กรุงเทพธุรกิจ

ไอที-นวัตกรรม

วันที่ 19 กันยายน 2552 01:00

เมื่อทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ค ถึงมือ หมอ

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ความแพร่หลายของ "ทวิตเตอร์" และ "เฟซบุ๊ค" กลายเป็นปรากฏการณ์ "Change" ในทุกวงการทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่วงการ "แพทย์"

แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าไหร่นัก แต่ความ "ชัดเจน" ของการใช้งานในกลุ่มการรักษาพยาบาลมีมากขึ้น เหตุเพราะทุกวันนี้คนป่วยทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกวัน โรงพยาบาลต่างๆ ก็ต้องเพิ่มความสามารถ และความอัจฉริยะในการรักษาขึ้นตามไปด้วย
 
ปัจจุบันแพทย์ในสหรัฐอเมริกาถือเป็น "ผู้นำ" ด้านการใช้ช่องทางโซเชียล เว็บพูดคุยกับคนไข้ รวมไปถึงการพัฒนาเว็บที่สามารถสื่อสารได้สองทาง หมอจากโรงพยาบาลหลายรายใช้วิธีคุยผ่าน "ทวิตเตอร์" กับผู้ป่วย หรือหาแนวทางในการรักษาร่วมกันระหว่างผู้ป่วย และผู้รักษา รวมไปถึงการเขียนโน้ตสั้นๆ เกี่ยวกับความรู้จากการประชุมเชิงวิชาการ หรือวิธีการป้องกันโรคต่างๆ เผยแพร่ผ่านตัวอักษรแค่ไม่เกิน 140 ตัว
 
นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอาท์ซอร์ส เทคโนโลยี เล่าให้ฟังหลังงานเสวนาหัวข้อ "Transforming the Healthcare Industry in 21st Century" ว่า เพราะเทคโนโลยี รวมถึงระบบการสื่อสารมีสปีดที่เร็ว และฉลาดมากขึ้น ทำให้เกิดช่อทางใหม่ๆ ในการรักษาพยาบาล และโซเชียล เว็บ ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก ณ ขณะนี้
 

"ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอเมริกา รวมไปถึงประเทศแถบยุโรป สแกนดิเนเวีย ผมเห็นชัดเจนว่า หมอใช้ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค พูดคุยกับคนไข้เยอะมาก ขณะที่ในไทยเริ่มมีให้เห็น แต่ไม่มากนัก ในต่างประเทศนิยมนำงานวิจัยด้านการแพทย์ที่เป็นประโยชน์กับคนอ่านขึ้นบนทวิตเตอร์กันมาก แค่เขียนข้อความสั้นๆ แล้วใส่ลิงค์ที่ต้องการอ่านเพิ่มเติมลงไป ขณะเดียวกัน ในต่างประเทศมักจะใช้ทั้งทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ค สร้างกลุ่ม หรือจับกลุ่มคอมมูนิตี้ในหมู่ผู้ป่วยที่เป็นโรคลักษณะเดียวกัน พูดคุย แลกเปลี่ยน ให้กำลังใจ มีหมอที่ชำนาญการณ์ในโรคนั้นๆ เข้ามาตอบคำถาม และแนะนำ"
 
ขณะที่ ปัจจุบันประเทศที่มีผู้ใช้ทวิตเตอร์มากสุดในโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา,อังกฤษ, สเปน, ออสเตรเลีย, จีน, บราซิล, ตุรกี ตามลำดับ ขณะที่ประเทศที่ใช้เฟซบุ๊คและมีการเติบโตของเครือข่ายรวดเร็วมากที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ ไต้หวัน ,กาน่า, อินโดนีเซีย, คูเวต, อิตาลี
 
มีสถิติที่น่าสนใจพบว่า 61% ของผู้ป่วยวัยรุ่นชาวอเมริกัน มักจะดูข้อมูลการรักษาพยาบาลผ่านทางเว็บไซต์ ขณะที่ 59% ของผู้ป่วยวัยรุ่นจะค้นหาข้อมูลโรคภัยไข้เจ็บ หรือวิธีการรักษาสุขภาพผ่านทางเว็บ 2.0 บล็อก หรือโซเชียล เว็บทั้งหลาย ซึ่งจะมีการรีวิวการรักษาพยาบาล การปฏิบัติตัวจากผู้ป่วยในโรคนั้นๆ ทั้งในรูปแบบข้อความ รวมถึงวิดีโอภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารยอดนิยมของผู้ป่วยวัยรุ่นชาวอเมริกันเลยทีเดียว
 
ถือว่าพัฒนาการของโซเชียล เว็บ ยังช่วยสร้างเสริมความสัมพันธ์ในแบบ "ตัวต่อตัว" กับการรักษาพยาบาลของแพทย์เพิ่มขึ้นกว่าในอดีตด้วย
 
ยกตัวอย่างเว็บ เช่น
www.patientslikeme.com คอมมูนิตี้สำหรับผู้ป่วย ที่สามารถเข้ามาเป็นเครือข่าย ให้กำลังใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในโรคต่างๆ มีหมอ มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้คำแนะนำ ถือเป็นเว็บคอมมูนิตี้สองทาง ที่ได้รับความนิยมในระดับโลก
 
หรือแม้แต่เว็บเสิร์ชอย่าง "กูเกิล" ก็ยังหันมาใช้เทคโนโลยีเว็บเชื่อมโยงกับ "เฮลธ์แคร์" มีแอพพลิเคชั่นมากมาย เหมือนกับเป็นเลขาส่วนตัวด้านสุขภาพ แนะนำ เตือน รวมถึงให้ความรู้ทางด้านสุขภาพ ภายใต้แนวคิดการสื่อสารสองทางเป็นหลัก
 
นพ.ก้องเกียรติ บอกว่า พัฒนาการของเทคโนโลยีคงไม่ได้หยุดอยู่ที่เว็บ 2.0 แต่จะไปไกลเป็นเว็บ 3.0 หรือที่เรียกว่า "อินเทลลิเจนท์ เว็บ" ขณะที่ "ดิจิทัล" จะเป็นรหัสที่อยู่เหนือทุกอย่าง ยิ่งทำให้วงการแพทย์ต้อง "เปลี่ยน" วิธีคิดให้มากขึ้น
 
และยิ่งโซเชียล เว็บ ไม่ได้จำกัดอยู่บนหน้าคอมพิวเตอร์ หากแต่สามารถใช้ไอโฟน ใช้แบล็คเบอรี่ หรือสมาร์ทโฟนยี่ห้อดังๆ ติดต่อสื่อสารกับโรงพยาบาล หรือแพทย์เจ้าของไข้ได้ทันที ผ่านหน้าจอบนฝ่ามือ ได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ในมุมไหนของโลก

 

Tags : ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

คห.2 ฟังดูน่าสนใจดีครับ ผมมองที่คอนเท้นต์ แต่คุณกลับมองที่ช่องทางการขายโฆษณา ผมแค่แปลกใจเนื่องจากคอนเท็นท์แต่ละแบบมันจะไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องวงการแพทย์ แต่ผมอาจจะมองผิดก็ได้ ก็เลยตอบกึ่งแซวเล่นกับเจ้าของบทความงั้นแหละ ผมว่าน่าสนใจนะครับ ในเรื่อง Ads เนี่ยผมอยากรู้สิ่งที่คุณทำเหมือนกัน แถมมันเป็นขาย ads บน social network ด้วยไง ซึ่งเดิมผมคิดว่ามันไม่น่าเวิร์ค (แต่คุณก็ทำได้แล้ว) จะยินดีมากครับถ้าจะแนะนำผมหน่อย ว่าคุณเริ่มยังไง หรือ Target group เป็นใคร เทคนิคการ place Ad ต่างจากเว็บปกติหรือเปล่า โปรด contact ผมที่ suchai.roj@gmail.com

ความคิดเห็นที่ 2

คห1 ไม่มีความรู้อย่าแสดงความคิดเห็นเลยจะดีมาก มันเป็นการตลาด เดือนที่แล้วผมมีรายได้ $30 แค่แนะนำเว็บคลินิกแก่สมาชิก facebook 20 คน ที่ได้น้อยเพราะ IP Address ไม่ได้มาจากอเมริกา

พวกเขาแลกลิงค์กัน เพื่ออัพ Google Page Rank ไปถามพวก webmaster จะรู้ดี เว็บใหนมี PR สูงจะมีความสามารถในการดูดเงินสูง

ความคิดเห็นที่ 1

หมอกิ๊กกับคนไข้มากกว่าละม้าง แค่น๊อยซ์ทำเป็นอ้างว่าเทรนด์ ต้องดูที่ detail

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement