กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ไอที-นวัตกรรม : วิทยาศาสตร์

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 06:00

วันที่ขั้วโลกเหนือไม่เหลือน้ำแข็ง

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คณะวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Catlin Arctic Survey) ระบุว่า มหาสมุทรอาร์คติคใน 20 ปีข้างหน้า จะไร้แผ่นน้ำแข็งปกคลุม พายุจะรุนแรงมากขึ้น

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวในการเสวนาเรื่อง "วิกฤติโลก ในวันที่ขั้วโลกเหนือไม่เหลือน้ำแข็ง" ว่า แท้จริงแล้วมีงานวิจัยอีกหลายตัวที่บ่งชี้ และคาดการณ์ถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต กรณีที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกในเขตทุนดราละลาย จนไม่สามารถเก็บกักก๊าซมีเทนจำนวนมหาศาล ที่ถูกปิดผนึกไว้ใต้ชั้นหินได้อีกต่อไปได้

 ซึ่งแปลว่าจะมีก๊าซเรือนกระจกลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในจำนวนที่เพิ่มขึ้น เทียบเท่ากับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรมตลอดช่วงเวลา 20 ปี ในตูมเดียว นั้นไม่ใช้ฝันร้าย เพราะมันกำลังกลายเป็นเรื่องจริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เห็นได้ชั้นเจนในพื้นที่บริเวณขั้วโลกเหนือ ถูกจับตามองโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เดินทางดั้นด้นเข้าไปเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัย ในช่วงหน้าร้อนของทุกปี

 ความเปลี่ยนแปลงอันน่ากลัวที่นักวิทยาศาสตร์พูดถึงกันมากคือ ขนาดของแผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกลดลงอย่างชัดเจน ตลอดจนชั้นน้ำแข็งถาวรในดินเขตอาร์กติกทุนดรา เหตุการณ์ ดินถล่มและการกัดเซาะในเขตอาร์กติก รวมถึงพายุในมหาสมุทรอาร์กติก และการเปลี่ยนแปลงของพืชสิ่งมีชีวิตในเขตอาร์กติก

 “การที่แผ่นน้ำแข็งหายไปไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่กลับส่งผลด้านเศรษฐกิจอย่างชัดเจน หลังจากที่ท่อขนส่งน้ำมันในอลาสก้า เกิดการแตกหักเสียหายจากการทรุดตัวของแผ่นน้ำแข็ง ซึ่งนอกจากจะทำให้น้ำมันขาดแคลนแล้ว ยังเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามมากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลปนเปื้อนไปกับน้ำทะเล”

 นอกจากนี้ผลพวกที่เกิดจากรอยแยกของแผ่นน้ำแข็ง ยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดพายุในอลาสก้ามากขึ้น ตากเดิมที่พายุก่อตัวได้ยากเนื่องจากต้องได้รับอิทธิพลความร้อนจากน้ำทะเลเป็นหลัก นี่ยังไม่รวมถึงประชากรสิ่งมีชีวิตที่จำเป็นต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง และแนวโน้มการสูญพันธ์ของสัตว์ที่ดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นน้ำแข็งตลอด 24 ชั่วโมง อย่างหมีขาว ขั้วโลกเหนือ

 นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลก เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้ เพราะปัจจุบันในช่วงฤดูร้อนแผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกเหลืออยู่เพียงร้อยละ 10  ของพื้นที่ทั้งหมด จากเดิมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาน้ำแข็งบริเวณดังกล่าวเหลือประมาณร้อยละ 50-60 ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ

 อีกทั้ง ข้อมูลที่ผ่านมายังพบว่าอุณหภูมิของพื้นที่ดังกล่าวยังสูงกว่าพื้นที่อื่น 2-3 องศาเซลเซียส ซึ่งทุก 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นน้ำแข็งจะหายไปประมาณ 1 ล้านตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 12 ของพื้นที่ทั้งหมด

        "ปัญหาทั้งหมดจะส่งผลให้ทั่วโลกร้อนขึ้นอย่างแน่นอน โดยใน 20 ปีข้างหน้าเป็นอย่างต่ำจะทำให้ทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส รวมถึงประเทศไทย ที่ถึงแม้การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกเหนือไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็ไม่อาจเลี่ยงผลกระทบโดยอ้อมจะเกิดการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก และแอตแลนติกที่เปลี่ยนแปลงไป จากอิทธิพลของมวลอากาศจากอาร์กติก ทำให้เกิดเอลนิโญและลานิญาจะถี่ขึ้น และยากต่อการคาดเดา"

  สิ่งสำคัญที่จะช่วยลดโลกร้อนให้ประสบความสำเร็จ ต้องปรับที่ตัวคนก่อน เพราะถ้าคนไม่ยอมเปลี่ยน เทคโนโลยีไม่มา นโยบายก็ไม่มี สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้

 แม้บรรยากาศการให้ความสำคัญกับประเด็นโลกร้อนดีขึ้น คนให้ความสนใจ รวมถึงมีการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในระดับนานาชาติหลายต่อหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์จากที่ประชุมยังคงไม่ชัดเจน มีเพียงอนุสัญญาที่ว่าด้วยหลักการ ขณะที่จุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกก็ยังไม่ชัด ความคิดเห็นส่วนใหญ่ยังคงเกาะกลุ่มประเทศ จี 7 เรื่อยมา

 “แต่หากมองในแง่ดี มาตรการโดยรวมของประเทศในกลุ่มนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ มีมาตรการที่ชัดเจนในการต่อรองเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีราคาแพง ให้กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น การปรับปรุงโรงงานอุตสาหกรรมให้ใช้ประโยชน์จากพลังงานให้คุ้มค่ามากขึ้น เทคโนโลยีช่วยดูดกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เทคโนโลยีการผลิตแบบไม่ต้องใช้ก๊าซเรือนกระจก จากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งระยะหลังมีการพูดถึงกันมากขึ้น”

 การมองในภาพใหญ่อาจทำให้เกิดผลสำเร็จได้ยาก ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือทำอย่างไรให้คนให้ชุมชนเห็นความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเรียนรู้วิธีการที่จะอยู่กับภูมิอากาศให้ได้ เพราะทิศทางการพัฒนาที่ผ่านมาไม่สอดคล้องกับภูมิอากาศ

 ตอนนี้เราเริ่มศึกษาวิจัยในเรื่องนี้มากขึ้น โดยมองไปในภาคชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ อาทิเช่น ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน กระบี่ เพื่อพยายามสร้างแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ ให้เกิดขึ้นได้ในชุมชน เป็นการทำวิจัยร่วมกับชุมชน

 “ตัวอย่างเช่นในชุมชนที่ต้องการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก แต่กลับประสบปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง เราต้องศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง เช่น การพัฒนาข้าวอินทรีย์ มีน้ำเพียงพอ โดยที่ไม่ต้องปรับพื้นที่ใหม่ ให้ประโยชน์ป่าชายเลน การจัดการน้ำระหว่างชุมชนเข้ามาช่วย ทำให้ดีขึ้นทำให้ชาวบ้านเกิดแนวคิด แทนที่จะตื่นตระหนกว่าอีกไม่กี่ปีน้ำจะท่วมไปทั้งเกาะจนไม่ทำอะไรเลย”

Tags : น้ำแข็ง ขั้วโลก ภูมิอากาศ

advertisement

advertisement

advertisement