แพทย์โนเบลเดินทางมาไทย ตามคำเชิญของมูลนิธิสันติภาพนานาชาติ กิจกรรมหนึ่งในโครงการ สานสัมพันธ์สู่สันติวัฒนธรรม ครั้งที่ 2
อีกครั้งที่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลมีโอกาสมาเยี่ยมเยือนเมืองไทย ซึ่งศ.โรเบิร์ต ฮอร์วิตส์ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมตซาชูเซต (MIT) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ปี 2545 ได้บรรยายให้ความรู้ พร้อมกับแนะให้เห็นความสำคัญของงานวิจัยฐานความรู้ ควรมีนโยบายสนับสนุน
“วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์, ระบบสุขภาพและสันติสุขของโลก” หัวข้อบรรยายที่น่าสนใจ ทำให้มีผู้เข้าฟัง ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อย่างล้นหลาม โดยศ.โรเบิร์ตเริ่มต้นด้วยผลงานการศึกษาวิจัยกลไกการตายของเซลล์ในหนอนตัวกลม ทำให้ค้นพบกระบวนการ “ยีนสั่งตาย”
หนอนตัวกลมที่ใช้ศึกษานั้น มียีนไม่ถึงหนึ่งพันยีน ซึ่งเป็นจำนวนน้อยพอที่จะศึกษาได้ในเวลาอันสั้น ที่สำคัญ ยังมียีนส่วนหนึ่งที่ใกล้เคียงกับยีนของมนุษย์ ทำให้ผลการศึกษาที่ได้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับมนุษย์ได้
“สิ่งมีชีวิตจะเริ่มมาจากเซลล์เพียงหนึ่งเซลล์ก่อนที่จะแบ่งตัว เพิ่มปริมาณ และเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเซลล์ประเภทต่าง ๆ แตกต่างกันออกไปเช่น เซลล์ผิวหนัง กล้ามเนื้อ หรือสมอง เป็นต้น ซึ่งกระบวนการนี้ คนมักจะคิดว่าเป็นกระบวนการเกิดแต่เพียงอย่างเดียว แต่แท้ที่จริงแล้ว กระบวนการเดียวกันนี้ มีการตายเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันไปด้วย” เจ้าของรางวัลโนเบลปี 2445 กล่าว
ศ.โรเบิร์ตยกตัวอย่างของทารกในครรภ์ ที่พบว่า ก่อนที่จะมีนิ้วมือเรียวสวยเหมือนคนทั่วไปนั้น ทารกที่อยู่ในครรภ์มีพังผืดระหว่างนิ้ว และพังผืดนั้นจะค่อย ๆ หายไปเนื่องจากเซลล์ในพังผืดนั้น ถูกกำหนดให้ตาย ด้วยยีนที่ทำหน้าที่กำหนดเซลล์ให้ตายหรือคงอยู่
“กระบวนการดังกล่าว เป็นสมดุลของการพัฒนาเป็นสิ่งมีชีวิต และยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งหากกระบวนการของยีนกำหนดการตายของเซลล์ผิดปกติ ก็จะก่อโรค เช่น หากยีนทำให้เซลล์ตายมากเกินไปก็อาจจะก่อโรคไวรัสตับอักเสบซี เอดส์ หรือหากยีนทำให้เซลล์ตายน้อยกว่าที่ควร ก็จะเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง ภูมิแพ้ตัวเอง เป็นต้น” ศ.โรเบิร์ตอธิบาย
งานวิจัยที่เป็นที่มาของรางวัลโนเบลนี้ เจ้าของผลงานเผยว่า เป็นงานวิจัยฐานความรู้ (Basic Research) ที่ทำให้เข้าใจกระบวนการของยีนและเซลล์ที่ถูกกำหนดให้ตาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาหาทางรักษาและป้องกันโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว อย่างไรก็ดี งานวิจัยฐานความรู้ยังคงเป็นปัญหาในแง่ของทนสนับสนุนและการเห็นความสำคัญ
“ภาครัฐและหน่วยทุนต่าง ๆ จำเป็นต้องสนับสนุนการวิจัยฐานความรู้ในแง่ของการให้ทุน เนื่องจากงานวิจัยในลักษณะนี้จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีและการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ” ศ.โรเบิร์ตกล่าว
นักวิทย์โนเบลผู้นี้ยกตัวอย่างประธานาธิบดีโอบามา ที่ลงนามยกเลิกการห้ามสนับสนุนการวิจัยสเต็มเซลล์ตัวอ่อนที่นอกจากจะเป็นประเด็นทางการเมืองแล้ว ยังถือเป็นการนำวิทยาศาสตร์มาเสริมการวางนโยบายด้านการสนับสนุนการศึกษาวิจัยของภาครัฐ ก่อนที่จะลงเม็ดเงินไปยังนักวิจัย แม้จะยังไม่รู้ว่า ท้ายที่สุด สเต็มเซลล์ตัวอ่อนจะนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่
“การสนับสนุนการวิจัยฐานความรู้ในลักษณะดังกล่าว หลายประเทศมองข้าม เนื่องจากงานวิจัยในลักษณะนี้ต้องอาศัยเม็ดเงินจำนวนมาก ใช้เวลาศึกษาวิจัยนาน ที่สำคัญ ไม่มีความแน่นอนว่า ผลการวิจัยฐานความรู้นั้นจะเกิดองค์ความรู้ที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ทำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนสนับสนุนงานวิจัยส่วนนี้” นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ปี 2545 กล่าว
สำหรับประเทศไทย พญ.จามรี เชื้อเพชระโสภณ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ฯ มองว่า สำหรับประเทศไทย การทำวิจัยฐานความรู้อาจยังไม่คุ้มค่า เนื่องจากเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องอาศัยงบประมาณในการพัฒนาประเทศ มากกว่าที่จะมาสนับสนุนองค์ความรู้พื้นฐาน
อย่างไรก็ดี ไทยมีทุนสำหรับสนับสนุนการวิจัยฐานความรู้พอสมควร ทั้งจากหน่วยงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หรือจะเห็นหน่วยงานเอกชนและบริษัทยาต่าง ๆ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ ระบบการศึกษาของไทย ที่ต้องปลูกฝังในแง่ของการคิดศึกษาและพัฒนาสิ่งใหม่
Tags : โนเบล • วิจัย • วิทยาศาสตร์ • บำรุงราษฎร์
