การ์ทเนอร์ ชี้ยอดขายชิพร่วง สะท้อนสถานการณ์อุตสาหกรรมเลวร้าย
รายงานข่าวจาก การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยการตลาดชื่อดัง เปิดเผยว่า ยอดขายชิพทั่วโลกปีนี้ลดลงจากปีที่ผ่านมา 11.4% ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่เลวร้ายสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมทั้งเป็นครั้งแรกที่มีการปรับตัวลงติดต่อกัน 2 ปี โดยมียอดขายรวม 226 พันล้านดอลลาร์ ลดลงประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์
นายสตีเฟ่น ออห์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ บริษัท การ์ทเนอร์ กล่าวว่า รายได้ของยอดขายชิพร่วงลงอย่างมากในไตรมาสแรกปีนี้ ต่อเนื่องจากสถานการณ์เมื่อไตรมาส 4 ปี 2551 อย่างไรก็ตาม ราคาที่ขยับขึ้นเล็กน้อยช่วงปลายไตรมาสแรกที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าจะเห็นการเติบโตตามมา
ทั้งนี้ ปัจจัยลบซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดต่อยอดขายชิพในปีนี้ มาจากกลุ่มลูกค้าองค์กร และยังมีสัญญาณว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานสำหรับการฟื้นตัว ขณะที่ ความรู้สึกของผู้บริโภคเริ่มดีขึ้น โดยคอมพิวเตอร์พีซี จะเป็นสินค้ากลุ่มแรกที่กำลังซื้อกลับคืนมา ตามมาด้วยโทรศัพท์มือถือ และรถยนต์
เขากล่าวอีกว่า บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ค่ายญี่ปุ่น เป็นกลุ่มที่เผชิญกับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลให้คำสั่งซื้อลดลง ขณะเดียวกัน เงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ทำให้สินค้าจากญี่ปุ่นราคาแพงขึ้น
ขณะที่ ในบรรดาผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ระดับโลก 10 ราย มีเพียง 3 รายที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในปีนี้ โดย 2 ใน 3 เป็นผู้ผลิตเมมโมรี่ชิพจากเกาหลีใต้ ได้แก่ ซัมซุง และไฮนิกซ์ ส่วนควอลคอมม์ ของสหรัฐ รายได้เติบโตเล็กน้อย จากการเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาดตัวประมวลผลสำหรับโทรศัพท์มือถือ
นอกเหนือจากผู้ผลิตรายใหญ่ 10 อันดับแรกแล้ว ในส่วนของบริษัทที่ติดกลุ่มท็อป 25 ได้แก่ มีเดียเทค ของไต้หวัน มีผลประกอบการเพิ่มขึ้น 21.4% จากยอดขายที่แข็งแกร่งให้กับผู้ผลิตมือถือจีนรายย่อยๆ และถือเป็นบริษัทเพียงรายเดียวในผู้ผลิตใหญ่ 25 รายแรกของโลกที่เติบโตได้ในระดับเลข 2 หลัก
รายงานข่าว ระบุว่า อินเทล ยังคงรั้งอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นปีที่ 18 ติดต่อกัน รวมทั้งขยับส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 14.2%
Tags : ชิพ • การ์ทเนอร์
