หลังจากมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์เลือก นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง" นั่งเก้าอี้ซีโอเอ ผ่านมา 1 ปีเต็ม ถึงเวลารีวิวแผนธุรกิจในใจเขาอีกครั้ง
"ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนอะไรก็แล้วแต่ ไม่ยากเท่ากับการเปลี่ยนความคิดของคน ให้เห็นด้วยและคล้อยตามไปกับเรา"
หลังจากที่ คณะกรรมการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ทั้ง 5 คน ของ บมจ.กสท โทรคมนาคม มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์เลือก “นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง" นั่งเก้าอี้ซีโอเอ” ตั้งแต่ 25 มิ.ย. 2552 ด้วยชื่นชอบในวิสัยทัศน์การพัฒนาองค์กรในรูปแบบแปลกใหม่ ทำให้ซีอีโอหนุ่มคนนี้ ชนะคะแนนจากผู้เข้าร่วมชิงตำแหน่งอีก 6 คนได้ไม่ยาก จากวันนั้นผ่านมา 1 ปีเต็ม ถึงเวลารีวิวแผนธุรกิจในใจเขาอีกครั้ง
แถมด้วยโจทย์หินที่โถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อกระทรวงการคลังผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ. กสท โทรคมนาคม ออกมาระบุชัดเจนว่า จะเร่งให้เกิดการยุติระบบสัมปทานมือถือ แล้วหันมาออกใบอนุญาต 2จีให้แก่เอกชนแทน
นายจิรายุทธ เปิดใจว่า เรื่องยุติสัมปทานแปลงเป็นใบอนุญาตดังกล่าวเป็นความเสี่ยงที่ไม่ได้อยู่ในแผนธุรกิจที่เคยจัดทำไว้เลย แม้ฝ่ายบริหารจะเคยศึกษาแนวทางหรือผลกระทบหากเอกชนคู่สัมปทานกับ กสท อย่าง บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด แต่ก็เป็นปัจจัยลบที่จะเกิดเมื่อหมดสัญญาร่วมการเงินต่อกันคือในอีก 8 ปี และอีก 3 ปีตามลำดับ
ดังนั้น การแปรสัญญาสัมปทานที่มีกรอบการทำงานให้เสร็จ หรือเป็นรูปธรรมในเดือนก.ย. 2553 ใกล้เคียงกับการประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่น) การให้บริการโทรศัพท์มือถือระบบ 3จีของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) คณะกรรมการ (บอร์ด) กสท ได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารจัดตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบต่อรายได้ ที่จะหายไปในทันทีแล้ว
นอกจากนี้ การแปรสัญญาสัมปทานยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า หากไม่ได้อยู่ในรูปของสัญญาร่วมการเงินแล้ว การคิดค่าเช่าโครงข่าย สถานีฐาน ชุมสาย ที่ได้รับตามสิทธิบีทีโอเมื่อครั้งยังเป็นระบบสัมปทานจะมีหลักเกณฑ์อะไรมาพิจารณาร่วม รวมถึงคลื่นความถี่ 800 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ใครจะเป็นผู้ดำเนินการต่อไป
วางเป้าหมายระยะสั้น-ยาว
พร้อมกันนี้ เขาพูดถึงแผนระยะสั้นว่า กสท จะต้องสร้างรายได้จากธุรกิจของตัวเองให้มีกำไรเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องอาศัยเงินจากเอกชนที่จ่ายเป็นค่าสัมปทานประจำปี โดยธุรกิจสายเลือดใหม่ของ กสท จะมีทั้งบริการโทรศัพท์มือถือ แคท ซีดีเอ็มเอ บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ (IDD) บริการวีโอไอพี บริการสื่อสารข้อมูล และอิเล็กทรอนิกส์ อย่างวงจรเช่าอินเทอร์เน็ต บริการโครงข่ายระหว่างประเทศ ทั้ง เอ็นไอเอ็กซ์ และไอไอจี
ส่วนแผนระยะยาวเน้นพัฒนาศักยภาพตัวเอง สู่ผู้ให้บริการไอซีที โซลูชั่น และไอซีที คอนเวอร์เจนซ์แบบก้าวกระโดดผ่านเทคโนโลยีไฟเบอร์ ทู ดิ เอ็กซ์ (FTTx) ซึ่งจะสามารถรองรับบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมาก (Ultra Broadband Internet) เพื่อรองรับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งสร้างสถานะให้ กสท เป็นผู้ให้บริการไอซีทีรายแรกที่ลูกค้านึกถึง และต้องการใช้บริการ
ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้องค์กร
ตามงบกำไรขาดทุนตามแผนธุรกิจปี 2553-2557 ที่ฝ่ายบริหารได้เสนอนั้น คาดว่าปีนี้จะมีรายได้ 51,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 47,000 ล้านบาท ราว 5% โดยงวด 4 เดือนแรกของปีนี้ กสท มีรายได้แล้ว 11,700 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,800 ล้านบาท ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ารายได้หลักๆ ยังมาจากคู่สัญญาสัมปทาน คือ ดีแทค และทรูมูฟ ที่นำเงินส่งมอบให้รวมกันถึงกว่า 10,000 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของกำไรแต่ละปี
แผนที่วางไว้เดิมนั้น เมื่อไรก็ตามที่เอกชนหมดสัมปทานไปจำเป็นอย่างยิ่งที่ กสท ต้องแสวงหารายได้ จากธุรกิจบริการที่มีอยู่ ทั้งจาก แคท ซีดีเอ็มเอ บริการสื่อสารข้อมูล และบริการโทรศัพท์ต่างประเทศไอดีดี และต้องลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ไม่ใช่แค่เพียงพนักงานที่มีมากเกินเนื้องาน ยังรวมทั้งการลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนในทุกธุรกิจที่มีอยู่ และยังต้องหันมาเช่าโครงข่าย
ก่อนหน้านี้ กสท ได้พูดคุยกับบมจ.ทีโอที การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในการเช่าใช้โครงข่ายหลัก (Core Network) ร่วมกัน ซึ่งจะถือเป็นการลดภาระค่าบริหารจัดการสถานีฐานลงอีกด้วย ยกตัวอย่าง ค่าเช่าที่ตั้งเสา สถานีฐาน ค่าไฟ ประกอบกับหากอนาคตจุดใดมีสถานีฐานของทีโอที ที่จะขยายบริการ 3 จี กสท ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปลงทุนสร้างโครงข่ายทับซ้อน แต่จะเปลี่ยนเป็นการเช่าใช้แทน
เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรไม่หมู
ปัจจุบัน กสท มีพนักงานรวม 5,600 คน ยังไม่รวมลูกค้าจ้างชั่วคราว และลูกค้าประจำที่น่าจะมีกว่า 10,000 คน มีสายงานธุรกิจที่ให้บริการ 11 ฝ่าย ตัวอย่างเช่น สายงานกลยุทธ์องค์กร สายงานธุรกิจโครงข่าย สายงานธุรกิจโทรศัพท์ สายงานธุรกิจบรอดแบนด์ สายงานธุรกิจสื่อสารไร้สาย และสายงานเทคโนโลยีสนเทศ ซึ่งตอนที่รีวิวโครงสร้าง กสท ดูเหมือนจะมีบางหน่วยที่ซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น ดังนั้น ภาพ กสท ในอนาคตต้องสั้น กระชับ มุ่งเป้าหมายชัดเจน
ที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ กสท เปลี่ยนแปลงได้ นายจิรายุทธ เล่าว่า มิชชั่นของตัวเองคือ การปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กร เพื่อตอบสนองธุรกิจ เพิ่มทักษะ และขีดความสามารถขององค์กร-พนักงานให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า และแข่งขันกับเอกชนได้
"ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนอะไรก็แล้วแต่ ไม่ยากเท่ากับการเปลี่ยนความคิดของคน ให้เห็นด้วยและคล้อยตามไปกับเรา" ซีอีโอ เผยความในใจ
อัดงบกว่า2หมื่นล้านรับธุรกิจอนาคต
ซีอีโอ กสท กล่าวว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบลงทุน 3 โครงการใหญ่รวมกว่า 18,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อกิจการฮัทช์มูลค่า 7,500 ล้านบาท โดยคาดว่า จะรวมเป็นแบรนด์เดียวกันได้ภายใน 6 เดือนหลังเข้าซื้อกิจการแล้ว และยังมีงบขยายโครงข่ายซีดีเอ็มเอถึงปี 2555 อีก 3,800 ล้านบาท
ส่งผลให้ กสท มีโครงข่ายซีดีเอ็มเอ 2001 เอ็กซ์ทันทีทั่วประเทศ กลายเป็นผู้ให้บริการ 3จีทั่วประเทศรายแรกของประเทศไทยทันที ทั้งยังทำให้ กสท มีรายได้เข้ามาทันทีในช่วงปีแรกที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท บวกกับลูกค้าอีก 1.5 ล้านราย จากที่ปัจจุบันเรามีรายได้จากมือถือซีดีเอ็มเอไม่ถึง 1,000 ล้านบาท
โครงการต่อมาคือ วางเคเบิลใยแก้วนำแสงทั่วประเทศ (FTTx) มูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยใช้ระยะเวลาลงทุนทั้งสิ้น 3 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2555 ซึ่งตอนนี้กำลังประมูลผ่านอีออคชั่น วัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการพัฒนาโครงข่ายสื่อสารเป็นอินเทอร์เน็ต โปรโตคอล (IP) เพื่อให้บริการไปถึงมือลูกค้า (Last Mile) จากเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามเทรนด์ของอุตสาหกรรม
“พื้นที่เป้าหมายของเอฟทีทีเอ็กซ์ ครอบคลุมผู้ใช้บริการทุกประเภท คือธุรกิจ ที่อยู่อาศัย สำนักงาน และอาคารชุด รองรับลูกค้าได้ 4 แสนราย โดยจะตั้งโหนด และอุปกรณ์เชื่อมต่อไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และระยะยาว จะหาพันธมิตรที่เป็นเจ้าของคอนเทนท์ และแอพพลิเคชั่น ตั้งใจเพิ่มมูลค่าโครงข่ายนี้”
ทั้ง กสท ยังมีแผนขยายธุรกิจอื่นๆ อย่างเช่น โครงการเคเบิลใต้น้ำใยแก้วอ่าวไทยมูลค่า 2,730 ล้านบาท โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโครงข่ายไอพีจำนวน 900 ล้านบาท ซึ่งขั้นตอนขณะนี้กำลังรอให้บอร์ดอนุมัติเห็นชอบในแผนการดำเนินงาน เพื่อเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติต่อไป ซึ่งจากหลากหลายธุรกิจที่เล่ามา ต่างเป็นส่วนช่วยขับให้องค์กรยักษ์ใหญ่ที่อยู่มายาวนานคงอยู่ในกระแสอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเสรีได้
เส้นทางสู่ซีอีโอ กสท
ก่อนมาอยู่ ณ จุดนี้ นายจิรายุทธ เล่าว่า ตัวเองเริ่มบทบาทใน กสท ตั้งแต่ต้นปี 2549 ด้วยตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้าผู้บริหารฝ่ายการเงิน มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ 4 ม.ค. 2549 - 3 ม.ค. 2553 หลังจากรับตำแหน่งไม่นาน ได้รับมอบหมายจากบอร์ด ให้รับผิดชอบหลักในสายงานโทรศัพท์มือถือระบบซีดีเอ็มเอ
แต่พอถึงเดือนมี.ค. 2552 ก็ตัดสินใจยื่นจดหมายลาออกจากตำแหน่ง เพราะต้องการเข้าสมัครตำแหน่งซีอีโอ หรือที่ กสท เรียกกันว่า “กจญ” แทนที่ นายพิศาล จอโภชาอุดม ซึ่งถ้าถามว่าก่อนหน้านี้ ทำงานอะไรมาบ้างนั้น "ผมเคยเป็นผู้บริหารที่บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง บริษัทหลักทรัพย์ ยูไนเต็ด บริษัทหลักทรัพย์ บีที จำกัด และเคยดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารเลแมน บราเดอร์ส ประเทศไทย"
จากนี้ต้องดูกันต่อไปว่า พันธกิจของแผนงานต่างๆ จะสำเร็จตามเป้าหมายหรืออย่างไร และจะฝ่าด่านยกเลิกสัมปทานสู่ใบอนุญาต 2จี เช่นไร แถมด้วยภารกิจสำคัญของหัวเรือใหญ่องค์กรรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ที่จำเป็นต้องปลุกเร้าทุกคนทุกฝ่ายให้ลุกขึ้นมาทำงานอย่างจริงจังควบคู่กันไปด้วย
Tags : จิรายุทธ รุ่งศรีทอง • กสท

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น