กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
ad a1

ไอที-นวัตกรรม

วันที่ 16 เมษายน 2554 08:00

"พ.ร.บ.คอมพ์" เวอร์ชั่นอัพเกรดปลดล็อกจุดอ่อน หรือเพิ่มปัญหา

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

นักวิชาการ -กฏหมาย-ชาวเน็ต ชำแหล่ะ "พ.ร.บ.คอมพ์" เวอร์ชั่นอัพเกรดปลดล็อกจุดอ่อน หรือเพิ่มปัญหา

ท่ามกลางความคึกคักของวิวาทะหลากหลายที่เริ่มกระหึ่มมาอีกระลอก ในวินาทีที่ความสมดุลระหว่าง "สิทธิ" "เสรีภาพ" และ "กฏเหล็ก" บนโลกไซเบอร์ยังคงเป็นปัญหาถกเถียงกันไม่จบสิ้น ร่างกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ บนโครงสร้างของเนื้อหาที่คล้ายคลึงฉบับเดิม แต่เพิ่มสาระสำคัญที่ต่างไป กำลังถูกผลักดันให้ใช้แทน ฉบับ พ.ศ. 2550 โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในประเด็นที่แม้จะผ่านมาหลายปียังคงถูกท้วงติงถึงขอบเขตและประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และคนส่วนใหญ่อาจยังไม่ทราบว่า โลกที่ได้ชื่อว่า มีอิสระ เสรีภาพ และไร้พรมแดนก็ต้องมีกติตาที่ต้องทำความเข้าใจ
 
แม้การแก้กฎหมายจะไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย เพราะเมื่อย้อนอดีตไป ประวัติศาสตร์ของการแก้ ปรับ เปลี่ยน ตัวบทกฎหมายมายาวนาน กระทั่งการฉีกรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศก็ยังทำกันได้หลายครั้ง ซึ่งหากจัดอันดับก็มีโอกาสครองแชมป์โลกได้ แต่ถ้าถามว่าสังคมไทยรู้จักบทบาทหน้าที่ รวมทั้งตัวบทพยัญชนะที่ทำหน้าที่คุ้มครองตัวเองมากน้อยเพียงไร คำตอบถึงจะคะเนเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่เชื่อว่าไม่มากนัก

กม.ต้องกำหนดกลไกเอาผิดที่ชัดเจน
นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า กระแสการเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีอยู่ตลอดเวลา เพราะขาดความชัดเจน บางมาตรายังคลุมเครือ การเอาผิดทำแบบเหวี่ยงแห ที่ผ่านมาผู้ที่มีส่วนในร่างเดิม ทั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) หรือเว็บมาสเตอร์เว็บไซต์ใหญ่ๆ พยายามประนีประนอมให้เกิดการแก้ไข
 
"เช่น มาตรา14 ที่เน้นการเอาผิดด้านคอนเทนท์ ซึ่งกว้างมาก และมาตรา15 ที่เน้นให้เว็บมาสเตอร์ต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ ซึ่งบางครั้งมันเหวี่ยงแหเกินไป อย่างก่อนหน้านี้กรณีการทำผิด หมิ่นประมาท เกิดขึ้นในเว็บไซต์ที่ไปเช่าโฮสต์เว็บไซต์ใหญ่อีกทีหนึ่ง แต่พอเกิดความผิด ผู้ที่โดนจับกุม เอาผิดเว็บมาสเตอร์โดยอัตโนมัติ โดยไม่ได้ให้ระยะเวลา หรืออุทธรณ์ใดๆ ซึ่งตรงนี้ ยังไม่ค่อยถูกต้องเท่าที่ควร ถือเป็นการผลักภาระให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ทั้งไอเอสพี หรือเว็บมาสเตอร์มากเกินไป"
 
เธอ แสดงความเห็นว่า ต้องการให้ลบมาตรา 14 และ 15 ออกไปเลย โดยหันไปใช้กฏหมายคดีหมิ่นประมาทแทน เพราะครอบคลุมพอสมควร แต่หากต้องปรับแก้กฏหมายหมิ่นประมาท เพื่อให้สอดคล้องมากขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะทำได้ในภายหลัง
 
ขณะที่ ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ควรจะเข้ามามีบทบาท หากคิดว่าตัวเองเป็นหน่วยงานที่ต้องกำกับดูแล อาจต้องเข้ามากำหนดกลไก มีกระบวนการแจ้งให้ผู้ดูลระบบได้ลบข้อมูลที่ผิดกฏหมาย หรือหมิ่นประมาทออกไป มีกำหนดระยะเวลาภายในกี่วัน หากผู้ให้บริการระบบไม่เห็นด้วย ก็เปิดโอกาสให้อุทธรณ์ เป็นต้น ไม่ใช่ว่า ระบุให้ผู้ดูแลระบบต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ
 
"จริงๆ แล้ว พ.ร.บ.คอมพ์ ถูกออกแบบมาให้ดูแล 2 ส่วน ได้แก่ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เช่น ฟิชชิ่ง แฮคเกอร์ต่างๆ กับ อีกส่วน คือ การกำกับดูแลคอนเทนท์ ที่เป็นส่วนของสื่อ แต่พอเอามารวมอยู่ใน พ.ร.บ.เดียวกัน ส่วนที่เป็นคอนเทนท์ทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างละเอียดอ่อน จะไปอธิบายความอาชญากรรมแบบตีขลุม หรือกว้างๆ ไม่ได้"

อยากให้ กสทช.เข้ามาร่วมกำกับ
เธอ ระบุว่า ต้องการเสนอให้การกำกับดูแลคอนเทนท์ทางอินเทอร์เน็ตมาอยู่ในกำกับดูแลของ กสทช. ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะอำนาจหน้าที่ของ กสทช.ต้องกำกับดูแลคอนเทนท์อยู่แล้ว หากต่อไปมี 3จี หรือมีแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านเทคโนโลยีโทรคม บรอดแคสต์ได้ ตรงนั้นใครจะกำกับดูแล ไอซีที หรือ กสทช. ถือว่าประเด็นนี้ยังลักลั่นอยู่
 
"ตอนนี้ถือว่าเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต ยังไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลของ กสทช. แต่คอนเทนท์อื่นๆ ไปอยู่หมดแล้ว ทั้งดาวเทียม วิทยุชุมชน และมือถือ แต่คอนเทนท์อินเทอร์เน็ต ไอซีที ยังกำกับดูแลอยู่ แต่เห็นว่า กสทช. น่าจะมีส่วนร่วมในอนาคตได้ เพราะไอซีทีเองก็ยังติดภาพการเมือง อาจมีอคติได้ และปัจจุบันที่มีการเอาผิดก็มักจะเป็นคอนเทนท์การเมืองเป็นหลัก"
 
อย่างไรก็ตาม เธอ ยืนยันว่า กฏหมายคอมพิวเตอร์ยังมีความสำคัญในประเทศไทย เพราะที่ผ่านมา การบังคับใช้กฏหมายก็สามารถใช้ได้หลายคดี แต่ใช้เรื่องการป้องปรามอาชญากรรมยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร อย่าง "มีเดีย มอนิเตอร์" ก็ยังไม่ชอบกฏหมายฉบับนี้ เพราะไม่ครอบคลุมหลายเรื่องที่ทำผิดกันบนอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเรื่องการพนัน ซึ่งส่วนใหญ่ กฏหมายนี้จะให้น้ำหนักการปิดเว็บที่เป็นเรื่องการเมืองมากเกินไป

"บ้าไปแล้ว" เสียงจากชาวเน็ต
ขณะที่ อีกหลายความเห็นของพลเมืองอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับกฎหมายฉบับดังกล่าว ได้รวบรวมจาก
http://ilaw.or.th/ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน เว็บไซต์ที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงในสังคมด้วยการเสนอกฎหมาย มีบางส่วนดังนี้
 
ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม บอกว่า "บ้าไปแล้ว" แบบนี้แฮคเกอร์ไทย คนที่ใจดี ทำดีเพื่อส่วนรวมก็หายหมด คิดว่าระบบคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยดีนักหรือ หรือว่ารู้ว่าตัวเอง"ห่วย" เลยเอาคำว่า "กฎหมาย" มาปกปิดความห่วยของตัวเอง
 
บางคน กล่าวว่า ขัดต่อเสรีภาพของประชาชน ที่ใช้งานด้านอินเทอร์เน็ต เจตนาของคนเขียนน่าจะมีไว้ปราม มากกว่าปราบ ต้องระวังคนที่นำไปปฎิบัติจะมีเจตนาแอบแฝง นำไปหาผลประโยชน์หรือกลั่นแกล้งผู้อื่น
 
