เนคเทค ระดมสมอง"แนวทางการส่งเสริมมาตรฐานพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันผู้ประกอบการไอซีที
โครงการส่งเสริมพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไทย พ.ศ.2552 ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศึกษา เพื่อพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมไอซีทีให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับมาตรฐานสากล และส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันกับต่างชาติได้ใกล้สำเร็จ
ล่าสุด คณะวิจัย เนคเทค จัดระดมความคิดเห็น "แนวทางการส่งเสริมมาตรฐานพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไอซีที" ก่อนสรุปผลเสนอกระทรวงไอซีที
นายประทีป เอื้อศักดิ์เจริญกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมโทร โปรเฟสชั่นแนล โปรดักส์ จำกัด ผู้ประกอบการพีซีโลคอลแบรนด์ "เอ็มพีพี" กล่าวว่า ปัญหาของอุตสาหกรรมการผลิตคอมพิวเตอร์ของไทยอยู่ที่การขาดบูรณาการ เพราะหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีมีหลายกระทรวง ไอซีทีทำหน้าที่จัดทำมาตรฐานกลางประกาศขึ้นเว็บ เนคเทค ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้วิจัย ให้ความเห็น การจัดซื้อรับผิดชอบโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และเรื่องมาตรฐานเป็นของสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
ปัญหานี้ทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน ซึ่งการเสนอปัญหาต่อกระทรวงไอซีทีนั้นทำได้ แต่จะนำมาปฏิบัติจริงไม่ใช่เรื่องง่าย สมัยที่ทำคอมพิวเตอร์ไอซีที ยุค นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีไอซีทีคนแรก ต้องนำเรื่องผ่านมติ ครม. เพราะถึงจะเห็นปัญหา แต่ถ้าไม่มีข้อสรุปชัดเจนก็จะไม่มีผู้ปฏิบัติ ฉะนั้น หากจะทำให้เป็นประโยชน์แก่อุตสาหกรรมไอซีทีของไทย ทั้ง 4 กระทรวงจะต้องไปหาข้อยุติให้ได้
ขณะที่เรื่องของมาตรฐาน สมอ. ที่กำหนด มอก.1561/2541 มาตรฐานความปลอดภัย และ มอก.1956/2548 ขีดจำกัดสัญญาณรบกวนวิทยุ ใช้กับคอมพิวเตอร์ที่จำหน่ายในประเทศ ได้รับการยืนยันว่า ไม่เป็นการกีดกันทางการค้า หากผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใด ทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านมาตรฐานดังกล่าวก็สามารถเข้าร่วมประมูลภาครัฐได้ทั้งสิ้น
นายวีระ อิงค์ธเนศ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสวีโอเอ กล่าวว่า การเปิดเสรีการค้าปี 2553 ไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ เพราะภาษีนำเข้าเป็น 0% อยู่แล้ว ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบเรื่องภาษี แต่เป็นอีโคโนมี ออฟ สเกล คอมพิวเตอร์อินเตอร์แบรนด์จะครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศได้ง่ายขึ้น ส่วนแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันยังไม่มีสัญญาณจะได้เปรียบ เพราะต้องลงทุนแข่งขันกับผู้ทำตลาดเดิม ที่น่ากลัวคือ คู่แข่งปัจจุบัน
ทั้งนี้ การแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น เพราะทางเลือกเหลือน้อย โดยมีผู้คุมตลาดไม่เกิน 2 แบรนด์ เกือบจะเป็นการผูกขาด ต่างจากประเทศอื่นที่มี 5 แบรนด์ และแบรนด์ใหญ่คือแบรนด์ในประเทศ
