กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ไอที-นวัตกรรม

วันที่ 28 มิถุนายน 2554 10:43

โนเกียดัน "วินโดวส์ โฟน" แก้เกมตลาด

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

โนเกียดัน "วินโดวส์ โฟน" แก้เกมตลาด หลังยอดขายทั่วโลกร่วงต่ำสุดใน10 ปี

โนเกียเลิกทำตลาด "ซิมเบียน" ปี 59 เล็งดัน "วินโดว์ส โฟน" ท้าชิงเจ้าตลาดปีหน้า ล่าสุดเปิดกลยุทธ์ขัดตาทัพรอเปิดตลาดวินโดวส์ โฟน จริงจัง เข็นสมาร์ทโฟนซิมเบียนแอนนา “เอ็กซ์ 7” ผนึกโอเปอเรอตอร์ “เอไอเอส” บันเดิลแพคเกจรักษาฐานลูกค้า คุยยังครองเบอร์ 1 ทั้งยอดขายและมูลค่า มั่นใจมีจุดแข็งที่ฮาร์ดแวร์และบริการครบวงจร เชื่อวิธีการ-เวลาเข้าทำตลาดไม่เคยช้าเกินไป
  
นายชูมิท คาร์พู ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนซิมเบียนออกสู่ตลาดถึงปี 2559 หลังจากนั้นจะชูจุดแข็งด้านฮาร์ดแวร์ และการนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบครบวงจรรักษาความเป็นผู้นำในตลาด พร้อมเตรียมดันโนเกียก้าวสู่ระบบปฏิบัติการ "วินโดวส์ โฟน" แบบเต็มรูปแบบ
 
โดยภายใน 12 เดือนนี้ จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนซิมเบียนอีก 10 รุ่น ตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับฐานลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์ของโนเกียมากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก รวมทั้งดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ให้หันมาใช้โนเกียมากขึ้น
 
"ผลสำรวจของโนเกีย ระบุว่า บริษัทยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในแง่ของจำนวนยอดขายและมูลค่าทั้งในตลาดรวม และสมาร์ทโฟนไทย  โดยบริษัทมีฐานลูกค้าและศักยภาพแข่งขันที่แข็งแกร่งเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว และยังไม่เห็นว่าจะมีปัจจัยอะไรที่จะทำให้เสียศักยภาพส่วนนี้ไป"

ดัน "วินโดว์ส โฟน" ท้าชิงตลาดคืน
กลยุทธ์สำคัญของโนเกียจากนี้ จะมาจาก 3 โอเอส คือ 1.วินโดวส์โฟน โดยจะเริ่มเปิดตัวปลายปี 2554 และปี 2555จะออกวางตลาด 2.สมาร์ทโฟนซิมเบียน รองรับลูกค้าเดิมที่จงรักภักดีในแบรนด์โนเกีย และ 3.มีโก (Meego) ที่วางไว้เป็นระบบปฏิบัติการเปิดเพื่อการต่อยอดความต้องการผู้บริโภคโดยไม่ต้องสนว่าโทรศัพท์ที่ใช้เป็นโอเอสอะไร
 
"โพสิชั่นที่วางไว้จากนี้คือการปรับปรุงและพัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ให้ดีขึ้น ไม่ได้มองไปที่การแข่งขันของระบบปฏิบัติการ เพราะสุดท้ายลูกค้าจะเลือกสิ่งที่พวกเขาต้องการใช้งานสมาร์ทโฟน ซึ่งไม่ได้แข่งที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีอีโคซิสเต็มส์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ" นายคาร์พู กล่าว
 
ขณะที่ ความร่วมมือที่มีกับไมโครซอฟท์ 6 เดือนจากนี้ในตลาดโลกจะได้เห็นรูปแบบที่ชัดเจนในการทำตลาดร่วมกัน และเชื่อว่าไทยจะมีโอกาสเป็นหนึ่งในนั้นด้วย โดยในเดือนกรกฏาคม จะนำมือถือระบบ 2 ซิมเข้ามาทำตลาดไทย และจะนำสมาร์ทโฟนรุ่นเอ็น9 โอเอส มีโก เข้ามาทำตลาดประมาณปลายปีนี้ พร้อม วินโดว์ส โฟน โดยจะพัฒนาคอนเทนท์เป็นภาษาไทย
 
นายคาร์พู กล่าวต่อว่า ทิศทางของตลาดสมาร์ทโฟนไทยครึ่งปีหลังจะเติบโตได้มากกว่าตลาดรวมมือถือ เนื่องจากทุกค่ายจะแข่งขันกันเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ประกอบกับผู้ให้บริการมือถือแต่ละรายจะเข็นแพคเกจออกมาดึงดูดใจลูกค้า ในอนาคตจะมีระบบปฏิบัติการหลักอยู่ 3 ชนิด คือ 1.วินโดวส์โฟนซึ่งโนเกียจะเป็นผู้เล่นหลักในตลาดนี้ 2.แอนดรอยด์ และ3.ไอโอเอส
 
“เราอาจไม่ได้เป็นผู้เล่นที่เพอร์เฟ็คที่สุดในตลาด แต่ก็มีจุดแข็งที่ดีมากพอ และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เคยประกาศออกไปว่าจะทำอะไร ตลาดมีการพลิกผันอยู่เสมอจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อว่าวิธีการทำตลาดและทิศทางที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันไม่เคยสายเกินไป”

เปิดซิมเบียนรุ่นใหม่รักษาฐานเดิม
ล่าสุดเปิดตัว “โนเกีย เอ็กซ์ 7” สมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ ระบบปฏิบัติการซิมเบียนแอนนา ราคา 13,900 บาท ที่มาพร้อมประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ต่อยอดจากรุ่น อี 6 ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้  โดยจับมือกับบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส บันเดิลค่าโทรทั้งระบบเติมเงินและเหมาจ่ายรายเดือนด้วยแพคเกจจีพีอาร์เอส 500 เมกะไบต์ต่อเดือนนาน 12 เดือน ราคาเดือนละ 299 บาท
 
ด้านนางสาวนนทวัน สินธวานนท์  หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัทโนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ราคาเครื่องที่ถูกลงเหลือ 6-8 พันบาทจะเป็นแรงกระตุ้นให้ตลาดเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ พฤติกรรมของผู้บริโภคปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1.ผู้ใช้งานระดับฮาร์ดคอร์ที่ใช้สมาร์ทโฟนราคาแพง 30% 2.กลุ่มเอ็นทรี ที่เน้นด้านสีสันและแฟชั่น 25-28% 3.กลุ่มที่ใช้เครื่องราคาถูก 25-28% ที่เหลือเป็นกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ใช้งานเฉพาะในแบบของตัวเอง
 
สำหรับความร่วมมือกับไมโครซอฟท์นั้น โนเกียจะร่วมพัฒนา "โนเกีย วินโดว์ส โฟน" รุ่นแรก ที่จะถูกผลิตโดยบริษัท "คอมพัล คอมมิวนิเคชั่น" มีกำหนดจะวางตลาดในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้
 
โดยมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการผลิตฮาร์ดแวร์ของโนเกีย แม้บริษัทจะตัดสินใจลองเสี่ยงหันมาใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์สโฟนจากค่ายไมโครซอฟท์ แต่โนเกียก็เลือกเอาท์ซอร์สกระบวนการผลิตตัวเครื่องวินโดว์ส โฟนให้กับบริษัทภายนอกแทนที่จะใช้โรงงานของโนเกียเองที่มีกระจายอยู่ทั่วโลก และมีความสามารถผลิตได้อย่างต่ำที่สุดได้ 1 ล้านเครื่องต่อวัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าโนเกียต้องการเร่งวางตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ทันตามกำหนดไตรมาส4นี้

แก้เกมหลังยอดขายร่วงต่ำสุด  
ขณะที่ก่อนหน้านี้สำนักข่าวเอพีรายงานว่า โนเกีย ได้ประกาศแผนความร่วมมือที่จะเอาท์ซอร์สกลุ่มพัฒนาซอฟต์แวร์ซิมเบียนให้กับบริษัท "แอคเซนเจอร์" ซึ่งจะรวมถึงการโอนย้ายพนักงาน 2,800 คนของโนเกียไปยังบริษัทที่ปรึกษาการจัดการธุรกิจแห่งนี้ โดยแผนดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 2 เดือนหลังจากโนเกียได้เผยถึงแผนที่จะลดต้นทุนให้ได้ 1.5 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2556 ซึ่งรวมถึงการปลดพนักงาน 7,000 คน และเร่งไล่ตามคู่แข่งในตลาดที่กำลังแข่งขันกันดุเดือดอย่างสมาร์ทโฟน
 
สถานการณ์ในปัจจุบันผู้ผลิตโทรศัพท์สัญชาติฟินแลนด์รายนี้ กำลังเผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรงจากคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นรีเสิร์ช อิน โมชั่น, แอ๊ปเปิ้ล และกูเกิล ซึ่งเป็นเหตุผลให้ส่วนแบ่งตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนที่ผ่านมาบริษัทยังได้รับสัญญาณเตือนถึงกำไรที่ลดลงอย่างมาก
 
อย่างไรก็ตามโนเกียระบุว่า แอคเซนเจอร์จะเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ไปจนถึงปี 2559 ซึ่งคาดว่าการโอนย้ายพนักงานจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ต.ค.นี้ โดยพนักงานครึ่งหนึ่งจะทำงานในฟินแลนด์ ส่วนอีก 1,400 คนจะกระจายอยู่ในจีน, อินเดีย, อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ขณะที่ โนเกียยังประกาศจะลดพนักงานลง 4,000 คนภายในปี 2555 โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มเดนมาร์ค และอังกฤษ
 
ขณะที่ ไตรมาสแรกของปีนี้ (2554) แอ๊ปเปิ้ล สามารถทำรายได้แซงหน้าโนเกีย โดยทำยอดขายได้ 18.6 ล้านเครื่อง คิดเป็นรายได้ 11.9 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่โนเกียมียอดขาย 108.5 ล้านเครื่อง แต่คิดเป็นรายได้เพียง 9.4 พันล้านดอลลาร์ และมีส่วนแบ่งตลาดลดลงต่อเนื่องเหลือ 29% ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 90
 
จากการคาดการณ์ของ ไอดีซี ระบุว่า โอเอสแอนดรอยด์จะครองส่วนแบ่งตลาดมากสุด 39.5% ซิมเบียน 20.9% ไอโอเอสจากแอ๊ปเปิ้ล 15.7% แบล็คเบอร์รี 14.9% วินโดวส์โฟน 7 กับวินโดว์สโมบาย 5.5%

 

Tags : โนเกีย วินโดว์ส โฟน

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement