กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ไอที-นวัตกรรม

วันที่ 27 ธันวาคม 2552 00:05

ทราฟฟี่ นิวลุค สู่ยุควิ่งฉิว 2.0

ทราฟฟี่ นิวลุค สู่ยุควิ่งฉิว 2.0

ทราฟฟี่ นิวลุค สู่ยุควิ่งฉิว 2.0

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชื่อ"ทราฟฟี่(Traffy)" ปรากฏนามในฐานะเป็นเครื่องมือรายงานสภาพการจราจรทางเลือกใหม่สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนมากว่า 2 ปีแล้ว

 ครั้งนี้ "ทราฟฟี่" กลับมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งนอกจากจะดีไซน์หน้าเว็บใหม่ทั้งหมดแล้ว ยังเพิ่มแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่ดึงเอาความฮอตของกระแสโซเชียล เน็ตเวิร์คกิ้ง หรือเครือข่ายสังคมเข้ามาผสมผสานเป็นระบบให้ข้อมูลสภาพจราจรที่อาจกล่าวได้ว่า "ลงตัว" ที่สุดสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนยุคนี้

 "วสันต์ ภัทรอธิคม" หัวหน้าโครงการประเมินและรายงานสภาพการจราจร จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้พัฒนาระบบตรวจสภาพการจราจรผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ บอกว่า ระบบทราฟฟี่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีหลังจากเปิดให้บริการเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นบริการที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ถนนในเมืองกรุง ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่า ปริมาณรถหนาแน่นเพียงใด

 ทั้งนี้ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่ให้ผู้ใช้บริการคลิกเข้าสู่ระบบเพื่อตรวจสอบสถานะสภาพการจราจรรอบกรุงได้แบบเรียลไทม์ หากแต่ครั้งนั้นยังมีเสียงบ่นว่า "ทราฟฟี่" ยังเป็นระบบที่ใช้บริการยาก และไม่คล่องตัวเหมือนอย่างคำโฆษณา

 "เราพยายามฟังเสียงผู้ใช้บริการตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่บอกว่าใช้ยาก งงๆ กับยูสเซอร์ อินเทอร์เฟซ เพราะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นลงเครื่องก่อนใช้งาน ขณะที่ข้อมูลก็ไม่ครอบคลุม โดยสามารถใช้งานได้เฉพาะเส้นทางในกรุงเทพฯ" วสันต์ว่า

 ขณะที่เวอร์ชั่นใหม่ "วสันต์" เชื่อว่า ทราฟฟี่จะขยับบทบาทขึ้นเป็นระบบที่ "ออนดีมานด์" และสามารถให้ข้อมูลได้แบบ "เรียลไทม์" มากที่สุด พร้อมกับยูสเซอร์ อินเทอร์เฟซที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น เนื่องจากได้ปรับระบบให้รองรับการทำงานด้วยเว็บเบส ซึ่งผลก็คือ ผู้ใช้สามารถเข้าใช้ทราฟฟี่ผ่านอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ทั้งโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์

 ทั้งข้อมูลที่ได้ยังละเอียด และลึกกว่าเดิม เนื่องจากฐานข้อมูลที่กว้างมากขึ้น ทั้งข้อมูลจากกรุงเทพมหานคร และตำรวจจราจร ล่าสุดโครงการวิจัยชิ้นนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก "เทศบาลนครเชียงใหม่" ให้เชื่อมต่อฐานข้อมูล เพื่อร่วมรายงานสภาพการจราจรของเมืองล้านนาเป็นครั้งแรกบนโลกออนไลน์

 "เชียงใหม่ถือเป็นเมืองที่มีสภาพจราจรหนาแน่นอีกเมืองหนึ่ง และยังเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ และปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งข้อมูลในจังหวัดถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เพราะมีตัวนับจำนวนรถฝังอยู่ใต้ถนนทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับทราฟฟี่ทำให้ง่ายขึ้น ซึ่งมีมากกว่า 120-130 จุด เช่น นิมมานเหมินท์ ถนนรอบคูเมือง และถนนท่าแพร เมื่อรวมกับข้อมูลจราจรจาก กทม. 300 เส้น ข้อมูลจากตำรวจประมาณ 1,000 เส้น และข้อมูลจากกล้องซีซีทีวีอีกกว่า 130 ตัว ทำให้ทราฟฟี่ครอบคลุมมากขึ้น" วสันต์เล่า

 นอกจากนี้ "ไฮไลต์" เด็ดของทราฟฟี่ใหม่คือ การเชื่อมต่อกับเครือข่ายสังคมที่กำลังเป็นกระแสของโลกไซเบอร์ยุคนี้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเป็น "Follower" บนทวิตเตอร์ของทราฟฟี่ได้ที่ www.twitter.com/traffy โดยปัจจุบันมีสมาชิกแล้วกว่า 1,700 Follower ซึ่งในอนาคตเนคเทคยังมีแผนที่จะเพิ่มความ "อัจฉริยะ" มากขึ้น โดยการดึง "อับดุล" หรือระบบโต้ตอบอัตโนมัติที่เคยออกมาทำความรู้จักกับชาวโลกเมื่อไม่นานมานี้ ในฐานะระบบแปลภาษามนุษย์ให้เป็นภาษาที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ

 วสันต์บอกว่า ระบบโต้ตอบปัจจุบันจะใช้วิธีให้เขียนถามตอบกับระบบตรงๆ โดยต้องพิมพ์ "?" ตามด้วยชื่อถนนที่ต้องการสอบถามสภาพการจราจร ซึ่งระบบจะตอบกลับโดยอัตโนมัติ ขณะที่ระบบใหม่ผู้ใช้จะสามารถค้นหาได้ด้วยเสียงทันที ทำให้การหาข้อมูลทำได้ง่าย และเร็วขึ้น โดยกำลังอยู่ในระหว่างวิจัยทดลอง เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบหลัก ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้งานได้จริงในเร็วๆ นี้

 "แผนวิจัยครั้งนี้ใช้เวลา 4 ปี ด้วยงบ 9 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบจราจรอัจฉริยะ ซึ่งความคาดหวังของเราคือต้องการพัฒนาระบบให้ตรงกับใจคนไทยมากขึ้น โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปลอกฝรั่งทั้งหมด แต่ Customize ให้เข้ากับความเป็นจริงของการจราจรในไทย" วสันต์ว่า

 

Tags : ทราฟฟี่

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

น่าติดตามดี่น่ะครับเพราะว่าถ้าหากว่าเราเดินทางไปไหนมาไหนแล้วรู้ก่อนว่ารถมันติดมากน้อยแค่ไหนจะได้ตัดสินใจว่า ไปหรือไม่ ได้ก่อนที่จะออกจากบ้านครับ ddd

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement