ในความร้อนแรงของ "ทวิตเตอร์" รวมถึง "เฟซบุ๊ค" ยังมีบางสิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตอยู่ในนั้น!!!
ต้องยอมรับว่า รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทม์ไลน์ "ทวิตเตอร์" ของทุกคน รวมถึงบนหน้า "เฟซบุ๊ค" จะคลาคล่ำไปด้วยข้อความทวีตในประเด็น "การเมือง" กว่า 70-80% เพราะถือเป็นช่องทางสื่อสาร รายงานเหตุการณ์ความเคลื่อนไหว ข่าวสาร บ้านเมืองที่รวดเร็วที่สุดของยุคนี้ ยิ่งกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ ยิ่งส่งผลให้บรรดา tweeple ทั้งหลาย แม้ไม่ใช่คอการเมือง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะ "ทวีต" และ "รีทวีต" ความเคลื่อนไหวให้เพื่อนที่ติดตามได้รับทราบ
แต่ว่า ในความร้อนแรงของ "ทวิตเตอร์" รวมถึง "เฟซบุ๊ค" ยังมีบางสิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตอยู่ในนั้น!!!
"ผมมองว่า ช่วงนี้คนจะเล่นทวิตเตอร์กันเยอะขึ้น อาจเพราะไม่ค่อยมีที่ไปด้วย ไปที่ไหนก็ปิด คนก็เลยมีเวลาอยู่หน้าจอเยอะขึ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้การเมือง ก็เป็นหัวข้อที่คุยกันมากที่สุด ที่สำคัญ มันเป็นช่องทางที่จะส่งข้อความ หรือความรู้สึกออกไปได้ง่ายมาก แค่พิมพ์ แล้วก็คนก็มารีทวีต คือ มีอินเตอร์แอ็คทีฟกลับมาเร็วมาก"
"วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง" นักคิดด้านนิวมีเดีย และผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์ด้านการตลาด www.mkttwit.com เล่า พร้อมกับเห็นว่า หัวข้อการเมืองที่สุดจะร้อนแรงตอนนี้ เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง เพราะมีส่วนทำให้คนแสดงความคิดเห็นกันแบบรุนแรง อาจส่งผลให้คนมีความแตกแยกเพิ่มขึ้นก็ได้
"คือ มันก็มีทั้งข้อดี และข้อเสีย ข้อดี คือ เราก็ได้รู้ ได้ติดตามข่าวได้อย่างรวดเร็ว แสดงความเห็นได้อย่างอิสระ และยังได้รู้ว่าตอนนี้เขามีความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างไร ส่วนข้อเสีย แน่นอนว่าช่วงนี้คนจะใช้อารมณ์ และความรู้สึกเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นมากขึ้น แต่ละฝ่ายก็จะมี Bias กัน ตรงนี้ ก็อาจทำให้ความแตกแยกมันมีเยอะขึ้นก็ได้"
คนเริ่มเบื่อทวีตการเมือง
วรวิสุทธิ์ เห็นว่า เพราะหัวข้อการเมืองที่กลายเป็นประเด็นหลักของการทวีต เลยทำให้บางกลุ่มที่เคยทวีตเรื่องข่าวสาร ความรู้เฉพาะด้าน อย่างเช่น ไอที บันเทิง การตลาด โดนกระแสการเมืองกลบไปเกือบมิด ส่งผลให้ความ "เบื่อ" ที่จะทวีต แทรกอารมณ์ขึ้นมา
"ตอนนี้ ผมว่าก็เริ่มมีคนเบื่อเหมือนกันนะ เพราะจะเห็นในไทม์ไลน์ตัวเองมีแต่การเมือง แต่จริงๆ แล้ว ผมว่ามันก็เป็นช่วงๆ อย่างช่วงไหนมีรายการทีวีฮิตๆ คนติดตามเยอะ ก็จะมีคนทวีตเรื่องนี้สลับขึ้นมา เช่นเดียวกัน ช่วงไหนมีฟุตบอลคู่ที่ทุกคนตั้งตารอ ทวีตเรื่องฟุตบอลก็จะเยอะ แต่ก็ยอมรับว่า ไม่เยอะเท่าก่อนหน้านี้ เพราะพอรายการจบ การเมืองก็จะเต็มไทม์ไลน์อีกครั้ง"
เขา บอกว่า ยังมีเรื่องการติด Tag ท้ายข้อความที่ช่วงนี้เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะแทคด้านการเมือง ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ความหมายของการติดแทค คือ การให้คนที่ต้องการรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งค้นหาข้อมูลได้ง่าย ก็กลายเป็นการติดแทคเพื่อประกาศให้รู้ว่า เป็นพวกใคร อยู่ข้างใคร เหล่านี้ เป็นต้น
"ผมมองว่า ทวิตเตอร์ก็ยังถือเป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่ตอนนี้สามารถแย่งชิงพื้นที่ข่าวในสื่อกระแสหลักได้เพิ่มมากขึ้น อย่างก่อนหน้านี้ ที่ช่อง NBT นำการแสดงความเห็นบนทวิตเตอร์ ไปขึ้นหน้าจอ จริงๆ ผมมองว่า บางครั้งก็ไม่แฟร์ เพราะบางที ก็ไปเหมารวมว่า เป็นความคิดเห็นของโลกออนไลน์ในเรื่องนั้นๆ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว อาจเป็นเพียงความเห็นของคนกลุ่มหนึ่งก็ได้"
ขณะที่ความเคลื่อนไหวบนเฟซบุ๊ค ก็คึกคักไปด้วยหัวข้อทางการเมืองไม่แพ้บนทวิตเตอร์เช่นกัน เพราะเกิด "แฟนเพจ" ด้านการเมืองเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ต่อต้าน และสนับสนุนในแต่ละฝ่าย
การเมืองแรงคนใช้ทวิตเตอร์เพิ่ม
ด้าน "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" กรรมการผู้จัดการ บริษัทตลาดดอทคอม และกูรูด้านโซเชียล เน็ตเวิร์ค เห็นว่า ทวิตเตอร์วันนี้ได้กลายเป็นช่องทางระบายอารมณ์ ทางออก และความรู้สึกต่างๆ ของคนไทยมากขึ้น และด้วยการตอบสนองที่กลับมาเร็วมาก ยิ่งมีผลทำให้คนถูกชักจูง และเปลี่ยนพฤติกรรมไปได้เหมือนกัน
"บนทวิตเตอร์ตอนนี้ การแสดงความคิดว่าอยู่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเยอะมาก บางครั้งพอแสดงความเห็นสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกันเยอะๆ มีการรีทวีตต่อๆ กัน ก็เป็นไปได้ ที่จะทำให้คนที่รับรู้ตรงนี้หันมาเปลี่ยนพฤติกรรมไปเป็นแบบนั้นเลย มันเหมือนเป็นการสะกดจิต ยิ่งตอนนี้สื่อใหญ่ๆ ลงมาเล่นทวิตเตอร์กันเยอะ พอมีคนใหญ่ๆ พูด มันก็เริ่มมีน้ำหนัก ก็ยิ่งชักจูงความคิดให้ไปทางใดทางหนึ่งได้ง่าย ดังนั้น คนใช้ทวิตเตอร์ตอนนี้ ก็ต้องมีวิจารณญาณกันพอสมควร"
เขา เห็นว่า ตอนนี้เนื้อหาบนทวิตเตอร์ด้านความรู้เชิงเทคนิค รวมถึงเรื่องต่างๆ เริ่มที่จะหดหายไป เพราะมีประเด็นการเมืองมาแทรก พอคนที่จะทวีตในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การเมืองก็ทวีตมาได้ แต่สักพักหนึ่งก็จะเลือนๆ ไป
"แต่ข้อดี ก็คือ ตอนนี้จำนวนคนเล่นทวิตเตอร์หน้าใหม่มีเพิ่มขึ้นมาก คึกคัก ซึ่งผมมองว่าสื่อใหญ่ให้ความสำคัญกับทวิตเตอร์กันเยอะเพิ่มขึ้นด้วยแหละ ถือเป็นช่องทางแสดงความคิดเห็น ที่ทำให้คนไทยกล้าแสดงออก แม้จะเป็นการแสดงออกผ่านทางตัวหนังสือก็ตาม" ภาวุธเล่า
เลือกรับ หรือที่จะเลือกไม่รับ
"ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล" หรือคุณชายอดัม ผู้ก่อตั้ง และผู้บริหาร Fukduk.TV บอกว่า ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดาในการแสดงความเห็นในเรื่องที่กำลังเป็นกระแสอยู่ ณ ขณะนั้น เพราะถือว่าพื้นที่บนนี้เป็นพื้นที่อิสระ
"ผมมองว่า คนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองตอนนี้ เป็นเพราะเขาอาจจะได้รับผลกระทบ เพราะโดยปกติ ถ้าไม่กระทบ คนก็จะไม่พูดถึง ผมไม่มองว่ามันเป็นอะไรที่แรง หรือน่าเบื่อที่ว่า ตอนนี้บนไทม์ไลน์มีแต่ทวีตข้อความเรื่องการเมือง เพราะคุณสามารถที่จะ unfollow คนที่ทวีตแต่การเมืองอย่างเดียวได้ ซึ่งผมก็ทำมาแล้ว คือ เราสามารถเลือกที่จะเสพ หรือไม่เสพมัน ยังไม่ถือว่าเป็นปรากฏการณ์อะไร เป็นการแสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ ณ ขณะนั้น ซึ่งตอนนี้ก็คือการเมือง มันจะเป็นปรากฏการณ์ก็ต่อเมื่อการทวีตการเมืองมันทำให้การเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง"
คุณชายอดัม บอกว่า เขาไม่เชื่อว่า กระแสการเมืองจะเข้ามากลบความรู้ในเรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาบนทวิตเตอร์ แต่อยู่ที่การเลือกที่จะรับ เลือกที่จะพูด เลือกที่จะสื่อสารออกไปมากกว่า
เพิ่มวิจารณญาณในการทวีต
"ปรเมศวร์ มินศิริ" ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ kapook.com และเว็บ thaifollow ในทวิตเตอร์ ก็เห็นว่า เป็นเรื่องปกติ เพราะคนเล่นทวิตเตอร์ จะพูดคุยกันในเรื่องที่เป็นกระแสอยู่แล้ว แต่มีข้อสังเกตว่า เพราะประเด็นการเมืองที่ร้อนแรง และเกิดสถานการณ์ขึ้นในกรุงเทพมหานครเป็นหลัก ขณะที่ผู้เล่นทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ก็เป็นคนในกรุงเทพฯ ที่ส่วนใหญ่อาจได้รับผลกระทบ ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ช่วงนี้ก็อาจมีมากขึ้น
"ทวิตเตอร์ช่วงนี้ เห็นได้ชัดขึ้นว่า มีสื่อกระแสหลักที่หันมาให้ความสนใจ และหาข้อมูลบนทวิตเตอร์กันเยอะ นอกจากจะเป็นช่องทางแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีแล้ว ทวิตเตอร์ยังกลายเป็นแหล่งข้อมูล หรือแหล่งข่าวที่น่าสนใจ สำหรับสื่อมวลชนยุคนี้ด้วย ส่วนการแสดงความเห็นทางการเมืองช่วงนี้ คนเล่นทวิตเตอร์เองก็ต้องมีวิจารณญาณ รวมถึงต้องระมัดระวังในการสื่อข้อมูล หรือจะทวีตข้อมูลออกไป เพราะบางครั้งเมื่อทวีตไปแล้วผิด แต่เราทวีตแก้ในทันที มันก็ดีไป แต่ก็มีหลายครั้งที่ทวีตข้อมูลผิดพลาด แล้วก็ไม่ได้รับการแก้ไข และหากผู้รับสารนำมาขยายต่อมันเสียหายได้"
ปรเมศวร์ บอกว่า การเมืองที่ร้อนแรงขณะนี้ ยังเป็นตัวผลักดันให้คนอยากแสดงออกทางความคิดทั้งในจุดที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยมากขึ้น แต่ก็เป็นแค่หนึ่งหัวข้อที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงนี้ เพราะหากสถานการณ์เบาลง การพูดถึงบนทวิตเตอร์ก็จะเบาลงตาม ในต่างประเทศเองก็เป็นแบบนี้ จะเห็นได้จาก Trending Topic ในต่างประเทศบางหัวข้อขึ้นมาเร็วมาก แต่ไม่นานก็ตกลงไป
"สำหรับข้อเสีย แล้วสิ่งที่ควรระวัง ตอนนี้เท่าที่เห็น คือ พอมันเป็นพื้นที่ที่สามารถระบายความอึดอัดได้ ก็จะเห็นคนใช้คำรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทำให้คนที่เขามาเล่นใหม่ๆ ก็อาจจะตกใจ ที่น่าเป็นห่วง คือ การเอาแอคเคาท์ไปปลอมเป็นคนอื่น กำลังเกิดเยอะขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหาย หลายคนก็อาจไปหลงเชื่อ ตรงนี้น่าเป็นห่วงมาก ดังนั้น คนใช้ทวิตเตอร์ตอนนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลด้วย" ปรเมศวร์ทิ้งท้าย
Tags : ทวิตเตอร์
