กรุงเทพธุรกิจ

ไอที-นวัตกรรม

วันที่ 6 สิงหาคม 2553 10:58

กทช.บล็อกต่างด้าวบริหารธุรกิจสื่อสาร!!

กทช.เตรียมประชาพิจารณ์ร่างประกาศครอบงำกิจการโทรคม ห้ามต่างชาตินั่งตำแหน่งประธาน-ซีอีโอ-ซีเอฟโอ มีผลย้อนหลังครอบคลุมโอเปอเรเตอร์ทุกราย 20 ส.ค.นี้ ด้านเอกชน โต้สวนทางโรดโชว์ดึงทุนนอกเข้าไทย และตัดโอกาสการลงทุน 3 จี

กทช.เตรียมประชาพิจารณ์ร่างประกาศครอบงำกิจการโทรคม ห้ามต่างชาตินั่งตำแหน่งประธาน-ซีอีโอ-ซีเอฟโอ มีผลย้อนหลังครอบคลุมโอเปอเรเตอร์ทุกราย 20 ส.ค.นี้ ด้านเอกชน โต้สวนทางโรดโชว์ดึงทุนนอกเข้าไทย และตัดโอกาสการลงทุน 3 จี

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

กทช.เตรียมประชาพิจารณ์ร่างประกาศครอบงำกิจการโทรคม ห้ามต่างชาตินั่งตำแหน่งประธาน-ซีอีโอ-ซีเอฟโอ มีผลย้อนหลังครอบคลุมโอเปอเรเตอร์ทุกราย

 พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในฐานะประธานคณะทำงาน 3.9  จี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กทช.มีมติให้นำร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. ... ขึ้นเว็บไซต์ กทช. แล้วเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) วันที่ 20 ส.ค.นี้

 โดยร่างประกาศครอบงำดังกล่าว ไม่ใช่เพียงมีผลบังคับต่อผู้ประกอบการที่สนใจ เข้าประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่น) การอนุญาตประกอบกิจการ 3 จีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโอเปอเรเตอร์ ที่ให้บริการโทรคมนาคมที่มีอยู่เดิมในสัญญาสัมปทานด้วย

 นอกจากนี้ ยังระบุให้ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ทำหนังสือรายงานสถานะภาพผู้รับสัญญาร่วมการงาน ภายใน 30 วันนับตั้งแต่ร่างประกาศครอบงำ ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา อย่างไรก็ตาม หากการรับฟังประชาพิจารณ์เสร็จไม่ทัน การประมูลใบอนุญาต 3 จี ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ร่างประกาศครอบงำจะมีผลย้อนหลังด้วย
ห้ามต่างด้าวนั่งประธาน-ซีอีโอ-ซีเอฟโอ

 ทั้งนี้ รายละเอียดสำคัญที่ระบุในร่างประกาศครอบงำ ห้ามบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมแต่งตั้งคนต่างชาติเป็นผู้บริหารในส่วนต่างๆ ดังนี้ประธานกรรมการ กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ หัวหน้าผู้บริหารด้านจัดซื้อ หรือหัวหน้า ผู้บริหารด้านการเงิน เป็นต้น

 นอกจากนี้ ห้ามผู้ถือหุ้นที่เป็นคนต่างด้าว ผู้แทน หรือตัวแทนมีสิทธิออกเสียงในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเกินกว่าสัดส่วนที่ถือไว้จริง อันเนื่องมาจากการถือหุ้นบุริมสิทธิชนิดต่างๆ เช่น สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นที่จำกัดหรือทอนสิทธิของผู้ถือหุ้นไทย ซึ่งหากร่างประกาศครอบงำจะมีผลทันทีต่อบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ที่มีผู้บริหารระดับสูงเป็นคนต่างชาติ

 "ที่ผ่านมา ประชาชนทุกคนรู้ดีว่าใครเป็นต่างด้าว ยกเว้น กทช.เพราะบริษัทเหล่านี้ล้วนมีการถือหุ้นผ่านนอมินีแต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แม้กระทั่งกระทรวงพาณิชย์ก็สามารถยืนยันตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ตรวจสอบได้ไม่เกิน 49% เท่านั้น ซึ่งร่างฯ จะทำการป้องกันการครอบงำของต่างชาติให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยที่บางบริษัทมีผู้บริหารเป็นต่างชาติแทบทั้งหมด ซึ่งผิดจุดประสงค์ที่ต้องการให้ต่างชาติมาลงทุน และถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านกิจการโทรคมนาคมแก่คนไทย"

เอกชนโต้นโยบายดึงทุนนอก
 นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค)
กล่าวว่า ในร่างประกาศของ กทช.ที่กำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการอาจกำลังเป็นการส่งสัญญาณระดับมหภาค ที่กระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาร่วมทุนของต่างชาติ เนื่องจากหากดูตามร่างประกาศยังไม่สามารถตีความได้แน่ชัดว่ามีความหมายครอบคลุมแค่ไหน

 นอกจากนี้ บริษัทยังมีข้อกังวลว่าการกำหนดให้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) วันที่ 20 ส.ค.นี้ อาจทำให้โอเปอเรเตอร์เตรียมตัวไม่ทัน หากมีสาระสำคัญในร่างดังกล่าวเปลี่ยนไป และยังใกล้ช่วงเวลาที่จะต้องยื่นซองประมูลมาก กทช. ควรต้องให้ความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวมากกว่านี้

 อย่างไรก็ตาม ดีแทคคงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เนื่องจากที่ผ่านมา ดีแทคได้ถูกตรวจสอบจากทั้งทีโอที และกระทรวงพาณิชย์อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด แต่ร่างดังกล่าวอาจทำให้ต่างชาติลังเล และไม่เข้าร่วมประมูล เนื่องจากการลงทุนของคนต่างชาติส่วนมากมักจะไม่ใช้เงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ก็หวังให้มีผู้บริหารมากำกับการลงทุน เพื่อให้การลงทุนมีประสิทธิภาพสูงตามที่ต้องการ

จี้ กทช.เลือกเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศ
 ทั้งร่างดังกล่าวยังถือว่าขัดแย้งกับเจตนารมณ์ ที่ กทช. ตั้งไว้ คือ เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนในกิจการโทรคมนาคม และมีปัญหากับการเข้าร่วมประมูล 3 จี รวมทั้งการเดินสายโรดโชว์เชิญชวนต่างชาติของ กทช.ที่ทำอยู่ ดังนั้น กทช.ต้องเลือกว่าจะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศหรือไม่ เพราะกิจการนี้เป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนสูง มีคนไทยเพียงไม่กี่ราย ที่จะมีศักยภาพในการลงทุน

 "ตอนนี้ดีแทคไม่กังวลว่ากฎจะเข้มหรือไม่เข้ม เพราะเอไอเอส และทรูก็ต้องโดนเหมือนๆ กัน แต่คำถาม คือ เมื่อมีข้อกำหนดออกมาแล้วใครจะร่วมประมูล เพราะเงิน 4-5 หมื่นล้านบาท มันใหญ่เกินไปสำหรับไทยประเทศเดียว หากต่างชาติจะนำเงินมาแล้วไม่ให้เข้าบริษัท ก็จะเกิดคำถามว่าต่างชาติจะยอมหรือไม่ ประเด็น คือ ตอนนี้ยังเป็นแค่ร่างเท่านั้น และยังต้องผ่านการประชาพิจารณ์อีก ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือมีผลย้อนหลังแค่ไหน ต้องรอความชัดเจนของ กทช.ก่อน" นายธนากล่าว

 นอกจากนั้น ในความเป็นจริงของการทำธุรกิจสื่อสาร ผู้บริหารอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนไทยเท่านั้น เนื่องจาก 3 จี ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่คนไทยอาจยังไม่มีผู้บริหารที่เชี่ยวชาญ ซึ่งโดยหลักการแล้วกฎเกณฑ์ที่ออกมาควรจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความชัดเจน และเป็นมาตรฐานสากล คือ เทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ปัจจุบันดีแทคยังไม่ได้สรุปว่าจะเข้าประมูลในนามบริษัทดีแทค หรือบริษัทลูกเข้าประมูล เนื่องจากยังไม่ชัดเจนกับประกาศร่างดังกล่าว

เอไอเอสไม่ห่วงเล็งโยกเป็นที่ปรึกษา
 นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส)
กล่าวว่า ร่างประกาศครอบงำนี้ หากระบุไม่ให้แต่งตั้งผู้บริหารต่างๆ เป็นต่างชาติจริง ก็ไม่สร้างความกังวลต่อบริษัท เพราะสามารถเปลี่ยนตำแหน่งไปเป็นที่ปรึกษาด้านต่างๆ ได้ ซึ่งบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ใช่เพียงแต่บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ก็มีที่ปรึกษาเป็นคนต่างชาติ ไม่ถือเป็นความผิด อย่างไรก็ตาม ส่วนรายละเอียดในร่างประกอบครอบงำ หากห้ามไม่ให้ผู้บริหารต่างชาติมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมคณะกรรมการ กทช. จะออกหลักเกณฑ์กำกับไม่ให้มีการถือหุ้นจากต่างชาติเลย จะเหมาะสมมากกว่า

จ้างมหาวิทยาลัยตรวจคุณสมบัติพีคิว
 พ.อ.นที  ยังกล่าวว่า กทช.มีแนวคิดจ้างสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ และเชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบคุณสมบัติผู้ประมูล 3 จี โดยจะว่าจ้างสถาบัน 4 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 เป็นการพิจารณาคุณสมบัติขั้นแรก (Pre-qualification) ขั้นตอนที่ 2 ผู้ผ่านการพิจารณาในขั้นตอนที่ 1 จะเข้าทำการประมูลใบอนุญาต ณ สถานที่ที่กำหนด ทั้งนี้ ขั้นตอนที่ดำเนินการ กทช.จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องโดยจะให้ดำเนินการอย่างอิสระและโปร่งใส เพื่อความเป็นธรรม

 "ขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติจะใช้เวลา 15 วัน โดยสถาบันทั้ง 4 แห่งตรวจสอบแล้วเสร็จก็จะนำรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติยื่นให้กับคณะทำงาน 3.9 จี แล้วค่อยพิจารณาและเสนอรายชื่อให้กับ กทช.เพื่อทำการตัดสินตามข้อมูลที่นำมาพิจารณาในผู้ที่ผ่านคุณสมบัติเพื่อเข้าประมูล จากนั้นก็จะเข้าสู่การประมูลในวันที่ 20-28 ก.ย.นี้"
โรดโชว์ 4 ประเทศดึง 9 โอเปอเรเตอร์เข้าร่วม

 ที่ผ่านมา กทช.ได้เดินทางไปโรดโชว์นักลงทุนในเอเชีย 4 ประเทศ จำนวน 9 โอเปอเรเตอร์ เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนประมูลใบอนุญาต 3 จี ได้แก่ China Mobile China Unicom ประเทศจีน SK Telecom ประเทศเกาหลีใต้ NTT Docomo KDDI และ Softbank ประเทศญี่ปุ่น Axiata  Maxis และ CIMB ประเทศมาเลเซีย ส่วนเป้าหมายต่อไป คือ ETISALAT ประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ขณะนี้ มีผู้สนใจที่จะเข้าประมูล 3.9 จีแล้ว จำนวน 4 รายโดยขอเอกสารจาก กทช.ไปเมื่อเร็วๆ นี้ คาดว่าจะทราบว่าเป็นรายใดคงจะเป็นช่วงการยื่นเอกสารวันที่ 30 ส.ค.นี้

 นอกจากนี้ วันที่ 8-12 ก.ย. 2553 กทช.จะจัดแสดงเทคโนโลยีเกี่ยวกับ 3.9 จี โดยใช้ชื่องาน 3.9 G Thailand Human DNA ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี 3.9 จี เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงประโยชน์ในการใช้งานด้วย

 

Tags : กทช. ดีแทค เอไอเอส

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement