เอทานอล-เมทานอล แอลกอฮอล์ชื่อคล้ายกันแต่ระดับอันตรายต่างกัน เอทานอลดื่มได้นำมาหมักทำสุรา ขณะที่เมทานอลใช้เป็นตัวทำละลายในสารเคมี
จากกรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 มีนักโทษทัณฑสถานเรือนจำธัญบุรี เสียชีวิต 4 ราย ขณะที่นักโทษอีกกว่า 30 ชีวิต มีอาการปวดท้องรุนแรงสาหัส จากสาเหตุความเข้าใจผิดแอบลักลอบนำเมทิลแอลกอฮอล์จากการทำเฟอร์นิเจอร์ มาผสมกับโค้กหวังดื่มแทนสุรา
รศ.สุชาตา ชินะจิตร ที่ปรึกษาวิชาการฐานความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมี ( www.chemtrack.org . )กล่าวว่า เวลาพูดถึง “ แอลกอฮอล์ ” (alcohol) หลายคนมักจะเหมารวมว่าหมายถึงเหล้า ทั้งที่ความจริงแอลกอฮอล์เป็นชื่อสารเคมีกลุ่มหนึ่ง ซึ่งที่รู้จักกันมากที่สุดคือ “ เอทานอล ” (ethanol) หรือ “ เอทิลแอลกอฮอล์ ” ( ethyl alcohol) และ “ เมทานอล ” (methanol) หรือ “ เมทิลแอลกอฮอล์ ” (methyl alcohol)
สารทั้งสองตัวนี้แม้จะมีคุณสมบัติหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน แต่ความเป็นพิษต่อร่างกายนั้นแตกต่างกันอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง
เอทิลแอลกอฮอล์ ( ethyl alcohol) หรือเอทานอล ( Ethanol) มีสูตรเคมีคือ C 2 H 5 OH เป็นของเหลวไม่มีสี ระเหยได้ ไวไฟสูง สามารถละลายน้ำได้ เป็นแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักพืชผลทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด แอลกอฮอล์ชนิดนี้กินได้ นิยมนำมาใช้ทำเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า ไวน์ และเบียร์ ยาสำหรับเช็ดทำความสะอาดแผล ใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง ใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น
ความเป็นพิษต่อร่างกาย คือ โรคพิษสุราเรื้อรังและตับอักเสบ เป็นอาการพิษของผู้เสพสุราเป็นระยะเวลานาน นั่นคือ อาการพิษเรื้อรังที่เกิดจากเอทานอล แต่พิษเฉียบพลันที่เกิดจากการกินเข้าไปมาก ๆ ในครั้งเดียวก็คืออาการเมานั่นเอง แต่ทั้งนี้แม้ว่าเอทานอลจะกินได้ ก็ใช่ว่าจะนำเอทานอลในน้ำยาล้างแผลมาดื่มแทนเหล้าได้ เพราะในน้ำยาล้างแผลจะมีการใส่สีไว้เพื่อป้องกันการนำไปรับประทาน
ส่วน เมทิลแอลกอฮอล์ (methyl alcohol ) หรือ เมทานอล (methanol) มีสูตรเคมีคือ CH 3 OH เป็นของเหลวใส ระเหยง่าย เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการกลั่นทางปิโตรเคมี นิยมใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมการทำเฟอร์นิเจอร์ เช่น สีทาไม้ น้ำมันเคลือบเงา ยาลอกสี ฯลฯ และใช้เป็นเชื้อเพลิงในธรรมชาติ
ความเป็นพิษต่อร่างกายถือได้ว่า มีพิษมาก โดยเมทานอลเข้าสามารถดูดซึมได้ทางผิวหนัง ลมหายใจ ผู้ที่สูดดมเข้าไประคายเคืองต่อทางเดินหายใจ ทำให้หลอดลมอักเสบ หลอดคออักเสบ มีการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ หากหายใจ เข้าไปมาก ๆ จะทำให้เกิดการปวดท้อง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก หายใจลำบาก การมองเห็นจะผิดปกติจนอาจทำให้ตาบอดได้
แต่หากดื่มเข้าไป ทางเดินอาหารจะดูดซึมละกระจายเข้าสู่กระแสเลือดทันที มีผลให้ เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เห็นภาพไม่ชัด มีผลต่อประสาทตา อาจทำให้ตาบอด ที่สำคัญยังมีผลต่อระบบหายใจ ทำให้ไตอักเสบ กล้ามเนื้อตับตาย หรือโลหิตเป็นพิษ อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด
รศ.สุชาตา กล่าวว่า เหตุการณ์การเสียชีวิตเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ดังเช่น เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 มีข่าวผู้ต้องขังที่เรือนจำอยุธยาต้องถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาล 11 คน โดย 2 คน มีอาการสาหัสและมีผู้เสียชีวิต 1 ราย จากสาเหตุของการดื่มเมทิลแอลกอฮอล์ผสมน้ำเข้าไปเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมีกรณีของชาวบ้านที่มักนิยมต้มเหล้าทานเอง และใช้วิธีเพิ่มดีกรีของเหล้าให้แรงด้วยการซื้อแอลกอฮอล์มาเติม ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตหลายครั้ง
“ เวลาเราบอกว่าซื้อแอลกอฮอล์โดยไม่ระบุชื่อที่ชัดเจน เมื่อไปซื้อคนละร้านก็จะได้แอลกอฮอล์ต่างชนิดกัน เช่น ไปร้านขายยา ก็จะได้เอทิลแอลกอฮอล์ สำหรับล้างแผล ถ้าไปบอกซื้อแอลกอฮอล์ที่ร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างก็จะได้เมทิลแอลกอฮอล์สำหรับใช้เป็นตัวทำละลายแทน จะเห็นว่าเป็นคนละชนิดกัน จึงต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง ” รศ.สุชาตา กล่าว
ดังนั้น จึงอยากแนะนำให้ประชาชนทำความเข้าใจถึงแอลกอฮอล์แต่ละชนิด ระบุชื่อแอลกอฮอล์ที่ต้องการซื้อให้ชัดเจน พร้อมทั้งอ่านฉลากข้างขวดให้แน่ชัดก่อนใช้ทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย และที่สำคัญคือห้ามผสมเหล้าด้วยการซื้อแอลกอฮอล์มาเติมเองโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมีเพิ่มเติมได้ที่ http://www.chemtrack.org
Tags : แอลกอฮอล์ • สารเคมี • สุรา • เชื้อเพลิง
