กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ไอที-นวัตกรรม : วิทยาศาสตร์

วันที่ 28 ธันวาคม 2552 06:00

เทคโนโลยีชีวภาพคือโอกาสธุรกิจ

สองเยาวชนไทยคว้าแชมป์แผนธุรกิจจากโนวาร์ติส ไบโอแคมป์

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เทคโนโลยีชีวภาพคือโอกาสธุรกิจ เป็นมุมมองของนักการตลาดจากรั้วศศินทร์ ที่หลงใหลในเสน่ห์ของวิทยาศาสตร์ โดยเชื่อว่า นั่นคือขุมทรัพย์ใบใหญ่

แม้จะมีประสบการณ์การทำงานสายการเงินในตลาดหลักทรัพย์ "ณัฐดนัย เดชธีรานุกูล" กลับหลงใหลเสน่ห์วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ ที่เขามองเป็น "โอกาสทอง" ในความหมายตามตัวอักษร

 "เทคโนโลยีชีวภาพของไทยมีโอกาสการตลาดที่น่าสนใจมาก" ณัฐดนัย บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น โดยมองความได้เปรียบจากความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศที่สามารถแปลงให้เป็นธุรกิจใหม่ที่ยังมีผู้เล่นอยู่ในตลาดไม่มากนัก

 ก่อนที่จะไปถึงขั้นเริ่มตั้งธุรกิจ ณัฐดนัย นักศึกษาปริญญาโท สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต้องการสะสมประสบการณ์และหาข้อมูลสำคัญสำหรับเป็นนักบริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

 เริ่มจากเสนอตัวเป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมโครงการ "ค่ายผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพนานาชาติของโนวาร์ตีส" หรือโนวาร์ตีส ไบโอแคมป์ และนั่นคือใบเบิกทางก้าวแรก เมื่อผ่านการคัดเลือกเป็น 1 ใน 2 ตัวแทนนักศึกษาไทยเสนอแผนธุรกิจเจ๋งๆ ในเวทีสากล

 ค่ายผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพนานาชาติของโนวาร์ตีส หรือโนวาร์ตีส ไบโอแคมป์ เป็นการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ พร้อมกิจกรรมระดมความคิดสร้างแผนธุรกิจ โดยเน้นการพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับบริษัทเกิดใหม่ เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2547 เดิมจับกลุ่มเป้าหมายไปที่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเท่านั้น

 จนเมื่อปี 2550 อยากเริ่มใส่โมเดลธุรกิจให้กับวิทยาศาสตร์ด้วย รูปแบบของงานจึงเป็นการแข่งขันแผนธุรกิจที่ผนวกความรู้ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพและธุรกิจเข้าด้วยกัน ทำให้เปิดรับผู้ร่วมโครงการที่เปิดรับเยาวชนในระดับปริญญาโททั้งในสาขาเทคโนโลยีชีววิทยา บริหารจัดการธุรกิจและสาขาใกล้เคียง

ชีววิทยาผสมน้ำยาการตลาด

 จุดหมายปลายทางของการเดินทางอยู่ที่สถาบันวิจัยชีวภาพทางการแพทย์ของบริษัท โนวาร์ตีส ในเมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐ นักศึกษาไทยสองคน ได้แก่ ณัฐดนัยและภัทราพร เสนาวัฒนกุล จากศศินทร์ จุฬาฯ ใช้ชีวิต 4 วัน เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้สำหรับธุรกิจจากวิทยาศาสตร์

 จากนักวางกลยุทธ์การตลาดของตลาดหลักทรัพย์ ณัฐดนัยในวัย 27 ปี เรียนรู้เทคโนโลยีชีววิทยาผ่านการบรรยายเข้มของครึ่งวันแรก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีชีววิทยา งานวิจัย และความคืบหน้างานวิจัยใหม่ๆ ในด้านนี้ อีกครึ่งวันหลังเป็นป้อนข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจด้วยเทคโนโลยีชีววิทยา รวมถึงยาด้วย

 2 นักศึกษาไทยกับอีก 58 ชีวิตจาก 20 ประเทศทั่วโลก ถูกแบ่งออกเป็น 10 กลุ่มในระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับมื้อค่ำของวันแรกเพื่อทำความคุ้นเคยก่อนร่วมกันระดมสมองสร้างแผนธุรกิจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับบริษัทใหม่ แต่ละทีมจะถูกแบ่งให้มีลูกทีมจากสาขาบริหารจัดการธุรกิจอยู่อย่างน้อยทีมละ 1 คน

 "สำหรับทีมผม มาจากหลากหลายประเทศทั้งสหรัฐ แคนาดา จีน แอฟริกาใต้ เม็กซิโก และไทย มีผมเป็นคนเดียวที่มาจากสายธุรกิจ" ณัฐดนัยบอกว่า เพราะเป็นคนเดียวจากสายงานด้านการตลาด ทำให้การวางแผนธุรกิจครั้งนี้เข้มข้นจนแทบกระอัก

 นักวางกลยุทธ์การตลาดของไทยบอกถึงขั้นตอนชิงเชิงธุรกิจกับคู่แข่งว่า ก่อนเริ่มตั้งบริษัทได้ จำเป็นต้องหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าของบริษัทก่อน สินค้าตัวแรกที่ทีมคิดจะทำคือ เทคโนโลยีตรวจจับโปรตีนที่จะทำปฏิกิริยากับตัวยาได้เร็วขึ้นในช่วงที่เข้าสู่ร่างกาย (in vivo)

 ข้อมูลจากสมาชิกของทีมที่มาจากสายวิทยาศาสตร์แน่นปึ้ก แต่พอถูกตั้งคำถามถึงโอกาสธุรกิจกลับเฟ้นหาคำตอบได้ยากเย็น ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอที่มีความละเอียดเพิ่มสูงขึ้น ตามมาด้วยระบบนำส่งยา และมาลงตัวที่เทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้รักษาโรคซิกเกิลเซลล์ (sickle Cell) โรคความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนควบคุมการผลิตฮีโมโกลบิน

 โรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมนี้ยังไม่มียารักษาที่มีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 42 ปีในผู้ชาย และ 48 ปีในผู้หญิง อาการมักแสดงออกให้เห็นตั้งแต่เด็ก และมักเกิดกับประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนที่มีการระบาดของไข้มาลาเรีย ความมหัศจรรย์ของมันคือ เชื้อมาลาเรียจะไม่มีผลต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคซิกเกิลเซลล์

1 นักการตลาดรุม 6 นักวิทย์

 " 7 คนในทีม มีผมคนเดียวที่มาจากสายธุรกิจ อีก 6 คนที่เหลือมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้วยระบบนำส่งยา, พิษวิทยา, พันธุกรรม และอื่น ๆ ซึ่งแบ็คกราวน์แน่นมากในระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเหมือนทุกคนเป็น "คนมีของ" ทำให้การสื่อสารระหว่างวิทยาศาสตร์และธุรกิจต้องคุยกันรู้เรื่อง ก่อนที่จะร่วมกันวางแผนให้เกิดธุรกิจจากวิทยาศาสตร์"

 เนื่องจากแต่ละกลุ่มจะต้องนำเสนอตัวสินค้าและแผนการตลาดให้คณะกรรมการเลือกว่าจะ "ซื้อ" หรือไม่ ณัฐดนัยจึงต้องทำการบ้านวิชาการตลาดอย่างหนัก เพื่อให้สินค้าที่เป็น "วิทยาศาสตร์จ๋า" สามารถสร้างยอดขายและกำไรให้กับบริษัทตั้งใหม่

 คำถามที่ทุกคนในทีมต้องหาคำตอบให้ชัดเจนได้แก่  ทำไมสินค้าของทีมดีกว่าของที่มีอยู่ในตลาด, ขนาดตลาดสำหรับสินค้าประเภทนี้ มีมากแค่ไหน ความเป็นไปได้ในการทำตลาดเป็นอย่างไร และมีการวิจัยพัฒนาเป็นข้อมูลเสริมที่แน่นพอหรือยัง ณัฐดนัยยอมรับว่า บ่อยครั้งที่การทำงานกลุ่มต้องสะดุดเพราะตัวเขาเอง

 "เราเอาหลักการตลาดจับ จะบอกว่ามันดี มันมีประโยชน์ แต่พอตั้งคำถามแล้วหาคำตอบไม่ได้ ใครจะมาลงทุนกับของที่ไม่มีทางออก พอหาตอบคำถามได้ไม่ดีพอแม้แต่คำถามเดียวก็จะไม่ให้ผ่าน" นักการตลาดไทยบอกจุดยากที่สุดของแผน

 โรคความผิดปกติของซิกเกิลเซลล์ เป็นโรคทางพันธุกรรมที่การรักษาปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยต้องกินยาทุกวัน และยังมีผลข้างเคียงที่เกิดจากการกินยาด้วย ทำให้ทีมของณัฐดนัยมองเป็นโอกาส บวกกับโอกาสที่ได้ไปเยือนสถาบันวิจัยศึกษาด้านพันธุกรรม จึงเห็นความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการรักษาโรคทางพันธุกรรม

 ที่สำคัญ สมาชิกในทีมมีคนที่ทำงานวิจัยเรื่องเซลล์อยู่ด้วย แนวคิดที่จะขาย "เทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้รักษาซิกเกิลเซลล์ (Sickle Cell)" จึงเกิดขึ้น

ก้าวเล็กๆมุ่งครองโลก

 ด้วยสถานะของบริษัทเป็นบริษัทตั้งใหม่ทำให้การเริ่มต้นธุรกิจไม่มุ่งจับตลาดใหญ่ หรือโรคที่มีคนพัฒนาวิธีการรักษาหลายวิธีแล้ว แต่เน้นไปที่ตลาดขนาดไม่ใหญ่มาก และไม่มีคู่แข่ง ซึ่งจะเป็นตลาดที่ขยายขนาดตลาดไปเรื่อยๆ

 การนำเสนอแผนธุรกิจของทีมผ่านไปได้อย่างดี สามารถฝ่าด่านหิน 3 ด่านของคณะกรรมการ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอแผนธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และแนวธุรกิจ สุดท้ายคว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันวางแผนธุรกิจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับบริษัทตั้งใหม่มาได้สมใจ

 "ปัจจัยที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จ ผมว่าน่าจะเป็นเพราะผลิตภัณฑ์มีความชัดเจน มีเทคโนโลยีที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง เนื่องจากเป็นการรักษาโรคทางพันธุกรรม โดยนำยีนมาตัดต่อพันธุกรรมให้สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงที่มีฮีโมโกลบินปกติมากขึ้นกว่าเดิม" กุนซือวางแผนการตลาดบอกว่า เทคโนโลยียีนบำบัดเริ่มเป็นที่ยอมรับและใช้กับเซลล์ไขกระดูกแล้ว ทำให้ผลิตภัณฑ์ของทีมมีความเป็นไปได้ในทางการตลาดมากยิ่งขึ้น

 รางวัลชนะเลิศโครงการ "ค่ายผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพนานาชาติของโนวาร์ตีส" ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่ายๆ ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่เขาเข้าร่วมคัดเลือก เพราะหลังจากตกรอบในปีแรก ปีถัดมาเขาจึงศึกษาข้อมูลอย่างหนัก และลงมือทำแผนธุรกิจเกี่ยวกับผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาก่อน เพื่อให้รู้สถานการณ์จริง

ความสามารถมีแต่ขาดโอกาส

 ณัฐดนัยสะท้อนมุมมองว่า นักวิจัยไทยเน้นทำงานวิจัยในเชิงการศึกษา ไม่ใช่งานวิจัยเพื่อนำไปใช้เป็นสินค้า  ทำให้พอวิจัยเสร็จบ้างก็ต้องขึ้นหิ้งบูชาเอาไว้ต่อยอดไม่ได้ ขณะเดียวกันขาดการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ

  แม้นักวิจัยไทยมีความสามารถ แต่ขาดโอกาสต่อยอด เพราะต้องทำงานใช้ทุน หรือเมื่อมีผลงานก็จะเป็นผลงานร่วมระหว่างตนเองและหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งต้องดำเนินขั้นตอนตามแบบราชการ ที่มีกระบวนการซับซ้อนและใช้เวลานาน จนอาจจะหมดระยะเวลาของสิทธิบัตรไปอย่างน่าเสียดาย

 "ไทยมีโอกาสทางด้านธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพมากจริงๆ เรามีความหลากหลายทางชีวภาพมากมายรอให้คนนำไปศึกษาต่อยอด นอกจากวัตถุดิบ เรายังมีเทคโนโลยีและความสามารถพร้อมที่จะทำได้ แต่บางครั้งมองไม่เห็น"

 ในสายตาของนักการตลาด เขาคิดว่านักวิจัยจำเป็นต้องมองการณ์ไกล เพื่อข้ามผ่านเส้นแบ่งงานวิจัยไปให้ถึงขอบเขตของการต่อยอดทางธุรกิจ นำงานวิจัยไปสร้างเม็ดเงิน ทำกำไร เพื่อเป็นทุนต่อยอดทำงานวิจัยใหม่ ๆ มารับความต้องการของสังคมต่อไป

Tags : ไบโอแคมป์ โนวาร์ตีส ธุรกิจ สุขภาพ

advertisement

advertisement

advertisement