่งแต่ซื้อมาขายไป หรือรับจ้างเป็นฐานผลิตเพียงถ่ายเดียว
อุทยานวิทยาศาสตร์เป็น "คลัสเตอร์โมเดล" ที่หลายประเทศนำมาสร้างชุมชนวิจัยเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ทำงานประสานกับภาคเอกชน โดยมีโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น ห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาคอยสนับสนุนการคิดค้นผลิตภัณฑ์ ใหม่ หรือแก้ไขปัญหากระบวนการผลิต
อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย และอุทยานวิทยาศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ทั้งหมดในประเทศดำเนินการโดยหน่วยงานราชการ เมืองวิทยาศาสตร์อมตะจึงเป็นแห่งแรกที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มองเห็นทิศทางนิคมอุตสาหกรรมว่า ต้องเป็นมหานครที่มีภาคอุตสาหกรรม วิจัยและพัฒนา การค้าพาณิชย์ และการศึกษาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
"ตอนนี้ อมตะนครมีเมืองอุตสาหกรรมเกิดขึ้นแล้ว 60% เป็นอุตสาหกรรมฐานการผลิตจากประเทศญี่ปุ่น เช่น บริษัทผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เฟสต่อไปคือการสร้างเมืองวิทยาศาสตร์โดยใช้การตลาดนำมหาวิทยาลัยดึงดูดนักลงทุนเข้ามาร่วมทำวิจัย" ผู้สร้างนิคมอุตสาหกรรมแนวใหม่กล่าว
ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมอมตะมองว่า การทำวิจัยและพัฒนาระหว่างอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัย เป็นการต่อยอดการลงทุนในเชิงคุณภาพ สร้างสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม แข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ
ลองหลับตานึกภาพตลอดระยะทาง 20 กิโลเมตรของอมตะนคร มีเมืองวิทยาศาสตร์บนเนื้อที่กว่า 1 พันไร่อยู่ด้านข้าง และคาดว่าต้องใช้งบประมาณพัฒนาระบบสาธารณูปโภคราว 5 พันล้านบาท หากไม่มีอะไรผิดพลาด หลังจากพัฒนาระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางเสร็จเรียบร้อย เขาเชื่อว่าจะสร้างความมั่นใจ และดึงดูดนักลงทุนเข้ามาอยู่ในเมืองวิทยาศาสตร์ ได้มากขึ้น
หลังจากประกาศโครงการเมืองวิทยาศาสตร์ออกไป มีบริษัทเอกชนตอบรับแล้วบางส่วน ซึ่งหากเป็นไปตามแผนที่วางไว้ในปี 2554 คาดว่ามีบริษัทเอกชนเข้ามาตั้งโรงงานอยู่ในเมืองวิทยาศาสตร์ไม่น้อยว่า 5-10 โรง
พื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครทั้งหมดกว่า 3 หมื่นไร่ พัฒนาไปแล้ว 1.8 หมื่นไร่สำหรับเป็นที่ตั้งโรงงานกว่า 700 โรง โดยอุตสาหกรรมในอมตะสร้างรายได้รวมคิดเป็น 7% ของจีดีพี และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ได้หากมีเมืองวิทยาศาสตร์ และศูนย์วิจัยทำงานเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมในพื้นที่เดียวกันอย่างจริงจัง
ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตมายังเป็นไทย ยังคงเก็บส่วนของการพัฒนางานวิจัยไว้กับบริษัทแม่ของประเทศตนเอง ทำให้ ไทยเป็นเพียงโรงงานผลิตสินค้าส่งออก วิกรมมองว่า หากสามารถคิดงานวิจัยและพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ในประเทศได้เองในอนาคตจะทำให้เกิดการผลิตแบบครบวงจร ทั้งในรูปของการต่อยอดสินค้าที่มีอยู่เกิด หรือสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต
"แนวคิดการสร้าง data processing zone ผลักดันการวิจัยและพัฒนาและอุตสาหกรรมให้อยู่ ณ จุดเดียว เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา วันนี้เราพยายามทำให้เป็นความจริงโดยรัฐบาลไม่ต้องลงทุน เพียงแค่ส่งเสริมสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้กับภาคเอกชนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านภาษี หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ" วิกรม กล่าวเสริม
เขาเชื่อว่า หากอมตะสร้างเมืองวิทยาศาสตร์และผลักดันกลไกดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จจะเป็นต้นแบบให้นิคมอุตสาหกรรมอื่นนำไปสร้างต่อ
รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะหน่วยงานประสานความร่วมมือจากภาครัฐ เห็นพ้องว่าการสร้างสังคมฐานความรู้ให้เกิดขึ้นจริงจะต้องทำโดยภาคเอกชน
"การสร้างเมืองวิทยาศาสตร์เริ่มมาตั้งแต่ปี 1950 โดยสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเชีย ถึงแม้ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็เริ่มมีอุทยานวิทยาศาสตร์ขับเคลื่อนงานวิจัยกับเอกชนในภูมิภาคต่างๆ แล้ว ผมเชื่อว่าการที่อมตะเข้ามาเป็นอีกแรงหนึ่งที่ช่วยผลักดันเมืองวิทยาศาสตร์ จะสร้างให้เกิด Perfect City Developer ทิ้งห่างจากประเทศเวียดนามที่ตามหลังมาติดๆ ไปได้ไกลพอสมควร” เขากล่าว
Tags : เมืองวิทยาศาสตร์ • นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

