ทีมศึกษาประชากรนกเงือก มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยข้อมูลล่าสุดหลังเดินหน้าเก็บข้อมูลตลอด 5 ปี พบนกเงือก 3 สายพันธุ์เก่าแก่ เสี่ยงสูญพันธุ์
ศ.ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยนกเงือก จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลการศึกษาลักษณะพันธุกรรมประชากร และสถานภาพถิ่นที่อยู่อาศัยของนกเงือกในพื้นที่ผืนป่า และหย่อมป่าในประเทศไทย ว่า ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้สำรวจพื้นที่ป่าดิบ 3 แห่ง คือ
ผืนป่าตะวันตก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของนกเงือก เพื่อศึกษาพันธุกรรมของนกเงือก 13 ชนิดในประเทศไทย
ทีมนักวิจัยได้ทำการศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของนกเงือก ทำให้พบว่า ใน 13 สายพันธุ์ในประเทศไทยที่ทำการศึกษา มีนกเงือก 3 ชนิด ถือว่าเป็นนกเงือกที่มีสายพันธุ์เก่าแก่ และเป็นบรรพบุรุษของนกเงือกในปัจจุบันได้แก่ นกเงือกคอแดง นกชนหิน และนกเงือกหัวหงอก ซึ่งเหลืออยู่จำนวนไม่มากนัก ผลที่ได้เป็นข้อมูลสำคัญที่จะใช้แนวทางในการอนุรักษ์ต่อไป
อย่างไรก็ตามสถานการณ์นกเงือกในปัจจุบันแม้จะพบว่ามีประชากรนกเงือกถึง 7 ชนิด คือ นกกก นกเงือกกรามช้าง นกเงือกคอแดง นกเงือกสีน้ำตาล นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว นกเงือกหัวแรด และนกแก๊ก ยังคงมีสถานภาพที่มั่นคง โดยพบประชากรมากกว่า 1,000 ตัวในเขตพื้นที่สำรวจ 3 พื้นที่ได้แก่ ผืนป่าตะวันตก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และ อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี
แต่กลุ่มนกเงือกที่มีกลุ่มประชากรขนาดเล็กมาก เช่น นกชนหิน นกเงือกปากดำ และนกเงือกหัวหงอก โอกาสที่จะสูญพันธ์ไปในไม่ช้านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่าอุทยานแหงชา ติบูโด-สุไหงปาดี เนื่องจากพื้นที่ป่าที่ลดลงจากการขยายพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน
“แม้การศึกษาตลอด 5 ปี จะยืนยันได้ว่าประชากรนกเงือกยังมีความสมบูรณ์ จากจำนวนประชากรที่มีมากกว่า 1,000 ตัวในผืนป่าประเทศไทย แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า นกเงือกที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในผืนป่าขนาดเล็ก 3 ชนิด ได้แก่ นกชนหิน นกเงือกปากดำ และนกเงือกหัวหงอก มีโอกาสสูญพันธุ์ เนื่องจากขาดแคลนโพรงรังอาศัย” นักวิจัย กล่าว
ทีมวิจัยได้นำเทคโนโลยีข่ามาช่วยศึกษาจำนวนประชากรนกเงือกในด้านต่างๆ อาทิ พันธุกรรม นิเวศวิทยา การสำรวจระยะไกล และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ จนสามารถสร้างความเข้าใจของสถานภาพและอนาคตของนกเงือกในประเทศไทย นำไปสู่การสร้างเครื่องหมายโมเลกุลของนกเงือกเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และการวางระบบนับนกเงือกอย่างจริงจัง เพื่อใช้ทำนายสถานภาพถิ่นที่อยู่อาศัย และความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
ทั้งนี้ โครงการวิจัยดังกล่าวได้เดินหน้าวางระบบนับนกเงือกอย่างจริงจังครั้งแรกประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้วยงบประมาณ 15 ล้านบาท ภายใต้โครงการทุนส่งเสริมกลุ่มนักวิจัยอาชีพ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2545
“การศึกษานำไปสู่การค้นพบเครื่องหมายโมเลกุลนกเงือก ซึ่งช่วยวิเคราะห์หาความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรนกที่อยู่อาศัยตามถิ่นที่อยู่ซึ่งแตกต่างไกลกันได้ ทำให้ประเทศไทยมีองค์ความรู้ในการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของนกเงือกได้เกือบครบถ้วน อีกทั้งสามารถเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างนกเงือกเอเชียและแอฟริกาได้” หัวหน้าทีมวิจัย กล่าว
แม้ทุนสนับสนุนงานวิจัยในโครงการดังกล่าวจะหมดลงในปีนี้ แต่งานวิจัยยังคงเดินหน้าต่อ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ในส่วนของการนำเทคโนโลยีดาวเทียมติดตาม หรือ จีพีเอส ไปติดที่ตัวนกเงือก จำนวน 10 ตัว บริเวณพื้นที่เขาใหญ่และห้วยขาแข้ง เพื่อศึกษาแหล่งที่อยู่อาศัยของนกเงือก และพื้นที่หาอาหาร ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ต่อการการวางแผนและอนุรักษ์นกเงือก
นอกจากนี้ยังได้ขยายผลให้เกิดโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนกเงือก อีกหลากหลายโครงการ อาทิ โครงการค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ โครงการอุปการะครอบครัวนกเงือก โครงการปรับปรุงรังนก โครงการสร้างโพรงเทียมสำหรับนกเงือก ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู นกเงือกและถิ่นอาศัยอย่างเป็นระบบต่อไป
นกเงือก นับเป็นสัตว์ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า เนื่องจากนกเงือกมีความสามารถในการแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ (Seed disperser) ช่วยรักษาความหลากหลายของพืช ซึ่งให้เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศช่วยปลูกป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
