กสท. ประเมินดีลฮัทช์แล้วเสร็จต้นปี 54 เตรียมเจรจา "ฮัทช์" ขอปรับลดราคาเข้าซื้อกิจการจาก 7,500 ล้านบาท
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเข้าซื้อกิจการบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ให้บริการฮัทช์ภาคกลางน่าจะแล้วเสร็จประมาณช่วงต้นปี 54 ล่าช้าจากแผนเดิม โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จ และเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้
ทั้งนี้สาเหตุเป็นเพราะการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว มีเหตุให้ต้องชะลอออกไป เนื่องจาก มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใหม่เป็นนายจุติ ไกรฤกษ์ และยังได้มีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการการ(บอร์ด) ส่งผลให้จะต้องมีการนำเสนอรายละเอียดและแผนการเข้าซื้อกิจการให้บอร์ด และ รมว.ไอซีที รับทราบอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าดังกล่าว มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการเจรจากับ ฮัทชิสัน เพิ่มเติมเพื่อขอปรับลดราคาการเข้าซื้อกิจการฮัทช์ จากเดิมมูลค่าที่ผ่านการพิจารณาในหลักการของครม.อยู่ที่ 7,500 ล้านบาท เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ตีมูลค่าไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อผ่านมาระยะหนึ่งแล้วมูลค่าการซื้อขายอาจจะสามารถปรับลดลงมาได้อีกแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการเจรจา
"มีโอกาสที่เราจะขอเจรจาปรับลดราคาการซื้อกิจการกับฮัทชิสันใหม่ เพราะราคาผ่านการอนุมัติจากครม.เป็นการตีมูลค่าไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา"
นายจิรายุทธ กล่าวต่อว่า กสท ยังมีแผนจะเจรจาให้ ฮัทชิสัน เพิ่มการอัพเกรดโครงข่ายฮัทช์ ใน 25 จังหวัดจากเทคโนโลยี CDMA 2000 1x Rev. A ที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูล 3.1 Mbps เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่มพัฒนาขึ้น Rev B ซึ่งมีความเร็วสูงถึง 9.3 Mbps ด้วยการดำเนินการสามารถทำได้ด้วยการอัพเกรดซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่เกิดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากนัก โดยหากมีการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ Rev B อาจจะมีความเร็วมากกว่า 10 Mbps
กระนั้นก็ตาม หากมองในแง่ธุรกิจ การซื้อกิจการฮัทช์มีความจำเป็นต่อกสท มากเนื่องจากสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจไวร์เลส (อินเทอร์เน็ตไร้สาย)ได้ โดยทันทีที่ซื้อฮัทช์ กสท จะมีรายได้ทัน 4,000 ล้านบาทในปีแรก และยังมีลูกค้าเข้ามาในระบบอีกมากว่า 1 ล้านราย โดยถ้า กสทฯและฮัทช์ยังแบ่งการทำตลาดเหมือนเช่นปัจจุบันจะทำให้ระบบซีดีเอ็มไม่สามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการรายอื่นได้เลย
นายจิรายุทธ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเตรียมเสนอโครงการขยายเส้นใยแก้วนำแสงเชื่อมกับแผนขุดเจาะน้ำมัน ของบริษัทเซฟรอน ประเทศไทย สำรวจ และผลิตจำกัด และ บริษัทปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ( ปตท.สผ .) มูลค่า 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวน่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพราะต้องนำเรื่องเสนอกระทรวงไอซีที พิจารณาเห็นชอบ ก่อนส่งเรื่องเข้าสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และคณะรัฐมนตรีเป็นขั้นตอนสุดท้ายต่อไป
Tags : กสท โทรคมนาคม