กรุงเทพธุรกิจ

ไอที-นวัตกรรม

วันที่ 17 กันยายน 2552 01:00

ผลวิจัยชี้รัฐบาลไทยสนใจไอที ลงทุนแตะพันล้านดอลล์ใน2ปี

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

"สปริงบอร์ด รีเสิร์ช" เดินสายโชว์ผลวิจัยลงทุนไอทีภาครัฐทั่วเอเชีย ชี้ "ไทย" เกาะกลุ่มลงทุนสูง คาดแตะ 1 พันล้านดอลลาร์ในอีก 2 ปี

นายไมเคิล บาร์นส์ รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์ บริษัท สปริงบอร์ด รีเสิร์ช กล่าวในโอกาสเดินสายโรดโชว์ร่วมกับอินเทล และเอชพี เพื่อให้ข้อมูลการลงทุนไอทีของภาครัฐในเอเชียว่า ผลสำรวจการใช้จ่ายด้านไอทีในเอเชียแปซิฟิกพบว่า รัฐบาลไทยมีการลงทุนด้านไอทีในระดับสูง เมื่อเทียบกับประเทศที่มีจำนวนประชากร และเศรษฐกิจเท่าเทียมกัน เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
 
ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยใช้จ่ายด้านไอทีถึง 755 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.6 หมื่นล้านบาท) และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2554 โดยสัดส่วน 1 ใน 3 หรือประมาณ 33% จะทุ่มไปที่ภาคการศึกษา
 
นอกจากนี้ รัฐบาลยังลงทุนไอทีในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาคิดเป็นสัดส่วนราว 21% ของมูลค่าการลงทุนไอทีโดยรวมของประเทศ
 
"การลงทุนส่วนใหญ่ของไทยจะเน้นหนักเพื่อการศึกษา และการป้องกันประเทศ โดยมีสัดส่วนรวมกันถึง 47% ซึ่งคล้ายคลึงกับหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน แต่หากเทียบกับการลงทุนไอทีของรัฐบาลประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ พบว่าจะให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านสาธารณสุข โดยสูงถึง 6% ของจีดีพี ขณะที่ไทยลงทุนแค่ 3.5% ของจีดีพี เพราะให้ความสำคัญกับการศึกษาทั่วถึงมากกว่า" นายบาร์นส์กล่าว
  
อย่างไรก็ตามเขาคาดการณ์ว่า ภาพรวมการลงทุนไอทีของไทยจะยังขยายตัวได้อีก 11-13% โดยคาดว่าจะยังเป็นการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์มากกว่า 60% ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนด้านบริการไอที และซอฟต์แวร์
 
ขณะที่ นายเจอร์รี่ วาย.ซี.ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ธุรกิจภาครัฐ กลุ่มโซลูชั่นส์เทคโนโลยีด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี โซลูชั่นส์ กรุ๊ป บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กล่าวว่า เอชพี ยังคงยึดนโยบายเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างไอที โดยที่ผ่านมาได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบไอทีหลายโครงการกับประเทศไทยแล้ว เช่น ระบบซิงเกิล วินโดว์ส โปรเจค และการพัฒนาโซลูชั่นอี-กอฟเวอร์เมนท์
 
นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทยังมีนโบายพัฒนาโซลูชั่นสำหรับการพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะการศึกษา สุขภาพ และการดูแลความปลอดภัย ซึ่งทำให้บริษัทได้เปรียบในการทำตลาดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
 
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเอชพีแนะว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐาน สำหรับโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ เพื่อให้รองรับการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต รวมถึงการบริหารระบบไอทีแบบ "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" ซึ่งกำลังเป็นแนวโน้มการลงทุนของไอทีทั่วโลก เนื่องจากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรไอทีได้สูงสุด และลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่ม
 
เขาให้ความเห็นด้วยว่า ในช่วงที่ดีลระหว่างซัน และออราเคิลยังไม่สมบูรณ์ จะยิ่งเป็นโอกาสทางการตลาดให้กับเอชพีอย่างมาก เนื่องจากความไม่นอนของดีล ทำให้ลูกค้าของคู่แข่งเริ่มเกิดความไม่มั่นใจทิศทางของบริษัท และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต

Tags : ไอที อินเทล เอชพี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

วันนี้ไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้คิดแล้วมั้งเหลือแค่ไปหาข้อมูลจากห้องสมุดเอามาถ่ายเอกสารและคัดลอกบรรณานุกรมเพื่อใช้เป็นเหตุผลร่วมในการหาคำตอบอย่างในยุคโบราณ100ล้านปีก่อนสังเกตุหนังสือหลายเล่มอยู่มีบทความตอน1ที่คล้ายๆกันที่กล่าวไว้ว่ามีช่วง1ของหลายล้านปีนั้นได้เกิดความร้อนสูงช่วง1และเกิดความเย็นเข้าปกคลุมซึ่งผลมันก็จะเป็นแนวนั้นหากมีมวลของดวงดาวหล่นหรือมาแระแทกใส่พื้นโลกการที่มีมวลเพิ่มจะทำให้ความร้อนที่อยู่ใต้ผิวโลกเกิดการปะทุขึ้นไปทั่วโลกและดาวหรืออุกกาบาตที่นำความร้อนนั้นมาก็เป็นส่วนเพิ่มทำให้สัตว์สมัยก่อนที่ยังไม่มีถังอากาสอย่างออกซิเจนหายใจทำให้เสียชีวิตโดยฉับพลันได้แต่ก็ไม่น่ากระทบถึงสัตว์น้ำทะเลบางชนิดอีกซีกโลกใช่ไหมอันนี้เมื่อมวลเพิ่มความเป็นกรดเกลือที่รวมมากับมวลวัตถุที่มาเพิ่มมวลให้โลกทำให้ความเค็มเพิ่มขึ้นและสัตว์น้ำอย่างปลาเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวง่ายหากมีการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงนิดหน่อยก็เหอะทำให้เสียชีวิตรวมไปกับไดโนเสายุคนั้นด้วยเช่นกัน และการที่สัตว์ยุคนั้นมีร่างกายใหญ่โตก็ไม่แปลกอิทธิพลความร้อนของโลกที่สมัยก่อนยังมีอยู่มากและอาจจะเป็นไปได้ว่าสมัยก่อนมีปริมาณน้ำเค็มที่เจือจางมากๆทำให้การเจริญเติบโตไวขึ้นและมีอยู่ทั่วโลก หากเรามีซากฟอสซิสอย่างช้างแมมมอสอะไรนั้นที่เคยเห็นผ่านๆแต่ไม่รู้ว่าจริงและใช่หรือเปล่าก็จะอธิบายได้ว่าสมัยก่อนพืชต้นไม้ปกคลุมไปถึงเขตหนาวหรือขั้วโลกด้วยเพราะสัตว์ชนิดนี้ต้องรับสารอาหารอย่างพืชจำนวนมากคงกินแต่น้ำและโตไม่ไหวมั้งเลยทำให้ฟอสซิสช้างแมมมอสถ้ามีจริงก็จะบอกสมมุติฐานข้อนี้ได้และภายหลังจากมวลเพิ่มขึ้นกฎการถ่ายเทพลังงานก็ทำให้เกิดความเย็นขึ้นทันทีภายหลังจากการตกกระทบกันแล้วภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัยอันนี้น่าสงสัยสุดเพราะหากมีมานานก่อนไดโนเสาสูญพันธ์ก็น่าจะมีร่องรอยหลงเหลือจากประวัติศาสตร์อยู่บ้างอย่างฟอสซิสนกที่จะไปทำรังไว้บนบริเวณเทือกเขาและก็ถูกความหนาวเย็นช่วยรักษาร่องรอยไว้แต่แนวบริเวณนั้นไม่มีร่องรอยที่ปรากฎเลยชักมึนๆหัวแฮะเดี๋ยวนอนล่ะ น่าจะมีเว็ปวิทยาศาสตร์ที่ไว้แสดงความคิดเห็นบ้างก็ดีแต่หายากอ่ะต้องสมัครสมาชิกอะไรวุ่นวายจังป่วนเว็ปนี้ก็มันดีแฮะ

ความคิดเห็นที่ 1

***กรรม 2ปีกว่าผมจะเรียนจบไม่ทันแน่เลยเด็กรุ่นหลังเอาไปทำหมดยังทำเครื่องบินวิทยุบังคับสู้เด็กภาคอีสานไม่ได้เลยตอนนี้มีงบให้แบบนี้เด็กรุ่นหลังทำได้หมดแน่เลย = = กรรมอิจฉาเด็กหรือฟ่ะเนี่ยผม

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement