ไอซีทีแจงแก้ไขสัมปทาน ทีโอที-กสท รัฐไม่เสียหาย ขอ 90 วันทำรายละเอียดเสนอ พร้อมขอหารือ คลัง-สคร. ระบุหากพบจุดไหนมีปัญหาแจงมาได้
ไอซีทีแจงแก้ไขสัมปทาน ทีโอที-กสท รัฐไม่เสียหาย ขอ 90 วันทำรายละเอียดเสนอ พร้อมขอหารือ คลัง-สคร. ระบุหากพบจุดไหนมีปัญหาแจงมาได้ ตอกกลับ "ถ้าคิดแบบเด็กๆ อย่าเสนอเข้า ครม." 2 บริษัทเผยหลังแก้สัมปทานทำส่วนแบ่งรายได้-สินทรัพย์บีทีโอเพิ่ม พร้อมเพิ่มการแข่งขันในตลาด ประชาชนรับประโยชน์
ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่เปิดประเด็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ตั้งแต่ปี 2533 และทำให้รัฐเสียหายเป็นหลักแสนล้านบาท ซึ่งกระทรวงไอซีทีในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดหารือกับหน่วยงานทั้ง 2 แห่งแล้ว ยืนยันว่า รัฐไม่เสียหาย แต่กลับได้ประโยชน์
อย่างไรก็ตาม ไอซีทีได้ขอเวลา 90 วันศึกษาและรวบรวมรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะสัญญามีรายละเอียดมาก และจะทำเป็นหนังสือไปเสนอให้กระทรวงการคลัง พร้อมทั้งหารือให้ชัดเจน และถ้าคลัง หรือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พบว่าสัญญาข้อไหนที่ทำให้รัฐเสียหาย ก็ให้ "บอก" มาได้เลย
"จริงๆ แล้ว การแก้ไขสัมปทานเป็นเรื่องในอดีต แต่ก็ไม่ได้ทำให้รัฐเสียประโยชน์ ในการประชุมอยู่ๆ สคร. บอกว่า นี่คิดแบบเด็กๆ และให้เวลามา 30 วัน ทางไอซีทีขอยืนยันว่า ถ้าคิดแบบเด็กๆ คงมาเสนอใน ครม. เศรษฐกิจไม่ได้ และเวลาแค่ 30 วัน ก็คงทำอะไรไม่ทัน เพราะ สคร. ก็บอกเองด้วยว่า ทำไม่ทันเหมือนกัน" ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์กล่าว
พร้อมระบุว่า ไม่เข้าใจว่า คลังนำประเด็นนี้เข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจทำไม ทั้งที่ ทีโอที และ กสท ก็ส่งเงินรายได้เข้ากระทรวงการคลังเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งภาษีเงินได้ และเงินปันผล คลังเองก็มีตัวเลขงบดุลทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องเรียกจากไอซีทีด้วย
กระทรวงไอซีทีได้รับทราบว่า ทั้งทีโอที และ กสท ได้ตั้งคณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานกับรัฐ พ.ศ. 2535 ตั้งแต่ปี 2550 นายสิทธิชัย โภไคยอุดม เป็นรัฐมนตรี และได้ประชุมกันมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เน้น 3 ประเด็นหลัก คือ รัฐต้องไม่เสียหาย คู่สัญญาต้องอยู่ได้ และประชาชนต้องได้รับประโยชน์
ประโยชน์ 9 หมื่นล้านหลังแก้สัมปทาน
นายวิโรจน์ โตเจริญวาณิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ กสท กล่าวว่า กสท แก้ไขสัญญาสัมปทานของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) 3 ครั้ง และผ่านการอนุมัติของบอร์ดในสมัยนั้นๆ พร้อมเสนอเข้าคณะกรรมการประสานงาน ตามมาตรา 22 และรายงานให้กระทรวงคมนาคมรับทราบ และไม่เคยมีการทักท้วงใดๆ มาก่อน ทำให้เข้าใจว่าทำถูกต้องแล้ว
ภายหลังการแก้ไขสัมปทาน ทำให้ กสท มีผลประโยชน์กว่า 9 หมื่นล้านบาท โดยรายละเอียดแบ่งเป็นการขยายระยะเวลาของสัญญาของดีแทค จากเดิมที่หมดอายุปี 2549 การยกเลิกสิทธิผูกขาดของดีแทค ทำให้เกิดสัญญาใหม่อีก 2 ฉบับ คือ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดีพีซี จำกัด ทำให้ กสท ได้รับส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้น และการทำให้เกิดบริการซีดีเอ็มเอในปี 2543 และพัฒนาเป็นบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด
ผลประโยชน์ที่ กสท ได้รับแบ่งเป็นรายได้เงินสดที่ กสท ได้รับตั้งแต่ปี 2549 มูลค่า 4 หมื่นล้านบาท และเป็นทรัพย์สินโอนมาตามสัญญาบีทีโอ มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท ในทางตรงข้ามถ้าไม่มีการแก้ไขสัญญา ส่วนแบ่งรายได้ กสท จะหมดตั้งแต่ปี 2549 และไม่มีผู้ให้บริการใหม่อีก 2 ราย ซึ่งอาจส่งผลต่อปัจจุบัน คือ ไม่มีการแข่งขันในตลาด และผู้บริโภคไม่ได้รับบริการราคาต่ำ และครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ
"ในกฎหมายไม่ได้บอกว่า ถ้าจะแก้ไขสัญญาสัมปทานต้องทำอย่างไร แต่ กสท ก็เสนอ คณะกรรมการ ตามมาตรา 22 เพื่อความรอบคอบแล้ว และตัวเลขรายได้ที่ปรากฏออกมาเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน" นายวิโรจน์กล่าว
แก้สัญญาเพิ่มรายได้เท่าตัว
นายวิเชียร นาคสีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า ทีโอทีแก้ไขสัญญาสัมปทานไป 5 ครั้งของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ทุกครั้งเสนออนุมัติภายใต้อำนาจของคณะกรรมการ องค์การโทรศัพท์ ประเด็นที่สำคัญ คือ การแก้ไขให้มีการให้บริการบัตรเติมเงิน (พรีเพด) ซึ่งส่งผลชัดเจนในแง่ของการขยายฐานลูกค้าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ
ก่อนแก้ไขมีสัญญาสัมปทานมา 10 ปี มีผู้ใช้บริการ 1.4 ล้านราย มีส่วนแบ่งรายได้ 4.4 พันล้านบาท พอแก้ไขให้ทำบริการพรีเพดได้ ปีแรกมีผู้ใช้บริการเพิ่มเป็น 3.8 ล้านราย ทำให้ส่วนแบ่งรายได้เพิ่มเป็น 9.1 พันล้านบาท และเพิ่มอย่างรวดเร็วจนถึงกว่า 20 ล้านรายในปัจจุบัน มีส่วนแบ่งรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาท และทุกวันนี้ ผู้ใช้บริการพรีเพดมีกว่า 90% ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการโทรศัพท์มือถือได้ "นี่คือ ประโยชน์ที่สังคมได้รับ"
ส่วนการปรับอัตราการคิดส่วนแบ่งรายได้ แต่เพิ่มเป็นบริการรายเดือน (โพสต์เพด) มีการเก็บค่าเช่า ค่าประกันเลขหมาย ทำให้คิดส่วนแบ่งรายได้แบบหนึ่ง แต่พอเป็นบัตรเติมเงิน มีแค่ค่าใช้บริการ ก็คิดส่วนแบ่งรายได้อีกแบบหนึ่ง และมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก จึงไม่ใช่เรื่อง "แปลก" อะไร
Tags : 3จี