ขณะที่อีกคน กล่าวว่า ออกมาได้อย่างไร โปรแกรมบางอย่างก็มีประโยชน์เพื่อการศึกษา เพื่อความสะดวกในการส่งต่อข้อมูลภายในองค์กร หรือภายในกลุ่มก็มี ไม่จำเป็นต้องส่งไฟล์เถื่อน แค่มีไว้ใช้งานด้านการศึกษาก็ผิดกฎหมาย มิเช่นนั้นก็ออกกฎหมายให้เลิกใช้คอมพิวเตอร์ไปเลย จะได้กลับไปอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์ เลิกใช้อินเทอร์เน็ต หันไปล้างผลาญต้นไม้ มาทำเป็นกระดาษ ส่งไฟล์งานกันเป็นกระดาษ ประเทศชาติจะได้ล้าหลังชาติอื่นเขา
 
นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงทัศนะว่า พวกโปรแกรมเจาะระบบ ด้านหนึ่งพวกแฮคเกอร์ใช้เจาะระบบก็จริง แต่อีกด้านคนที่ทำงานด้านความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ก็ต้องใช้เพื่อทดสอบระบบเช่นกัน ของพวกนี้มีสองด้าน อยู่ที่การนำไปใช้ การที่แค่มีไว้ในครอบครองแล้วเป็นความผิด ต่อไปจะป้องกันระบบกันได้อย่างไร หากไม่สามารถหาช่องโหว่ในระบบของตัวเองได้ หรือต้องรอให้แฮคเกอร์เข้ามาเจาะ ขโมยข้อมูลไปก่อน แล้วค่อยตามอุดช่องโหว่กันทีหลัง แล้วคุ้มไหมที่ค่อยมาจับทีหลังอย่างเดียว ซึ่งจะจับได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วกว่าจะจับได้ความเสียหายที่เกิดขึ้นคุ้มกันหรือเปล่า วิธีคิดแบบวัวหายแล้วล้อมคอกไม่มีประโยชน์

นักกฎหมายขี้แก้ผิดทางยิ่งเพิ่มปัญหา
นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่เมื่อเทียบกับฉบับเดิมนับว่าแย่มาก พบว่ามีประเด็นน่าสนใจ 3 เรื่องคือ 1. ในร่างแก้ไขต้องการปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 2. ข้อกฎหมายเดิมที่ตัดออกไปเรื่องเด็กถูกดึงกลับเข้ามาใหม่ และ 3.ฉบับที่แก้ใหม่ให้อำนาจรัฐค่อนข้างมาก กระทั่งบางส่วนสามารถตัดสินใจได้เองโดยไม่ต้องขออำนาจศาล
 
เขากล่าวว่า ที่น่าสนใจ เช่น มาตรา 16 ที่เพิ่มมาว่า "ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรานี้น่ากลัวเพราะหมายความว่าถ้าใครคัดลอก หรือดาวน์โหลดไฟล์ที่มีไม่ได้รับอนุญาตผู้นั้นจะต้องได้รับโทษดังกล่าวทันที เรื่องนี้เป็นวาระซ่อนเร้นของการละเมิดลิขสิทธ์ออนไลน์
 
"ร่างกฎหมายแบบนี้ถือว่าล่อแหลม และอันตราย แม้ว่ามีประเด็นความละเอียดอ่อนด้านความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าข้อมูลที่ไม่ให้คัดลอก หรือเผยแพร่นั้นๆ เกี่ยวกับอะไร โดยหลักการรัฐต้องแก้ปัญหาเรื่องคนบังคับใช้กฎหมาย การแก้ไขต้องมีที่มาที่ไป ไม่ใช่แก้กฎหมายโดยเพิ่มเติมเข้าไปซึ่งจะยิ่งเพิ่มปัญหา อย่างฉบับนี้เหมือนคิดกันเองแล้วก็เพิ่มเข้ามา"

ถูกค้านทุกมาตรา-ประเมินไม่ผ่าน
พร้อมระบุว่า ร่างฉบับนี้ไม่น่าจะผ่าน เท่าที่ประเมินดูหลายๆ ฝ่ายเริ่มออกมาคัดค้านท้วงติงทุกมาตรา ประชาชนที่ได้รับผลกระทบควรออกมาเรียกร้อง แต่ถ้าปล่อยให้ผ่านสังคมออนไลน์ โซเชียลมีเดีย จะถูกขจัดไปหมด และเกิดความโกลาหลในระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศ
 
"ถ้ารัฐมนตรีให้ผ่านถือว่าแย่มาก เพราะผลกระทบจะตกแก่ประชาชนทั่วไป ส่วนผู้กระทำผิดจริงแค่ใช้เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ทั้งยังจะเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยมิชอบมากขึ้น เรื่องกฎหมายเป็นแค่ประเด็นรอง ประเด็นหลักคือผู้บังคับใช้ คือ ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา และตำรวจ ผมไม่เห็นด้วยกับการเขียนกฎหมายที่รุนแรงโดยไม่ได้หันกลับไปมองปัญหาที่รากแท้จริงคือเรื่องของผู้บังคับใช้"
 
อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีผู้เสนอให้ กสทช.เป็นผู้กำกับดูแล จะทำให้ไปกันใหญ่ เนื่องด้วย พ.ร.บ.คอมพ์มีสาระสำคัญ ฐานความผิด และโทษที่เป็นอาญา จึงต้องอยู่ใต้อำนาจของศาล ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกสทช.ที่ควบคุมภาพกว้างๆ เรื่องโทรคมนาคมมากกว่า

เตือนอย่าเร่งรีบผ่านกม.
นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทย กล่าวว่า ร่างใหม่ในพ.ร.บ.คอมพ์ มีเรื่องน่ากังวลคือ ถ้าเร่งรีบจนเกินไปให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ กลัวว่าจะถูกผ่านออกมาแบบลวกๆ เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิ และเสรีภาพต้องมีกระบวนการการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน เท่าที่อ่านดูคร่าวๆ ในข้อเดิม เช่น มาตรา 14 หรือ 15 ร่างใหม่ยังไม่แก้ไขเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารย์อยู่ด้วย
 
นอกจากนี้ ยังมีบางประเด็นที่ดูแย่ยิ่งกว่าเดิม เช่น การคัดลอกไฟล์ หรือการใช้พร็อกซี่ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถูกทำให้ผิดกฎหมายได้ง่ายมาก จึงรู้สึกว่าแค่การทำกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ต ก็มีโอกาสเข้าสู่พื้นที่ผิดกฎหมายได้มากกว่าที่อื่นๆ ใช่หรือไม่ ที่เห็นในร่างแก้ไขแม้แต่คอมพิวเตอร์ของตัวเองก็ถูกทำให้เป็นหลักฐานของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้
 
เธอแนะว่า พ.ร.บ.คอมพ์เป็นสิ่งที่ควรแก้ไข แต่ไม่ควรรวบรัด ต้องผ่านกระบวนการที่มีส่วนร่วมจากหลายภาพส่วน มีร่างมากกว่า 1 ร่างให้เทียบเคียงกัน และแม้ว่าต้องการให้มีผลบังคับรวดเร็วมากเพียงใดอย่างน้อยก็ไม่ควรผ่านรัฐบาลชุดนี้ ควรเข้าสภาสมัยรัฐบาลหน้าจะดีกว่า

เรียกร้องความชัดเจน
นางสาวจีรนุช กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่ต้องทำให้ชัดเจนคือ เมื่อออกมาแบบนี้แล้ว รัฐมีขีดความสามารถบังคับใช้กฎหมายหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันขีดความสามารถของภาครัฐยังมีไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดผลบังคับใช้ที่เป็นธรรม และเท่าเทียม ที่เห็นคือต้องการใช้เมื่อใดค่อยนำออกมาใช้
 
พร้อมกับชี้ว่า การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ ดูเหมือนน่าจะดีเพราะอำนาจเด็ดขาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แต่ที่น่าสังเกตคือ ที่มาของรายชื่อคณะกรรมการ เกี่ยวข้องกับฝ่ายความมั่นคงเป็นส่วนใหญ่
 
"เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของภาครัฐว่ามองแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร และใช้อะไรเป็นบรรทัดฐาน"

Tags : พรบ.คอมพ์

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement

advertisement