กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ไอที-นวัตกรรม

วันที่ 2 ธันวาคม 2554 12:55

ขีดแข่งขันอุตฯไอทีไทย ร่วงสู่อันดับที่ 50

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

อีไอยู ระบุ สหรัฐอเมริกา ยังครองอันดับ 1 ความสามารถแข่งขันด้านไอที ตามด้วย ฟินแลนด์ สิงคโปร์ สวีเดน อังกฤษ ส่วนไทยร่วงสู่อันดับ 50 ของโลก

ผลการศึกษาของอีไอยู ระบุ สหรัฐอเมริกา ยังครองอันดับ 1 ความสามารถแข่งขันด้านไอที ตามมาด้วย ฟินแลนด์ สิงคโปร์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร ส่วนไทยร่วงมาอยู่อันดับที่ 50 จากอันดับ 49 เมื่อปีที่แล้ว

รายงานฉบับล่าสุดของ  กลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ (บีเอสเอ) เรื่องดัชนีชี้วัดความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ซึ่งจัดทำโดยอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต หรือ อีไอยู (Economist Intelligence Unit, EIU) ชี้ว่า ประเทศไทยควรเร่งเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที  
 
ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ที่ดัชนีชี้วัดความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที ได้รับการอัพเดทข้อมูล นับตั้งแต่ได้รับการจัดทำขึ้นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2550 โดยชี้วัดความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอทีของ 66 ประเทศ ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านไอที เช่น สิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจโดยรวม โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที   ทรัพยากรบุคคล การค้นคว้าวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) สิ่งแวดล้อมด้านกฎหมาย และการสนับสนุนจากภาครัฐต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไอทีของประเทศ  
 
สำหรับปี พ.ศ. 2554 นี้   สหรัฐอเมริกาครองอันดับหนึ่ง โดยมีคะแนนสูงสุดจากการวัดคะแนนของปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมดที่ใช้คำนวณเพื่อชี้วัดความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที ตามด้วยฟินแลนด์ สิงคโปร์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร  
 
ประเทศไทยครองอันดับที่ 50 ลดลงจากอันดับที่ 49 ในปีพ.ศ. 2552 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของคะแนนในส่วนที่เป็นปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐบาลที่มีให้กับการพัฒนาของอุตสาหกรรมไอทีของประเทศ  อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นภายในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 11 ถัดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และแซงหน้าฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย
 
ตามกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะ พ.ศ. 2554 - 2563 ของประเทศไทย (ICT 2020) ประเทศไทยมีเป้าหมายชัดเจนที่จะพัฒนาความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที/ไอซีที เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเริ่มมีผลในปี พ.ศ. 2558  โดยมีดัชนีชี้วัดความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที ที่จัดทำโดยอีไอยู เป็นหนึ่งในเครื่องมือชี้วัดความสำเร็จ 
 
“ดัชนีชี้วัดความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที ประจำปี พ.ศ. 2554 ช่วยประเมินความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที/ไอซีทีของประเทศ และเป็นแนวทางสำหรับการทำงานต่อไป เพื่อสนับสนุนการพัฒนาของอุตสาหกรรรมไอที/ไอซีทีของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ทรัพยากรบุคคล และสิ่งแวดล้อมด้านกฎหมาย” นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  กล่าว
 
นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี และการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เป็นพันธกิจของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะทำให้สามารถคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาด้านนวัตกรรมไอทีและไอซีทีในโลกยุคดิจิตอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อีกทั้งจะเป็นการสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไอที/ไอซีทีของประเทศในระยะยาว  
 
“นอกจากนี้ พันธกิจดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน  สร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการใหม่ และสร้างโอกาสการว่าจ้างงานที่เพิ่มขึ้น” 
 
สำหรับปีนี้  ดัชนีชี้วัดความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที พบว่าประเทศที่มีความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอทีสูงมาตั้งแต่ต้นยังคงครองตำแหน่งผู้นำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า “ความได้เปรียบย่อมก่อให้เกิดความได้เปรียบ” กล่าวคือ ประเทศเหล่านี้ได้ลงทุนสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับเอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และเวลานี้ พวกเขากำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่เกิดจากความได้เปรียบดังกล่าว     
 
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ในสนามแข่งขันระดับโลก กำลังเต็มไปด้วยสิ่งท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ท้าชิงที่เพิ่มมากขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งได้ยกระดับมาตราฐานของตัวเองให้สูงขึ้นเพื่อเทียบเท่ากับมาตรฐานที่ประเทศผู้นำด้านไอทีได้วางไว้
 
“ดัชนีชี้วัดความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอทีสำหรับปีนี้ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การลงทุนเพื่อวางรากฐานสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะนำไปสู่ผลตอบแทนมหาศาลในระยะยาว”  นายโรเบิร์ต โฮลลีแมน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหารของบีเอสเอ กล่าว   

ทั้ง บอกว่า จะยังเห็นได้ชัดว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะสามารถผูกขาดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศได้  มันมีสูตรสำเร็จที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล และทุกคนมีสิทธิที่จะหาประโยชน์จากสูตรสำเร็จดังกล่าว  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าเรากำลังเข้าสู่โลกยุคที่เต็มไปด้วยศูนย์กลางอำนาจด้านไอทีมากมายที่กระจายอยู่ทั่วโลก   
 
“ถึงแม้ว่าโดยภาพรวมแล้ว ประเทศไทยได้ถูกลดอันดับในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไอที แต่ข่าวดีก็คืออัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์บนเครื่องพีซีของประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว  นอกจากนี้ แนวทางหนึ่งที่ประเทศไทยสามารถจะนำไปปฏิบัติเพื่อให้ได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้นก็ คือ การวางนโยบายความเป็นกลางทางด้านเทคโนโลยี และคงไว้ซึ่งโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมนี้ และเทคโนโลยีทั้งหมด” นายโรเจอร์ ซอมเมอร์วิลล์ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านนโยบายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  ของบีเอสเอ กล่าว
 
ประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงในการจัดอันดับมากที่สุดในปีนี้ ได้แก่ มาเลเซีย ที่เลื่อนขึ้นไปถึง 11 อันดับ จากการวัดคะแนนของปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมดที่ใช้คำนวณเพื่อชี้วัดความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที โดยมีสาเหตุมาจากคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในส่วนของปัจจัยด้านการค้นคว้าวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) 
 
ส่วนอินเดียเลื่อนขึ้นไป 10  อันดับ เนื่องจากความแข็งแกร่งของปัจจัยด้านการค้นคว้าวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) และปัจจัยด้านทรัพยากรบุคคล  ส่วนประเทศอื่นๆ ได้แก่ สิงคโปร์ แม็กซิโก ออสเตรีย เยอรมนี และโปแลนด์ ต่างได้รับการจัดอันดับดีขึ้น ด้วยคะแนนที่เพิ่มสูงขึ้นในส่วนปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมด
 
ขณะที่ โอกาสสำหรับประเทศไทยที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอที  ยังคงมีอยู่มาก 
 
“จากการที่มีนักเศรษฐศาสตร์ออกมาคาดการณ์เกี่ยวกับ อัตรารายได้หลังหักภาษีเงินได้และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย ทำให้เราเห็นโอกาสที่ดีที่จะส่งเสริมความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอทีของประเทศไทยในระยะยาว”  นางสาว วารุณี รัชตพัฒนากุล โฆษกของบีเอสเอ ประจำประเทศไทย กล่าว 
 
พร้อมทั้งบอกว่า บีเอสเอ ยังสนับสนุนให้ผู้บริหารระดับสูงผู้มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ได้พิจารณาผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญทั้งหกปัจจัยดังกล่าวในการศึกษาของอีไอยู โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอทีของประเทศไทยเราในอนาคต
 
ข้อมูลสำคัญของขีดแข่งขันไอทีของประเทศไทย
 
ประเทศไทยลดลงมาหนึ่งอันดับ สำหรับการจัดอันดับของปีนี้ สาเหตุหลักมาจาก มีการลดลงของคะแนนในส่วนที่เป็นปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ
 
รายได้หลังหักภาษีเงินได้และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่มีอัตราเพิ่มมากขึ้น และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดบรอดแบนด์ เป็นที่คาดว่า จะไปกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวม นำไปสู่การขยายตัวของตลาดเพื่อการเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศแบบเคลื่อนที่และบรอดแบนด์
 
เรื่องท้าทายที่สำคัญสำหรับประเทศไทย คือ การข้ามผ่านอุปสรรคที่ทำให้การดำเนินงานด้านระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึง ความล่าช้าในการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการประมูลใบอนุญาตเครือข่าย 3 จี ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจจะทำให้การพัฒนาขั้นต่อไปของระบบเทคโนโลยีไร้สายในอนาคตต้องหยุดชะงักลง

Tags : ไอที

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement