พนักงาน กสท ขอคัดค้านการลงนามตามสัญญาโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี กับทรู เช้าวันนี้ (27 ม.ค.54) ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างเร่งรัดผิดสังเกต
พนักงาน กสท ขอคัดค้านการลงนามตามสัญญาโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี กับกลุ่มบริษัททรู เช้าวันนี้ (27 ม.ค.54) ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างเร่งรัดอย่างผิดสังเกต เนื่องจากเงื่อนไขสัญญา และรายละเอียดในเอกสารแนบท้ายยังมีประเด็นที่ไม้ชัดเจน และการเจรจายังไม่ได้ข้อยุติ การลงนามในสัญญาดังกล่าวทำให้ กสท เสียเปรียบ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อ กสท อย่างร้ายแรง อีกทั้งการลงนามผูกพันยังทำโดยผิดระเบียบของทางราชการ
โดยมีประเด็นต่อไปนี้
1.สมมติฐานการวิเคราะห์การเงิน และด้านเทคนิคไม่อยู่บนพื้นฐายของความเป็นจริง ทำให้ตัวเลขผลตอบแทนของโครงการสูงเกินจริง (IRR ประมาณ 600% ระยะเวลาในการคืนทุน 2 ปี) เพื่อสนับสนุนให้โครงการนี้เป็นไปได้เท่านั้น
2.ในการเปิดให้บริการ 3จี ในประเทศไทย เพื่อให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด ควรต้องผ่านการประมูลความถี่ กสทช. หรือกรณีใช้ความถี่เดิมที่มีอยู่ การดำเนินการควรผ่านขั้นตอนตาม พรบ.ว่า ด้วยเอกชนเข้ารว่มการงาน หรือดำเนินกิจการของรัฐ พ.ศ2535 ซึ่งมีกระบวนการที่โปร่งใส เปิดเผยต่อสาธารณะ อีกทั้งการจัดหาผู้เข้าร่วมธุรกิจเอ็มวีเอ็นโอ ยังไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนว่า เพราะเหตุใดจึงเลือกลุ่มทรู โดยไม่เปิดโอกาสให้รายอื่นยื่นข้อเสนอ
3. การดำเนินการที่นำไปสู่การลงนามสัญญากับกลุ่มทรู มีการเร่งรัดขั้นตอนอย่างผิดสังเกต กล่าวคือ
-มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณารายละเอียดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 โดยเริ่มประชุมคณะทำงานในวันที่ 12 มกราคม 2554
-นำเรื่องเสนอคณะกรรมการกลั่นกรอง เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2554 เพื่ออนุมัติหลักการในการดำเนินการในกลุ่มทรู
-นำเรื่องเสนอคณะกรรมกาาร กสท เมือ่วันที่ 15 มกราคา 54 เพื่อพิจารณาอนุมัติรูปแบบการดำเนินธุรกิจ และสาระสำคัญของสัญญา
-มีการประชุมคณะทำงานเพียง 4 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายประชุมเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2554 และคณะทำงานยังมีความเห็๋นแย้งกับรายละเอียดในสัญญาที่กลุ่มทรูเสนอมา
-มีการลงนามสัญญากลุ่มทรู จำนวน 12 ฉบับ ในเช้าวันเสาร์ที่ 27 มกราคม 54 ณ โรงแรมมิลเลนเนียมฮิลตัน คลองสาน เวลา 07.45 น.
4. การทำงานของคณะทำงานเรื่องนี้ คณะทำงานมิได้มีโอกาสได้รับทราบข้อมูลที่เพียงพอในการทำหน้าที่ และความเห็นของคณะทำงานไมได้ถูกนำไปสู่การเจรจา ซึ่งอาจทำให้มีเงื่อนไขสัญญาบางประเด็นไม่เป็นประโยชน์กับกสท นอกนากนั้น เอกสารแนบสัญญาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นตัวเลขค่าเช่ายังไม้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะทำงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากกการพิจารณาเบื้องต้น ปรากฏว่า มีตัวเลขที่สูงเกิดจริง เป็นการให้ประโยชน์แก่เอกชน และทำให้รัฐเสียหาย
5.การดำเนินโครงการ ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กับกลุ่มทรู ครั้งนี้ ในส่วนเงื่อนไขของสัญญาเช่าเครื่อง และอุปกรณ์ เอชเอสพีเอ เป็นสัญญาเช่าระยะยาวประมาณ 15 ปี และมีเงื่อนไขที่ กสท มีสิทธิซื้อเสาใน 25 จังหวัดในส่วนกลาง และเสาที่สร้างขึ้นใหม่ในระหว่างอายุสัญญา ดังนั้น ตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี สัญญาเช่าดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าทางการเงิน ซึ่งในการผูกพันตามสัญญาดังกล่าว กสท จำเป็นต้องได้รับอนุมัติงบลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตารมระเบียบว่าด้วยงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ2550 ซึ่งขณะนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณาจาก สศช. และยังไม่มีงบประมาณรองรับ ดังกนั้นการผูกพันตามสัญญา โดยไม่มีงบประมาณรองรับ จึงไม่ถูกต้อง และยังเป้นการกระทำผิดต่แอระเบียบราชการ
6. กสท ได้นำเสนอยกเลิกโครงการเข้าซื้อกิจการ ซีดีเอ็มเอ ในส่วนกลาง โดยการเข้าซื้อทรัพย์สิน และรับทราบแนวทางการดำเนินการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยรูปแบบใหม่ ของกสท โดย กสทได้ขอ อนุมัติยกเลิกสัญญาทำการตลาด และสัญญาเช่าเครื่องแ ละอุปกรณ์ ซีเอ็มเอ จาก ครม. ซึ่งทีประชุม ครม. เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 53 ยังมิได้มีมติในประเด็น การยกเลิกสัญญาทำการตลดา และสัญญษเช่าเครื่อง และอุปกรณ์ ซีดีเอ็มเอ
ดังนั้นจึงควรมีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานเลขาธิกาารคณะรัฐมนตรี ว่า กสท จะต้องนำเสนอประเด็นการยกเลิกสัญญาทำตลาด และสัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์ ซีดีเอ็มเอ ต่อ ครม. อีกครั้งหรือไม่ อย่างไร ซึ่ง กสท ยังไม่ได้ดำเนินการ เป็นการทำผิดต่อขั้นตอนกฏหมาย
ด้วยประเด็นดังกล่าวข้างต้น พนักงาน กสท ตารมรายนามข้างท้ายนี้ เห็นว่าการกระทำดังกล่าว ไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ เป็นการกระทำโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อ กสท ในระยะยาว จึงเห็นควรให้มีการทบทวนให้รอบคอบเพื่อเป็นการรักษษผลประโยชน์ของรัฐ และเพื่อเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบของกรรมการกสท
หรือ ดูรายละเอียดจากไฟล์ 2 ไฟล์ข้างล่างนี้เลยค่ะ

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น