กรุงเทพธุรกิจ

ไอที-นวัตกรรม

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 10:08

ตลาดไอซีทีปีนี้แตะ 6 แสนล.

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

"ซิป้า" จับมือ "เนคเทค" โชว์ผลสำรวจตลาดไอซีทีไทยปี 2552 ปรับตัวขึ้น 6% มูลค่า 5.5 แสนล้านบาท คาดปีนี้ตลาดขยายตัวแตะ 6 แสนล้าน

"ซิป้า" จับมือ "เนคเทค" โชว์ผลสำรวจตลาดไอซีทีไทยปี 2552 ปรับตัวขึ้น 6% มูลค่า 5.5 แสนล้านบาท คาดปีนี้ตลาดขยายตัวแตะ 6 แสนล้าน เหตุสัญญาณฟื้นตัวเศรษฐกิจ-3จี-เทคโนโลยีใหม่หนุนแนะจับตาดาวรุ่งแนวโน้มเติบโตสูง"บริการด้านไอซีที" หลังวิกฤติบีบองค์กรใช้จ่ายระวังตัว

ผลสำรวจมูลค่าตลาดไอซีทีไทยฉบับล่าสุด ซึ่งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า สนับสนุนให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดทำ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ของไทยในปี 2553 เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยคาดว่าจะเติบโต 7.2% หรือคิดเป็นมูลค่า 5.95 แสนล้านบาท จากปีที่ผ่านมาเติบโต 6%

สัดส่วนหลักจะมาจาก "กลุ่มสื่อสาร" ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 3.61 แสนล้านบาท แซงหน้ายอดการใช้จ่ายในกลุ่มฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ที่มีมูลค่า 8 หมื่นล้านบาท, กลุ่มซอฟต์แวร์ 6.4 หมื่นล้านบาท และกลุ่มบริการ 4.8 หมื่นล้านบาท

นายจำรัส สว่างสมุทร ที่ปรึกษาโครงการสำรวจตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทยปี 2552 และประมาณการปี 2553 กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดสื่อสารเริ่มมีสัญญาณการเติบโตดีขึ้น ถ้าหากในปีนี้ไทยมีใบอนุญาตหรือไลเซ่นให้บริการมือถือ 3จี ก็จะส่งผลดีในการช่วยกระตุ้นตลาดได้มากกว่า 5% หรือมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้มูลค่าของตลาดสื่อสารเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก จากปีที่ผ่านมามีมูลค่าราว 3.6 แสนล้านบาท

"ถ้า 3จี ยังเกิดไม่ได้ปีนี้ นอกจากเราจะแข่งกันเป็นที่โหล่ของโลกที่มีเทคโนโลยีดังกล่าวใช้ ผลกระทบที่เกิดแน่นอนคือ ตลาดสื่อสารก็คงโตได้ไม่มาก แต่ถ้า 3จีมาได้จริง มันส่งผลดีต่อตลาดอยู่แล้ว อย่างน้อยก็น่าจะโตได้สัก 5% หรืออาจเป็นดับเบิล ดิจิตเลยก็ได้" นายจำรัสกล่าว

"บริการ"ดาวรุ่งใหม่ธุรกิจคอมพ์
ผลสำรวจยังระบุในส่วนของภาคอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์นั้น แนวโน้มมูลค่าของตลาดบริการ เริ่มขยับเข้าใกล้มูลค่าตลาดซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีสัดส่วน 45.8% ในปีนี้จากเดิม 42.9% ในปีที่ผ่านมา

โดยประเด็นน่าสนใจของผลสำรวจฉบับนี้คือ อัตราการเติบโตของมูลค่าตลาด "กลุ่มบริการ" ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวถึง 18.6% ในปีนี้ เทียบกับคาดการณ์การเติบโตของไอทีในกลุ่มอื่นๆ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตเพียงตัวเลขหลักเดียว

ปัจจัยหนุนตลาดบริการ มาจากนโยบายขององค์กรส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการอัพเกรด หรือบำรุงรักษาระบบเดิมที่มีอยู่มากขึ้น เพื่อลดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะมูลค่าการใช้บริการปรึกษาระบบ คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดถึง 19% รองลงมาเป็นการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์เดิม 18.7%

นอกจากนี้ส่วนใหญ่ยังเริ่มหันมาใช้บริการเอาท์ซอร์ส หรือลงทุนเท่าที่ใช้มากขึ้น (Pay per use) รวมทั้งนิยมใช้บริการเช่าใช้ หรือฝากซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่น (Service and Application Hosting) มากขึ้น เพื่อลดงบประมาณ และแก้ปัญหาบุคลากรขาดแคลน

โซโห-คอนซูเมอร์แรงซื้อดี
นายจำรัส กล่าวว่า ส่วนตลาดในกลุ่มฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ที่เคยมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 ของการใช้จ่ายกำลังเริ่มมีสัดส่วนถดถอยลง เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่มีนโยบายซื้อฮาร์ดแวร์น้อยลงเรื่อยๆ แต่จะเริ่มหันมาลงทุนกับการพัฒนา หรืออัพเกรดซอฟต์แวร์/แอพพลิเคชั่น เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในคุ้มค่ามากที่สุด เนื่องจากนโยบายลดต้นทุนขององค์กรในช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

ขณะที่ เมื่อจำแนกตามกลุ่มที่มีการใช้จ่ายเงินลงทุนก็พบว่า องค์กรขนาดกลาง-เล็ก และผู้ใช้ทั่วไป ยังเป็นกลุ่มที่บริโภคไอทีมากกว่าองค์กรขนาดใหญ่และภาครัฐ ในสัดส่วน 52.3% และ 47.4% ตามลำดับ

"แม้จะมีโครงการไทยเข้มแข็ง และการลงทุนไอทีของหน่วยงานขนาดใหญ่ต่างๆ แต่เมื่อจากการสำรวจผู้ประกอบการจริงๆ ในตลาดครั้งนี้พบว่า มูลค่าส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกลุ่มโซโหและผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งยังมีแนวโน้มจะใช้จ่ายได้เรื่อยๆ ขณะที่ตลาดก็ยังมีปัจจัยบวกมาสนับสนุนทั้งเทคโนโลยี 3จี, ระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 7, ซีพียูใหม่ และการเปลี่ยนแปลงระบบเอกสารเป็นดิจิทัลทั้งหมด" นายจำรัสกล่าว

สัญญาณอันตราย "โลคอลแบรนด์"
ผลสำรวจยังระบุว่า แนวโน้มตลาดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (เดสก์ทอป) จะมีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากอินเตอร์แบรนด์สามารถทำยอดขายแซงหน้าตลาดโลคอลแบรนด์ และคอมพิวเตอร์ประกอบใช้เอง (ดีไอวาย) ได้เป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา ปีนี้ผลสำรวจก็คาดว่า ยอดขายเดสก์ทอปยี่ห้อในประเทศจะลดจาก 30% ปีที่ผ่านมาเหลือเพียง 25%

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบตามประเภทของคอมพิวเตอร์พบว่า เดสก์ทอปยังถูกตลาด "โน้ตบุ๊ค" และ "เน็ตบุ๊ค" ชิงส่วนแบ่งมากขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าปีนี้ตลาดจะหดตัวเหลือ 44% จากปีที่ผ่านมา 46% สวนทางกับยอดขายคอมพิวเตอร์พกพาที่ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายจำรัส ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบต่อตลาดไทย เนื่องจากผู้ประกอบการคอมพิวเตอร์ของไทยยังไม่สามารถผลิตโน้ตบุ๊ค หรือเน็ตบุ๊คได้เองเหมือนกับอินเตอร์แบรนด์ เพราะด้วยข้อจำกัดของความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน ทำให้ผู้ผลิตในไทยมีแนวโน้ม "สูญพันธุ์"

ส่วนฮาร์ดแวร์ที่คาดว่าจะมีการซื้อขายสูงสุดในปีนี้ก็ยังอยู่ในกลุ่ม โน้ตบุ๊ค, ฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอก, เครื่องพิมพ์ประเภทออลอินวัน และโปรเจคเตอร์ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายของกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป

สำหรับการใช้จ่ายในกลุ่มซอฟต์แวร์พบว่า สภาพเศรษฐกิจได้ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้งานซอฟต์แวร์ปีที่ผ่านมา โดยพบว่าองค์กรส่วนใหญ่เริ่มให้ความสนใจกับการใช้ซอฟต์แวร์ในรูปของการบริการ (SaaS) มากขึ้น มูลค่าราว 2,800 ล้านบาท

ขณะที่ การพัฒนาซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ก็อยู่ในรูปของแพ็คเกจสำเร็จรูป (แพ็คเกจ ซอฟต์แวร์) ถึง 70% ของตลาดรวม โดยกลุ่มที่มีการลงทุนสูงที่สุดยังเป็นกลุ่มสถาบันการเงิน, สื่อสารและภาคการศึกษา คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของยอดการใช้จ่ายซอฟต์แวร์ทั้งตลาด

เขาระบุว่า แนวโน้มซอฟต์แวร์ที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายมากขึ้นในปีนี้คือ เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง, เว็บ 2.0, อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และโอเพ่นซอร์ส

"ตลาดซอฟต์แวร์ยังโต แต่สิ่งที่น่าห่วงคือน่าจะโตได้มากกว่านี้ และที่สำคัญยังเป็นตลาดซอฟต์แวร์ของคนไทยน้อย ซึ่งข้อมูลที่ได้จากองค์กรส่วนใหญ่ยังเป็นการซื้อซอฟต์แวร์ต่างประเทศ แต่ก็ยังมีมุมที่น่าดีใจว่า ในจำนวนนี้ก็ยังเป็นสัดส่วนของการนำโอเพ่นซอร์สมาช่วยลดต้นทุนเยอะขึ้น" นายจำรัส กล่าว

Tags : ไอซีที เนคเทค ซิป้า

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

EasLdj xjhmmwllttwu, [url=http://syxuujowbzob.com/]syxuujowbzob[/url], [link=http://vvrwyarevftk.com/]vvrwyarevftk[/link], http://xayuvgtpdegj.com/

ความคิดเห็นที่ 1

*กราบขออภัยหากข้อความนี้รบกวนท่าน*
ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนนะครับว่า ผมเองเป็นวิศวกรทำงานมาร่วม 10 ปี ทำยังไงก็ไม่รวยซักที
ผมก็หางานทางเนตมาเรื่อยๆ ก็ยังไม่ถูกใจ จนมาเจอธุรกิจนี้ ผมก็ค่อนข้างมีทัศนคติที่ดี กับธุรกิจนี้
เพราะ ไม่ต้องอบรม ไม่ต้องคลิกโฆษณา ไม่ต้องขาย ไม่ต้องนั่งอ่านเมล์ ไม่ต้องเปิดคอมฯทิ้งไว้เก็บคะแนน
แต่ที่มันยังติดอยู่นิดนึงตอนเริ่มแรก ก็คือ มันต้องจ่ายทุกเดือน เดือนละ 10 ดอลล่า (ประมาณ350บาท)
นี่หละปัญหา แต่ที่ผมตัดสินใจลองทำ ก็เพราะว่า เค้าให้ทดลองทำ"ฟรี" 7 วัน
ไม่พอใจก็ไม่ต้องสมัคร ไม่ต้องเสียเงินซักบาท ผมก็ต้องลองซิ
"ของฟรีใครก็ชอบ" ใช่ใหมครับ มันไม่เสียหายหนิ
ถ้าผมจะลองหารายได้แบบฟรีๆ ลองตามไปดูรายละเอียดกันครับ ไปที่
http://www.21millionaire.ws

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement